เสียงกิ่งไม้แห้งลั่นเปรี๊ยะใต้กองไฟสีส้มจัด ขับไล่ความมืดและไอหนาวของผืนป่าบนดอยสูงให้ถอยร่นไปได้ระดับหนึ่ง แสงไฟกะพริบวับแวมสะท้อนลงบนดวงตาคมกริบของธันวา ชายหนุ่มนั่งกอดเข่าอยู่บนเก้าอี้แคมป์ปิ้งตัวโปรด ปล่อยให้ควันจากกองฟืนลอยเอื่อยขึ้นไปผสมกับหมู่ดาวระยับบนฟ้า พู่กันนั่งอยู่ไม่ไกลนักบนม้าไม้เตี้ยๆ มือเรียวถือแก้วกาแฟดำที่เริ่มเย็นชืด แต่ไม่มีใครแตะต้องมันเลยสักจอดับความเงียบที่โรยตัวมาพักใหญ่
"คุณรู้ไหม... ทำไมผมถึงเกลียดเส้นโค้งที่ไม่มีเหตุผล"
ธันวาเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเขาไม่ได้ราบเรียบเหมือนทุกที แต่เจือความแหบพร่าบางเบา ราวกับเสียงกระซิบที่หลุดรอดมาจากซอกหลืบความทรงจำที่ปิดตาย พู่กันเงยหน้าขึ้นจากเปลวไฟ ดวงตากลมโตมองแผ่นหลังกว้างที่ตอนนี้ดูโดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด
"เพราะมันคาดเดาไม่ได้ใช่ไหมล่ะคะ... เอ้ย! เพราะมันไม่มีระเบียบแบบที่คุณชอบต่างหาก" พู่กันเผลอตัวใช้คำลงท้ายแบบเดิม แต่พอเห็นหางตาคมๆ ปรายมองมาด้วยความดุแบบเจือความเอ็นดู เธอก็รีบเปลี่ยนน้ำเสียงแล้วกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ "เอ่อ... หมายถึง สำหรับสถาปนิกผู้เคร่งครัดอย่างคุณ ทุกอย่างมันต้องมีสูตรคำนวณและเหตุผลมารองรับไม่ใช่หรือไงคะ"
"ไม่ใช่หรอกพู่กัน" ธันวาหันกลับมาสบตา เธอสังเกตเห็นรอยย่นตรงหว่างคิ้วที่มักจะคลายตัวลงยามที่เขาถอดมาดผู้บริหารออก "ตอนเด็กๆ ผมเคยสร้างโมเดลบ้านกระดาษหลังหนึ่ง เป็นบ้านที่ผมตั้งใจออกแบบให้แม่ เป็นเส้นโค้งพริ้วไหวแบบที่แม่ชอบ... แต่สุดท้าย พ่อก็กวาดมันลงถังขยะต่อหน้าต่อตาผม เหตุผลเหรอ? ท่านบอกว่ามันไร้สาระ เสียเวลา และไม่มีวันสร้างจริงได้บนโลกทุนนิยม"
พู่กันนิ่งอึ้ง เธอมองเห็นรอยร้าวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความสมบูรณ์แบบที่ธันวาพยายามสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต
"ตั้งแต่วันนั้น... ผมเลยบอกตัวเองว่า ผมจะไม่สร้างอะไรที่มัน 'จับต้องไม่ได้' อีก" ธันวาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเจ็บปวดกว่าการร้องไห้เสียอีก "ผมกลายเป็นคนบ้าความสมบูรณ์แบบ เพราะผมกลัว... กลัวความผิดพลาด กลัวว่าถ้ามันไม่เป๊ะ มันจะไม่มีค่าพอที่จะถูกรัก"
บรรยากาศรอบตัวเหมือนจะหยุดหมุน เสียงลมหนาวที่พัดผ่านยอดสนฟังดูคล้ายเสียงถอนหายใจของธรรมชาติ พู่กันวางแก้วกาแฟลงบนพื้นดิน เธอขยับเข้าไปใกล้กองไฟอีกนิด จนไอร้อนแผ่ซ่านกระทบผิวแก้ม
"คุณธันวาคะ..." พู่กันเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอเคยใช้มา "คุณรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงชอบงานแลนด์สเคป ทั้งที่มันคุมยากจะตาย"
ธันวาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เป็นเชิงถามโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด
"เพราะต้นไม้และสายน้ำ มันไม่เคยแคร์หรอกค่ะว่าคุณจะคำนวณมันเป๊ะขนาดไหน มันเติบโตในแบบของมัน มีกิ่งก้านที่บิดเบี้ยว มีรากที่ชอนไชไปทำลายบล็อกคอนกรีตที่คุณอุตส่าห์ตีเส้นไว้... แต่มันมีชีวิตชีวา และมันงดงามในความไม่สมบูรณ์แบบนั้น" พู่กันส่งยิ้มบางๆ ให้ "อดีตของคุณก็เหมือนกิ่งไม้คดเคี้ยวพพวกนั้นแหละค่ะ มันเจ็บปวด แต่มันก็หล่อหลอมให้คุณเป็นคุณในวันนี้ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ต้องทำตามสูตรสำเร็จ"
ธันวานิ่งงัน คำพูดของหญิงสาวตรงหน้าพุ่งตรงเข้ามาชนกับกำแพงในใจที่เขา construct ไว้เป็นอย่างดีตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันไม่ใช่คำพูดปลอบใจแบบน้ำเน่า แต่มันคือความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งจนเขาตั้งตัวไม่ทัน
"แล้วคุณล่ะพู่กัน..." ธันวาเปลี่ยนเป้าหมาย น้ำเสียงทุ้มต่ำลึกลงไปอีก "โปรเจกต์งานที่ผ่านมาของคุณกับเมฆา... ทำไมคุณถึงปฏิเสธเงินก้อนโตของเขา ทั้งที่มันช่วยให้บริษัทคุณรอดพ้นจากวิกฤตได้สบายๆ ทำไมต้องเลือกมาลุยงานโปรเจกต์ยากๆ กับผมที่เอาแต่ใจตัวเอง"
รอยยิ้มบนใบหน้าของพู่กันจางหายไปแทนที่ด้วยแววตาไหววูบ เธอเบือนหน้าหนีแสงไฟไปมองความมืดมิดของผืนป่าเบื้องหน้า มือเรียวเริ่มบีบเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
"เพราะเมฆาไม่ได้มองเห็นฉันเป็น 'คนออกแบบ' ค่ะ..." พู่กันพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "สำหรับเขา ผลงานของฉันเป็นแค่สินค้าชิ้นหนึ่งที่เอาไว้ใช้ประดับบารมีบริษัท หรือเอาไว้เหยียบหัวคู่แข่งให้จมดิน... เขาเคยพูดต่อหน้าพนักงานทุกคนว่า งานแลนด์สเคปของฉันเป็นแค่เรื่องไร้สาระของผู้หญิงที่มีดีแค่จินตนาการ"
ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายยาวก้าวข้ามกองไฟมาหยุดตรงหน้าหญิงสาวในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เขาไม่ได้พูดอะไร แค่ทิ้งตัวลงนั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้นหญ้าชื้นน้ำค้างเงยหน้าขึ้นมองสบตาเธอในระดับเดียวกัน
"เขาตาบอด..." ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจังและทรงพลังที่สุด "เมฆามันตาบอดถึงมองไม่เห็นว่างานของคุณมันมีจิตวิญญาณมากแค่ไหน... พู่กัน คุณไม่ได้แค่จัดสวน แต่คุณกำลังสร้างพื้นที่ให้คนได้พักพิงทางความรู้สึก และผม... ผมโคตรจะอิจฉาคนที่ได้ครอบครองมุมมองแบบนั้นเลยรู้ไหม"
หัวใจของพู่กันเต้นรัวแรงจนแทบจะกระโดดออกมานอกอก ไอร้อนจากกองไฟเทียบไม่ได้เลยกับความอบอุ่นที่แผ่ซ่านมาจากดวงตาคู่นคมที่กำลังมองมาที่เธออย่างเว้าวอนและจริงใจที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนนี้เคยแสดงออก
"ธันวา..." เธอเผลอเรียกชื่อจริงของเขาโดยไม่มีคำนำหน้าเป็นครั้งแรก
บรรยากาศระหว่างเขากับเธอกำลังหลอมละลายความหวาดระแวงทั้งหมดลงจนไม่เหลือชิ้นดี ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงทีละนิด จนได้ยินเสียงลมหายใจอุ่นๆ ของกันและกันท่ามกลางความหนาวเหน็บของยอดดอย
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังจะเชื่อมเข้าหากันอย่างไร้รอยต่อ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตของธันวาก็แผדเสียงแหลมสูงทำลายความเงียบขึ้นมาอย่างไม่รู้กาลเทศะ
ธันวาขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิด เขายกมือขึ้นปัดป้องอากาศเพื่อไล่ความรำคาญ แต่หน้าจอโทรศัพท์ที่สว่างวาบขึ้นมาในความมืดกลับทำให้ร่างสูงชะงักกึก สีหน้าของสถาปนิกหนุ่มเปลี่ยนจากความอ่อนโยนกลายเป็นความเคร่งเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเห็นชื่อผู้ติดต่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอ
*พิมพ์ชนก* — อดีտคนรักเก่าที่หายตัวไปจากชีวิตเขาอย่างไร้ร่องรอยเมื่อสามปีก่อน และเป็นเจ้าของแผลเป็นลึกในใจที่เขาเพิ่งจะเล่าให้พู่กันฟังเมื่อสักครู่นี้เอง
พู่กันชะתาฝีปากที่กำลังจะเอ่ยคำพูดบางอย่างลง เธอมองหน้าจอโทรศัพท์นั้นสลับกับใบหน้าของธันวาที่ตอนนี้กำลังฉายแววสับสนอย่างปิดไม่มิด
ธันวากดปุ่มปฏิเสธสายอย่างไม่ลังเล แต่ไม่ถึงสามวินาทีต่อมา หน้าจอก็สว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมกับข้อความแจ้งเตือนใหม่ที่เด้งขึ้นมาบนหน้าจอหลักในระยะประชิดจนตาดีมองเห็นได้อย่างชัดเจน
*[พิมพ์ชนก]: ธันวา... ฉันอยู่ที่รีสอร์ทตีนเขาแล้วนะ ช่วยลงมาหาฉันหน่อยได้ไหม ฉันมีเรื่องสำคัญที่ต้องคุยกับคุณจริงๆ เรื่องของเราเมื่อสามปีก่อน...*
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เขารีบกดล็อกหน้าจอเพื่อซ่อนมัน แต่มันก็สายเกินไปเสียแล้ว ดวงตากลมโตของพู่กันไหววูบลงอย่างเห็นได้ชัด ความอบอุ่นรอบกองไฟเมื่อครูมลายหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่กลับมาเกาะกุมหัวใจอีกครั้ง
"ไปสิคะ..." พู่กันหัวเราะแห้งๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเธอกลับมาห่างเหินและประชดประชันดังเดิม "คนสำคัญจากอดีตมาหาถึงที่ทั้งที ปล่อยให้ 'สถาปนิกปากจัด' อย่างคุณต้องมารักษาแผลใจกับเด็กกวนประสาทแบบฉัน มันคงเสียเวลาแย่เลยไม่ใช่หรือไงคะ"
ธันวาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มือหนาเอื้อมออกไปจะคว้าแขนเรียวของเธอไว้ "พู่กัน... ฟังผมก่อน มันไม่ใช่..."
"ไม่ต้องอธิบายหค่ะ!" พู่กันสะบัดแขนหลุดจากการเกาะกุมอย่างรวดเร็ว เธอยืนขึ้นแล้วถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ดวงตาคู่สวยแดงก่ำแต่ไม่มีหยดน้ำตาไหลออกมาสักหยด "เก็บคำอธิบายของคุณไว้ให้คนที่เขารอคุณอยู่เถอะค่ะ... เชิญ!"
พูดจบทريหันหลังขวับแล้วสาวเท้าเดินหนีหายเข้าไปในความมืดของแนวป่าทันที ปล่อยให้ธันวายืนเคว้งคว้างอยู่ลำพังหน้ากองไฟที่เริ่มมอดดับลงเหลือเพียงถ่านสีแดงเรืองรอง
ธันวาหลับตาลงแน่น กำมือเข้าหากันจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เสียงแจ้งเตือนข้อความจากโทรศัพท์ในมือยังคงสั่นเตือนรัวๆ ราวกับจะเยาะเย้ยความลังเลใจของเขา
และในจังหวะที่เขากำลังจะตัดสินใจก้าวขาเดินตามหลังพู่กันไปนั้น หน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างขึ้นอีกครั้งพร้อมกับภาพถ่ายส่งตรงจากเบอร์ของพิมพ์ชนก — มันคือภาพถ่ายกระเป๋าเดินทางของเธอที่วางอยู่หน้าห้องพักของรีสอร์ท พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่ทำให้เลือดในกายของธันวาเย็นเฉียบลงถึงขั้วหัวใจ
*[พิมพ์ชนก]: ถ้าคุณไม่มาหาฉันภายในสิบนาทีนี้... ความลับเรื่องโปรเจกต์ใหญ่ของบริษัทคุณ จะถูกส่งให้เมฆาในทันที*
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและใจเต้นไปพร้อมกันในตอนนี้นะครับ
สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ•ตอนที่ 24
บทสนทนาข้างกองไฟ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกปากจัดกับโปรเจกต์มัดจำใจ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!