"ฉันบอกแล้วไงวะว่าให้เอารถไถมาจอดขวางทางไว้! ยัยเด็กนี่มันปีกกล้าขาแข็งใหญ่แล้ว ถึงขนาดกล้าเอาทนายค่ายทหารมาขู่ญาติสนิทมิตรสหายอย่างพวกเรา!"
เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูของป้าสมศรีดังลั่นทะลุประตูรั้วไม้ระแนงสีขาวเข้ามา ก่อนที่เงาร่างท้วมในชุดผ้าถุงสำเร็จรูปและเสื้อลูกไม้สีฉูดฉาดจะผลักประตูรั้วเข้ามาอย่างไร้มารยาท ตามติดด้วยลุงสมชายสามีผู้ถือจอบด้ามเก่าพิงไหล่ทำทีเป็นเดินตรวจแปลงผัก และกลุ่มลูกพี่ลูกน้องสายรองที่พากันเดินกราวรูดเข้ามาเหยียบย่ำแปลงคะน้าฮ่องกงที่รินรดากำลังทะนุถนอมราวกับเป็นไข่ในหิน
รินรดายยืนกอดอกอยู่ตรงชานระเบียงบ้าน ดวงตาเรียวรีคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจ เธอยังไม่ทันได้เอ่ยปากต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญเหล่านี้ ป้าสมศรีก็พุ่งตรงเข้ามาทำท่าทางโอเวอร์แอ็กติ้ง เอามือทาบอกแล้วร้องห่มร้องไห้เสียงดังลั่นราวกับละครลิงหลังวัด
"รินรดา! หลานรัก... ทำไมทำกับป้าและญาติๆ แบบนี้ล่ะลูก! พวกเราเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเดียวกันนะ เห็นพวกป้าลำบากยากจน ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อปุ๋ยมาใส่สวนยาง หลานมีกินมีใช้แถมยังมีสามีเป็นถึงนายทหารยศใหญ่โต ทำไมถึงใจดำอำมหิตนัก ถึงกับเอาทนายมาไล่ตะردหัวพวกป้าเหมือนหมูเหมือนหมา!"
รินรดายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตาเลยแม้แต่น้อย เธอก้าวเท้าลงจากชานระเบียงอย่างช้าๆ รองเท้าผ้าใบสีขาวสะอาดเหยียบลงบนพื้นดินแน่นหนา เสียงฝีเท้าของเธอแม้จะเบา แต่กลับมีพลังกดดันบางอย่างจนทำให้เสียงโวยวายของป้าสมศรีสะดุดกึกไปชั่วขณะ
"เลือดเนื้อเชื้อไขเหรอครับ... อ้อ, ขอโทษทีนะครับป้า พอดีว่าตอนที่พ่อกับแม่ฉันล้มป่วยแล้วมาขอยืมเงินป้าเพื่อใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ป้าบอกว่ายังไงนะ..." รินรดาแกล้งเอามือนวดขมับทำท่าทางนึกย้อนอดีต ทั้งที่ความจริงเธาท่องจำคำพูดใจดำพวกนั้นขึ้นใจ "อ๋อ... ป้าบอกว่า 'เงินทองหาใช่ใบไม้ร่วง โรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องเวรเรื่องกรรม ใครทำใครได้ อย่ามาเบียดเบียนคนทำมาหากินด้วยกันเลย' ประโยคนี้คุ้นหูดีจังเลยนะครับ หรือว่าฉันความจำเสื่อมไปเอง?"
ใบหน้าอวบอูมของป้าสมศรีเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำด้วยความโกรธจัด ติ่งหูสั่นระริก แก้มกระตุก "นั่นมันเรื่องในอดีต! แกมันเด็กกตัญญูกตเวทีไม่เป็น ตอนนี้แกมีที่ดิน มีพืชผักงามๆ แถมยังขายดิบขายดีจนคนเขาลือกันทั้งอำเภอ แบ่งเงินมาให้ป้าสักสองแสน... ไม่สิ! ห้าแสนบาท เอาไปตั้งตัวไม่ได้หรือไงวะ! แค่นี้ขนหน้าแข้งนายทหารของแกไม่ร่วงหรอกน่า!"
ลุงสมชายสามีของป้าสมศรีรีบเสริมขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เต็มไปด้วยความโลภ "ใช่ๆ นังริน แกเป็นเด็กผู้หญิง ตัวคนเดียว จะเอาเงินมากมายไปทำไม ผู้ชายเขาก็แค่มองที่เงิน ถ้าแกรวยซะอย่าง ผู้ชายเขาถึงจะรักจะหลง ยกลุงกับป้าให้เป็นผู้จัดการทรัพย์สินแทนแกเสีย จะได้ไม่มีใครมาหลอกเอาเงินไปได้"
รินรดาถึงกับหลุดหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น เธอไม่ได้โกรธจนตัวสั่นอย่างที่พวกมันคาดหวัง ตรงกันข้าม เธอกลับรู้สึกขบขันกับความหน้าหนาอย่างไร้ขีดจำกัดของคนกลุ่มนี้ ช่างเป็นตรรกะที่น่าสมเพชเสียจนเธอไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยาย
"จัดการทรัพย์สินแทนฉันอย่างนั้นเหรอครับ? ป้ากับลุงนี่หวังดี... หวังดีจนกระเป๋าเงินฉันแทบจะทะลุเลยนะเนี่ย" รินรดาเดินเข้าไปใกล้ป้าสมศรีทีละก้าว กลิ่นน้ำหอมราคาถูกปะปนกับกลิ่นเหงื่อไคลโชยเข้าจมูกจนเธอต้องย่นจมูกด้วยความรังเกียจ "แต่เสียดายจังเลยครับที่เงินทุกบาททุกสตางค์ในบัญชี และที่ดินแปลงนี้ รวมถึงแปลงผักข้างบ้านทุกต้น มันเป็นชื่อของฉันแต่เพียงผู้เดียว และที่สำคัญ..."
รินรดาหันไปพยักหน้าให้ผู้กองศิลาที่ก้าวออกมาจากมุมร่มเงาของโรงเรือนเพาะชำ นายทหารหนุ่มร่างสูงใหญ่ในชุดลำลองสบายๆ แต่แผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมาอย่างเต็มเปี่ยม เขาก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างภรรยาสาว มือหนาวางลงบนไหล่บางของรินรดาอย่างปกป้อง สายตาคมกริบกวาดมองกลุ่มญาติจอมละโมบราวกับกำลังมองฝูงแมลงวันที่เกาะอยู่บนกองขยะ
"และที่สำคัญ..." ผู้กองศิลาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กังวาน และทรงพลัง จนทำให้ป้าสมศรีและลุงสมชายถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขตพื้นที่ความรับผิดชอบและสิทธิ์การเช่าซื้อระยะยาวของกองร้อยทหารราบที่สาม ตามคำสั่งอนุมัติจากผู้บัญชาการมณฑลทหารบก ใครก็ตามที่เข้ามาบุกรุก ทำลายพืชผล หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับเจ้าของแปลงผัก จะมีความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ทางราชการและทรัพย์สินส่วนบุคคล มีโทษจำคุกสูงสุดสามปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท... ไม่ทราบว่าพวกท่านอยากจะลองไปนอนในซังเตสักคืนสองคืนไหมครับ?"
บรรยากาศรอบตัวพลنينเงียบกริบลงทันที ลุงสมชายที่ถือจอบอยู่ถึงกับมือไม้อ่อนจนเกือบทำจอบหล่นใส่เท้าตัวเอง ส่วนป้าสมศรีหน้าซีดเผือดราวกับคน10 ปีไม่เคยเจอแดด นางอ้าปากพะงาบๆ เหมือนปลาขาดน้ำ จะโวยวายก็ไม่กล้า เพราะแววตาของผู้กองศิลานั้นจริงจังและเฉียบขาดเสียจนไม่มีใครกล้าท้าทายอำนาจมืดในเครื่องแบบ
"แก... แกขู่ฉันเหรอ!" ป้าสมศรีแผדเสียงแหลมออกมาด้วยความเคียดแค้น แม้ขาจะเริ่มสั่นพับๆ "ไอ้ทหารหน้าตัวเมีย! ใช้กฎหมายมารังแกชาวบ้านตาดำๆ! เดี๋ยวฉันจะไปฟ้องผู้กำกับ ไปฟ้องสื่อโซเชียล ให้คนเขารุมประณามพวกแกสองคนผัวเมีย!"
"เชิญเลยครับ" รินรดายิ้มหวานหยาดเยิ้ม แต่แววตากลับเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "ถ้าพวกป้าคิดว่ามีหลักฐานพอ หรือคิดว่าความหน้าด้านของป้าจะชนะกฎหมายได้ ก็เชิญไปฟ้องได้เลยครับ แต่ก่อนจะไป... กรุณาถอนเท้าออกจากแปลงคะน้าฮ่องกงของฉันด้วย เพราะผักแต่ละต้นราคาแพงกว่าค่าหัวของพวกป้าทั้งกลุ่มรวมกันเสียอีก ถ้าเหี่ยวเฉาเสียหายไปแม้แต่ต้นเดียว ฉันจะฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งจนพวกป้าไม่มีแม้แต่บ้านจะซุกหัวนอนแน่ๆ!"
คำพูดที่เฉียบคมและเด็ดขาดของรินรดาทำให้ป้าสมศรีถึงกับสะดุ้งโหยง นางรีบดึงสามีและลูกหลานถอยร่นออกจากแปลงผักแทบไม่ทัน ร่างท้วมๆ ถอยกรูดจนเกือบสะดุดขอบแปลงดิน
"ฝากไว้ก่อนเถอะนังริน! แกอย่าคิดนะว่าเรื่องมันจะจบแค่นี้!" ป้าสมศรีชี้หน้าคาดโทษด้วยความเจ็บใจ ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปทางประตูรั้วตามด้วยบริวารจอมปลอมที่วิ่งตามกันก้นขวิด สร้างเสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ให้กับรินรดา
เมื่อกลุ่มคนน่ารำคาญลับสายตาไป รินรดาก็ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก เธอหันไปมองสามีหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ก่อนจะส่งยิ้มหวานให้ "ขอบคุณนะคุณ ที่ช่วยออกโรงขู่ให้ซะขนาดนั้น ไม่งั้นฉันคงต้องใช้มาตรการรุนแรงเอา 'ปุ๋ยหมักพิเศษ' จากมิติมาต้อนรับพวกแกS แก่พวกนั้นแน่ๆ"
ผู้กองศิลาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยแข็งกร้าวเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความอบอุ่นและอ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด เขายื่นมือไปปัดเศษดินที่เปื้อนอยู่ตรงไหล่ให้ภรรยาอย่างเบามือ "ผมไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายหรือเอาเปรียบภรรยาผมหรอกครับ ว่าแต่... จัดการปัญหาตัวน่ารำคาญเสร็จแล้ว หิวหรือยังครับ? เมื่อเช้าผมเห็นคุณเตรียมวัตถุดิบแปลกๆ ไว้ในครัว เห็นบอกว่าจะทำเมนูเด็ดต้อนรับฤดูเก็บเกี่ยวไม่ใช่เหรอ?"
รินรดาตาเป็นประกายขึ้นมาทันทีเมื่อพูดถึงเรื่องอาหาร เมนูที่เธอคิดไว้ในหัวถูกจุดประกายขึ้นด้วยความตื่นเต้น เธอกำลังจะตอบกลับ แต่ทว่า...
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูด้านหน้าบ้านดังขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นจังหวะ แต่มันไม่ใช่เสียงทุบหรือผลักประตูอย่างป้าสมศรี เป็นเสียงเคาะที่สุภาพและนุ่มนวลอย่างยิ่ง
รินรดาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย หันไปสบตากับผู้กองศิลาที่ตอนนี้ใบหน้าคมเข้มกลับมาเคร่งขรึมและระแวดระวังตัวขึ้นอีกครั้งในทันที ทั้งสองคนเดินกลับมาที่ชานระเบียงหน้าบ้านช้าๆ และเมื่อรินรดาชะโงกหน้ามองผ่านหน้าต่างกระจกออกไปเพื่อดูว่าใครคือผู้มาเยือนในยามวิกาลเช่นนี้ เธอก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
ร่างระหงของหญิงสาวในชุดเดรสผ้าไหมหรูหราสะดุดตา ยืนถือร่มลูกไม้สีขาวบังแดดอยู่หน้าประตูรั้ว ใบหน้างดงามคมคายประดับด้วยรอยยิ้มพิมใจที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด และข้างกายของเธอก็คือ... ชายชราท่าทางน่าเกรงขามผู้เป็นเจ้าของร้านอาหารระดับมิชลินสตาร์ชื่อดังในเมืองหลวง ซึ่งเป็นคู่แข่งทางธุรกิจคนสำคัญที่รินรดาเคยปะทะคารมด้วยในตลาดมืดเมื่อสัปดาห์ก่อน!
"สวัสดีครับ คุณเชฟรินรดา..." เสียงทุ้มกังหันของชายชราเอ่ยทักทายดังขึ้นพร้อมรอยยิ้มลึกลับ "ผมได้ยินมาว่าที่นี่มี 'ผักวิเศษ' ที่รสชาติยอดเยี่ยมที่สุดในประเทศ... ผมเลยเดินทางมาขออนุญาต... ซื้อกิจการทั้งหมดของคุณในราคาที่คุณปฏิเสธไม่ลง"
(โปรดติดตามตอนต่อไป)
---
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "ลมทะเลพัดรัก" เสมอมานะครับ*
เชฟสาวมือฉมังกับกองทัพผักข้างบ้านของนายทหารหนุ่ม•ตอนที่ 3
ทัพหน้าจอมละโมบ
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวมือฉมังกับกองทัพผักข้างบ้านของนายทหารหนุ่ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
