เสียงปรบมือดังก้องกังวานในห้องจัดเลี้ยงแกรนด์บอล룸ของโรงแรมระดับหกดาว ใจกลางมหานครที่ไม่เคยหลับใหล แสงไฟจากแชนเดอเลียร์คริสตัลระยิบระยับสะท้อนลงบนพื้นหินอ่อนขัดเงาวับวาวราวกับผิวน้ำนิ่งสงบ ทว่าเบื้องหลังรอยยิ้มและการชนแก้วแชมเปญราคากรำแพง ท้องฟ้าสีหม่นยามค่ำคืนนอกกระจกใสบานยักษ์สูงจรดเพดานกลับกำลังทอดเงาทะมึนลงมาครอบ
“โปรเจกต์ ‘ดิ เอ็มเพอเรอร์ ทาวเวอร์’ จะไม่เพียงแต่เปลี่ยนเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพฯ แต่มันคือเครื่องหมายแสดงถึงวิสัยทัศน์ที่ไร้ขีดจำกัดของพวกเราครับ”
เสียงของธนาธร นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ผู้ทรงอิทธิพลดังผ่านไมโครโฟนไร้สาย รอยยิ้มของเขาเคลือบด้วยความมั่นใจแบบผู้ชนะที่ผูกขาดความสำเร็จไว้ในกำมือ สายตากวาดมองฝูงชนในชุดสูทและราตรีราคาแพงที่พากันพยักหน้ารับอย่างเลื่อมใส ทว่าในสายตาของคนช่างสังเกต ธนาธรเป็นเพียงนักเชิดหุ่นที่กำลังยืนอยู่บนยอดพีระมิดซึ่งก่ออิฐด้วยเงินตราและความลับ
สายตาหลายคู่ผละจากร่างของธนาธร หันไปมองชายอีกคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่มุมเวที
ภาคิน ในวัยสี่สิบปลายๆ สวมสูทตัดเย็บประณีตสีเทาเข้มรับกับเรือนผมสีดอกเลาที่ถูกจัดทรงไว้อย่างเนียบกริบ เขายืนเอามือซ้ายล้วงกระเป๋ากางเกง มือขวาถือแก้วน้ำเปล่าธรรมดา ไม่ใช่แชมเปญราคาแพง ใบหน้าคมคายเรียบเฉย ไร้รอยยิ้มเสแสร้ง แต่นัยน์ตาสีเข้มกลับลึกล้ำราวกับหุบเหวที่ยากจะหยั่งถึง
ในฐานะสถาปนิกอาวุโสและผู้ออกแบบหลักของโครงการมูลค่าหลายหมื่นล้านนี้ ภาคินควรจะเป็นพระเอกผู้รับเสียงปรบมือดังที่สุดในค่ำคืนนี้ แต่เขากลับเลือกที่จะเป็นเพียง ‘เงา’ ที่ทาบทับอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น
“ดื่มให้ความสำเร็จของ ‘เรา’ หน่อยไหมครับ ภาคิน”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นข้างกาย พร้อมกับการปรากฏตัวของธนาธรที่เดินเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกับกลิ่นอายของอำนาจลอยปะทะจมูก
ภาคินเหลือบมองเจ้าพ่ออสังหาฯ เพียงชั่วพริบตา ก่อนจะยกแก้วน้ำเปล่าขึ้นจิบนิดๆ โดยไม่สบตา “ผมดื่มแค่ความจริงครับ คุณธนาธร... ส่วนความสำเร็จ ให้เป็นเรื่องของตัวเลขในบัญชีของคุณเถอะครับ”
ธนาธรหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันแต่เจือความระแวงอยู่ลึกๆ เขาขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนไหล่เกือบชนกัน สายตาทั้งคู่ทอดมองออกไปนอกกระจก เบื้องล่างคือมหานครที่สว่างไสวด้วยแสงไฟ แต่ภาคินรู้ดีว่าเบื้องล่างแผ่นปูนและยางมะตอยเหล่านั้น มีอะไรบางอย่างที่กำลังผุกร่อน
“ตึกสูงเจ็ดสิบชั้นจะยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าฐานรากมันสวยงามแค่ไหนหรอกครับภาคิน... แต่มันอยู่ที่ว่า เรากลบเกลื่อนรอยร้าวตรงไหนได้แนบเนียนต่างหาก” ธนาธรกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่คมกริบราวกับใบมีดที่ซ่อนอยู่ในกำมะหยี่ “คุณเองก็คงไม่อยากให้ผลงานชิ้นเอกในชีวิตของคุณ พังครืนลงมาเพราะความใจแคบของใครบางคนหรอกนะ”
ภาคินหันไปมองหน้าอีกฝ่าย รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา “คุณกำลังกลัวอะไรหรือครับ... กลัวว่าโครงสร้างที่ผมคำนวณ จะรับน้ำหนักความโลภของคุณไม่ไหว หรือกลัวว่าความจริงมันจะหนักหนาเกินกว่าจะเอาเงินฟาดหัวให้จบได้ล่ะครับ”
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองตึงเครียดขึ้นในชั่วพริบตา แม้รอบกายจะเต็มไปด้วยเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ และเสียงหัวเราะรื่นเริง แต่มุมอับสายตานี้กลับกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมของสองมืออาชีพที่ยืนอยู่คนละฝั่งของศีลธรรม
ในจังหวะที่ธนาธรกำลังจะอ้าปากสวนกลับ แสงแฟลชจากกล้องถ่ายรูปก็วับวาบขึ้นไม่ไกลนัก
ทางด้าน, ลภัส ในชุดสูทกางเกงเข้ารูปสีดำสนิท ผมยาวมัดรวบตึงเผยให้เห็นใบหน้าเฉียบคมและดวงตาดุจเหยี่ยวที่กวาดมองทุกความเคลื่อนไหวในงาน เธอเดินฝ่าฝูงชนเข้ามาด้วยท่าทีสง่างามแต่มั่นคง นามบัตรสื่อมวลชนสายสืบสวนถูกเก็บไว้ในกระเป๋า แต่สัญชาตญาณของนักล่าความจริงกำลังทำงานอย่างเต็มพิกัด
เธอมองเห็นรอยยิ้มที่ฝืนทำของธนาธร และสายตาที่เย็นชาของภาคิน
ลภัสหยุดยืนห่างจากพวกเขาสองก้าวพอดี ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินกว่าจะได้ยินเสียงกระซิบ
“ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องขัดจังหวะความสำเร็จ... แต่ดูเหมือนว่าวิวจากตึกนี้ คงจะสวยไม่ลง ถ้าข้างล่างมันกำลังจะทรุดตัวนะครับ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังของลภัส ทำให้ธนาธรหันขวับมามองด้วยความไม่พอใจ ส่วนภาคิน... นัยน์ตาสีเข้มไหววูบไปชั่วขณะเป็นครั้งแรกในค่ำคืนนี้ เขาสบตากับนักข่าวสาวผู้ขึ้นชื่อเรื่องการขุดคุ้ยความเน่าเฟะของทุนนิยม และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สองสายตาที่ต่างขั้วแต่ทรงพลังก็ประสานกันอย่างมีความหมาย
ธนาธรขบกรามแน่น พยายามรักษามาดนักธุรกิจใหญ่ “คุณเป็นใคร เข้ามาในงานนี้ได้ยังไง รปภ.อยู่ไหน!”
“ไม่ต้องเรียกหรอกครับคุณธนาธร...” ลภัสยิ้มมุมปาก ยื่นสมาร์ทโฟนหน้าจอเปิดค้างไว้ให้ทั้งสองคนเห็น ภาพถ่ายดาวเทียมและผลตรวจสภาพดินใต้ฐานรากของ ‘ดิ เอ็มเพอเรอร์ ทาวเวอร์’ ปรากฏเด่นชัด พร้อมตัวเลขการทรุดตัวที่เกินกว่ากฎหมายกำหนดถึงสามเท่า “เพราะถ้าเรียก รปภ. ตอนนี้... คุณอาจจะไม่ได้ฟังข่าวดีเรื่องที่ดินแปลงนี้กำลังจะกลายเป็นหลุมยุบขนาดใหญ่ในอีกสามเดือนข้างหน้านะครับ”
สีหน้าของธนาธรเผือดสีลงในทันที ความมั่นใจทั้งหมดมลายหายไปสิ้น
ภาคินมองหน้าจอในมือของลภัส หัวใจกระตุกวูบ ภาพโครงสร้างที่เขาเคยเชื่อมั่นกำลังถูกท้าทายด้วยหลักฐานที่เขาเองก็ระแคะระคายมาตลอดแต่ถูกอำนาจเงินปิดปากไว้
ลภัสหันมามองภาคิน สายตาทั้งคู่ลึกล้ำและเต็มไปด้วยคำถามที่ยังไม่ได้เอ่ย
“สถาปนิกเก่งๆ มักจะวาดภาพอนาคตที่สวยงามเสมอ... แต่คุณล่ะครับ ภาคิน... คุณกล้าพอที่จะมองดูมันพังลงมาด้วยมือตัวเองไหม”
ก่อนที่ภาคินจะได้ตอบคำถามนั้น ลภัสก็หยิบแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลอีกฉบับยัดใส่มือเขา พร้อมกับกระซิบเบาๆ ที่ข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ลมหายใจของเขาติดขัด
“นี่คือผลตรวจแล็บจริงที่ถูกซ่อนไว้... และคนที่เซ็นชื่ออนุมัติงบตัดลดวัสดุเมื่อปีที่แล้ว ไม่ใช่ธนาธรครับ... แต่เป็นชื่อของคุณเอง”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับมุมมืดของมหานครแห่งนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง•ตอนที่ 1
เงาตึกระฟ้า
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกเงาตึกระฟ้ากับนักข่าวแฉความจริง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!