กลิ่นคาวสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของฝุ่นปูนซีเมนต์ในโกดังร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา คือสิ่งเดียวที่ชัดเจนที่สุดในยามวิกาลเช่นนี้ ลภัสยังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าภาคิน หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอหน่วยในทีแรกถูกความโกรธเกรี้ยวเผาผลาญจนเหือดแห้ง เหลือเพียงแววตาสەงกระด้างที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของสถาปนิกอาวุโส ผู้ซ่อนเร้นความจริงอันโสมمไว้ภายใต้สูทตัดเย็บอย่างประณีต
"คุณ... รู้เรื่องนี้มาตลอดใช่ไหม?"
เสียงของลภัสสั่นพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงกดดัน เธอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าวราวกับต้องการสร้างระยะห่างจากความไว้วางใจทั้งหมดที่เคยมีให้ผู้ชายคนนี้ ภาคินไม่หลบตา เขาเพียงแต่ถอนหายใจยาวนานออกมาเบาๆ เสียงถอนหายใจที่แฝงไว้ด้วยความหนักอึ้งของตึกระฟ้าหลายสิบชั้นที่เขารับผิดชอบ
"ความจริงกับความอยู่รอดในเมืองใหญ่ ลภัส... บางครั้งมันเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันหรอกนะครับ" ภาคินเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มราบเรียบ ทว่าเฉียบคมบาดลึก "ถ้าผมเลือกที่จะแหกปากตะโกนตั้งแต่วันแรกที่เห็นสเปกเสาเข็มถูกลดเกรด... ป่านนี้คุณคิดว่าผมจะได้ยืนอยู่ตรงนี้ เพื่อส่งต่อข้อมูลลับให้คุณเหรอครับ"
ลภัสแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากของนักข่าวสาวผู้ไม่เคยยอมจำนนต่อสิ่งใด "อย่าเอาข้ออ้างเรื่องการอยู่ในระบบมาฟอกตัวให้ตัวเองดูเป็นฮีโร่ผู้เสียสละหน่อยเลยภาคิน คุณก็แค่หมาป่าที่สวมชุดสูทแพงๆ รอเวลาส่วนแบ่งที่หอมหวานไม่ต่างจากธนาธร!"
คำพูดนั้นไม่ได้ทำให้ภาคินโกรธเคือง ตรงกันข้าม เขากลับยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น นิ้วเรียายาวดึงบุหรี่มวนหนึ่งออกจากซองเคสหนังแท้ขึ้นมาจุดสูบ ควันสีเทาจางลอยขึ้นผสานกับความมืดมิดเบื้องหน้า "ถ้าผมเป็นอย่างที่คุณว่าจริงๆ ผมคงไม่นัดคุณมาที่นี่ในคืนนี้ เพื่อยื่นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายให้คุณเอาไปขุดรากถอนโคนอาณาจักรของธนาธรหรอกนะครับ"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดจนแทบได้ยินเสียงหัวใจเต้นระทึก ลภัสขมวดคิ้วมุ่น สัญชาตญาณนักข่าวเตือนภัยเธอกำลังบอกว่าเกมนี้มีอะไรซับซ้อนกว่าที่ตาเห็น
ก่อนที่บทสนทนาเชือดเฉือนจะดำเนินไปไกลกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงหอบหายใจรัวเร็วก็ดังแว่วมาจากมุมมืดของซอกตึกร้างด้านหลัง ทั้งสองคนหยุดชะงักทันที ภาคินหรี่ตาลงพร้อมกับมือที่ขยับเข้าใกล้กระเป๋าเสื้อสูทอย่างระแวดระวัง ส่วนลภัสรีบยกมือถือขึ้นเตรียมพร้อมกดบันทึกภาพ
"ใครน่ะ!" ลภัสตะโกนถาม เสียงก้องสะท้อนไปตามผนังคอนกรีตเปลือยเปล่า
ร่างเงาทะมึนของชายชราคนหนึ่งก้าวออกมาจากความมืด แสงไฟสลัวจากเสาไฟริมทางส่องกระทบใบหน้ายับย่นที่เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นและคราบเหงื่อไคล เสื้อผ้าของเขาเปรอะเปื้อนฝุ่นปูนและคราบน้ำมันเครื่อง ชายชราหอบหายใจสะอึกสะอื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวขั้นสุด
"คุณ... คุณลภัสใช่ไหมครับ?" เสียงแหบแห้งเอ่ยถามอย่างหวาดระแวง สายตาหวาดหวั่นเหลือบมองซ้ายมองขวาราวกับกำลังหนีเงาของมัจจุราช
ลภัสหันไปสบตากับภาคินโดยอัตโนมัติ ภาคินพยักหน้าน้อยๆ เป็นเชิงส่งสัญญาณให้เธอระวังตัว แต่แววตาของสถาปนิกหนุ่มใหญ่กลับฉายประกายความตึงเครียดขึ้นมาทันทีที่เห็นหน้าชายชราคนนี้ชัดๆ
"ใช่ค่ะ ฉันลภัส คุณคือ..." นักข่าวสาวก้าวเข้าไปหาช้าๆ พยายามใช้น้ำเสียงนุ่มนวลที่สุดเพื่อลดความตื่นตระหนกของอีกฝ่าย
"ผมชื่อลุงปing... เป็นหัวหน้าคนงานคุมเสาเข็มของโครงการเดอะ แกรนด์ ไพรม์ มานานกว่าสิบปี..." ชายชราทรรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นปูนอย่างหมดแรง มือหยาบกร้านสั่นเทาราวกับคนเป็นไข้ป่า ก่อนจะคว-้านหาบางสิ่งในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตเก่าๆ "ผมติดต่อคุณไม่ได้ทางโทรศัพท์... พวกมันคอยดักฟัง... ผมต้องมาหาคุณด้วยตัวเอง... ก่อนที่ผมจะถูกเก็บเหมือนไอ้ชาติ..."
"ไอ้ชาติ?" ภาคินทวนชื่อนั้น เสียงของเขาต่ำลงจนแทบกระซิบ "คนงานที่ตกจากนั่งร้านเมื่อเดือนก่อนน่ะเหรอ?"
"ไม่ใช่ตกลงมาตาย! แต่มันถูกผลักลงมา!" ลุงปingตะโกนลั่น น้ำตาไหลพรากอาบแก้มเหี่ยวย่น "เพราะมันแอบถ่ายรูปผลการทดสอบความหนาแน่นของเสาเข็มที่ผ่านการโกงสเปกไว้ได้! พวกมันรู้ว่าไอ้ชาติเก็บหลักฐาน... มันถึงต้องฆ่าปิดปาก!"
หัวใจของลภัสเต้นรัว ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเริ่มปะติดปะต่อเป็นรูปเป็นร่าง เธอรีบทรรุดตัวลงคุกเข่าข้างชายชรา "ถ้าอย่างนั้น... หลักฐานชิ้นนั้นอยู่ที่ไหนคะลุงปing?"
ลุงปingไม่ตอบทันที เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวงสุดขีด ก่อนจะควักแฟลชไดรฟ์สีดำตัวเล็กเก่าคร่ำคร่าออกจากซับในเสื้อกันหนาวที่ขาดวิ่น ยื่นส่งให้ลภัสด้วยมือที่สั่นเทาอย่างรุนแรง
"นี่คือบัญชีลับ... รายชื่อวิศวกรที่เซ็นรับรองเอกสารเท็จ... และคลิปเสียงคำสั่งตรงจากปากของธนาธร ที่สั่งให้ลดความหนาแน่นเหล็กเส้นลงครึ่งหนึ่ง เพื่อเอาเงินส่วนต่างไปยัดใต้โต๊ะประมูลโครงการ" ลุงปingกล่าวเสียงสั่นเครือ "ผมเอาชีวิตเข้าแลกมาเพื่อสิ่งนี้... ช่วยเปิดโปงพวกมันทีครับ อย่าให้ความตายของไอ้ชาติสูญเปล่า..."
ลภัสรับแฟลชไดรฟ์ชิ้นนั้นมาด้วยมือที่สั่นเทาไม่แพ้กัน เธอมองวัตถุชิ้นเล็กๆ ที่มีคราบเลือดแห้งกรังติดอยู่ สัมผัสได้ถึงน้ำหนักแห่งชีวิตและความยุติธรรมที่แบกรับไว้บนบ่า
แต่ทว่า... ในวินาทีที่นิ้วเรียวของเธอกำลังจะปิดกำมือรอบแฟลชไดรฟ์ เสียงฝีเท้าจำนวนมากนับสคู่ก็ดังกระหน่ำก้องกังวานมาจากทุกทิศทางของโกดังร้าง แสงไฟฉายสว่างจ้าหลายดวงสาดส่องตัดความมืดตรงมาที่พวกเขาทั้งสามคนอย่างแม่นยำ ราวกับมีดวงตาเร้นลับคอยจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
"แย่แล้ว! พวกมันตามมาเจอได้ยังไง!" ภาคินสบถออกมาเสียงดังเป็นครั้งแรก ดวงตาคมกริบกวาดมองทางหนีทีไล่ด้วยความเร็วสูง
ลุงปingกรีดร้องด้วยความตกใจกลัวสุดขีด ร่างชราทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ปากพึมพำซ้ำๆ ว่า *"พวกมันรู้... พวกมันรู้หมดแล้ว..."*
ในขณะที่ลภัสกำลังจะดึงแขนลุงปingให้ลุกขึ้นวิ่งหนีพร้อมกันนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวแหวกความเงียบยามวิกาล ร่างของลุงปingสะดุ้งเฮือกแรง ดวงตาเบิกค้างอย่างไร้สติ ก่อนที่รอยกระสุนสีแดงฉานจะปรากฏขึ้นกลางหน้าผาก และร่างไร้วิญญาณของหัวหน้าคนงานผู้กุมความลับก็ล้มฟุบลงจมกองเลือดต่อหน้าต่อตาเธอกลิ่นคาวเลือดสดๆ คลุ้งคละคลั้งกลบกลิ่นสนิมเหล็กทันที
ลภัสกรีดร้องออกมาสุดเสียง ทรุดฮวบลงไปนั่งกับพื้นด้วยความช็อกขั้นขีดสุด มือที่กำแฟลชไดรฟ์เปรอะเปื้อนหยาดโลหิตอุ่นๆ ของชายชรา
ภาคินพุ่งเข้าชาร์จตัวลภัสลงหมอบราบกับพื้นคอนกรีตหลังเสาปูนทันที เสียงฝีเท้าของชายชุดดำกลุ่มใหญ่กำลังวิ่งใกล้เข้ามาทุกที พร้อมกับเสียงรองเท้าคอมแบตที่กระทบพื้นปูนดัง *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* อย่างน่ากลัว
และในความมืดที่คืบคลานเข้ามาประชิดตัวนั้นเอง เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยและเย็นเยียบจนน่าขนลุก ก็ดังขึ้นจากปลายทางเดินมืดสนิทเบื้องหน้า
"ยินดีต้อนรับสู่โปรเจกต์สุดท้ายของผมนะครับ... คุณนักข่าวคนเก่ง และ... คุณสถาปนิกผู้ทรยศ"
---
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางค้นหาความจริงในเมืองใหญ่ไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 6
เสียงกระซิบจากไซท์งาน
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!