เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 1

รสชาติที่ถูกปฏิเสธ

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
"ฉันให้เวลาคุณสิบวินาทีในการอธิบายว่าเส้นพาสต้าต้มสุกระดับอัลดันเต้ที่ถูกเคลือบด้วยอิมัลชันน้ำมันมะกอกและชีสพาร์เมจานอายุสามปีจานนี้... กลายสภาพเป็น ‘เศษขยะเปียก’ บนโต๊ะอาหารระดับมิชลินไกด์ได้อย่างไรคะ, เชฟรินลดา" เสียงทุ้มนุ่มที่เจือกระแสความเยียบเย็นและคมกริบดังขึ้นเหนือโต๊ะอาหาร VIP เบอร์หนึ่งของห้องอาหารอิตาเลียนชื่อดังใจกลางย่านธุรกิจ บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกลดอุณหภูมิลงฮวบฮาบด้วยรัศมีกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาถ่าน รินลดากำลังถือขวดเกลือหิมาลายันสีชมพูค้างไว้กลางอากาศ นิ้วเรียวยาวที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงเกลาออกแรงบีบขวดแก้วจนข้อต่อนิ้วขึ้นสีขาวซีด เธอไม่ได้หันไปมองหน้าแขกผู้ทรงเกียรติทันที—ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเธอกำลังควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่กระโชกแรงด้วยความโกรธ เชฟสาวอัจฉริยะผู้ยึดมั่นในความสมบูรณ์แบบวางขวดเกลือลงบนเคาน์เตอร์ครัวเปิดด้วยจังหวะที่หนักแน่นพอกลบเสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในร้าน ก่อนจะหันกลับมาเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงวิจารณ์นั้นด้วยดวงตาสีนิลที่พ่นไฟได้ "ถ้าคุณพรรษพรใช้ ‘ลิ้น’ ที่เคลมว่าผ่านการชิมอาหารมาทั่วโลกแยกแยะความแตกต่างระหว่าง ‘ความผิดพลาดของเชฟ’ กับ ‘ความตั้งใจทำลายรสชาติของลูกค้า’ ไม่ออก... ฉันแนะนำให้เดินออกไปทานสตรีทฟู้ดหน้าปากซอยน่าจะเหมาะกับรสนิยมที่ไร้ความประณีตของคุณมากกว่านะคะ" รินลดาตอกกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์ที่หลุดจากริมฝีปากเคลือบลิปสติกสีแดงก่ำนั้นคมกริบราวนมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เธอเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย เส้นผมสีดำสนิทที่รวบตึงไว้เป็นหางม้าไร้ที่ติสะท้อนกับแสงไฟจากโคมไฟคริสตัลระยิบระยับ ขับเน้นกรอบหน้าคมคายและสันจมูกโด่งรั้นที่บ่งบอกถึงความถือดีในศักดิ์ศรีของเชฟมือหนึ่ง พรรษพรแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากสวยเฉี่ยว ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นสายตาดีไซน์หรูหรี่ลงเล็กน้อยอย่างพิจารณา เธอยื่นมือเรียวบางที่สวมนาฬิกาเรือนทองคำขาวราคาแพงลิบลิ่วไปแตะขอบจานกระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาดตา เคาะปลายนิ้วเบาๆ เป็นจังหวะ ราวกับกำลังประเมินชิ้นงานศิลปะที่ไร้ค่า "ปากดีสมคำร่ำลือดีนี่คะ..." พรรษพรลุกขึ้นยืนช้าๆ ความสูงของเธอกดดันให้รินลดาต้องเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตา "แต่ก็น่าเสียดาย... ที่ความมั่นใจเกินร้อยของคุณ มันช่วยกลบเกลื่อนความจริงไม่ได้ว่า ซอสโบโลเนสจานนี้ติดรสเปรี้ยวของมะเขือเทศกระป๋องที่ยังเคี่ยวไม่ถึงไฟ และเนื้อวัววากิว A5 ที่คุณอวดนักอวดหนาก็สุกเกินไปจนแห้งผากเหมือนแผ่นหนังยาง" คำวิจารณ์ที่ตรงจุดและไร้ความปรานีนั้นพุ่งเข้ากลางเป้าหมายอย่างแม่นยำ รินลดาชะงักไปชั่ววินาที ดวงตาสีนิลไหววูบด้วยความตกใจ—ไม่ใช่เพราะพรรษพรพูดผิด แต่เป็นเพราะ... มันคือความจริงที่เธอพยายามซ่อนไว้ในขั้นตอนสุดท้ายของการทำอาหาร เนื่องจากเวลาที่มีจำกัด แต่มีหรือที่คนอย่างรินลดาจะยอมก้มหัวให้คำดูถูก? "ถ้าคุณมีปัญหาเรื่องประสาทรับรสจากการอดนอนเพราะตื่นมาเขียนบทความจิกกัดร้านชาวบ้านไปวันๆ ฉันยินดีสั่งชาคาโมมายล์อุ่นๆ ให้คุณจิบสงบสติอารมณ์ก่อนนะคะ" รินลดาจงใจก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวอีกฝ่าย ระยะห่างระหว่างเธอกับนักวิจารณ์สาวชื่อดังลดลงจนเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมความเยแอนของไวท์มัสก์จากตัวพรรษพรลอยปะทะจมูก ชวนให้รู้สึกปั่นป่วนอย่างประหลาด "อาหารทุกจานในร้านนี้ผ่านการคำนวณสูตรมาอย่างแม่นยำ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับให้คนอีโก้สูงมาพ่นวาจาไร้สาระเพื่อสร้างเรตติ้งให้คอลัมน์ตัวเองหรอกค่ะ" พรรษพรไม่ถอยหนี เธอกลับโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาคมกลาพราวระยับด้วยความท้าทาย ไม่มีร่องรอยของความโกรธเคือง มีเพียงความสนุกสนานยามได้เห็นเชฟคนเก่งสติแตก "อีโก้สูงเหรอคะ? หึ... คนที่กำลังมือสั่นแล้วพยายามกลบเกลื่อนด้วยการเถียงข้างๆ คูๆ แบบคุณต่างหาก ที่กำลังทำลายชื่อเสียงของห้องอาหารแห่งนี้ด้วยมือของตัวเอง" พรรษพรลดเสียงลงกระซิบข้างใบหูของอีกฝ่าย น้ำเสียงทุ้มนุ่มเย้ายวนแต่ทิ่มแทงลึกถึงขั้วหัวใจ "จำไว้ซะนะเชฟริน... ตราบใดที่ฉันยังนั่งอยู่ตรงนี้ อาหารกากๆ ของคุณไม่มีทางได้สามดาวมิชลินตามที่ฝันไว้หรอกค่ะ" รินลดาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า มือเรียวเผลอกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าที่ฝ่ามือ เธออ้าปากเตรียมจะสวนกลับด้วยประโยคที่เจ็บแสบที่สุดในชีวิต แต่ทว่า... เสียงกริ่งประตูหน้าร้านที่ดังขึ้นพร้อมกับร่างของชายสูงวัยในชุดสูทสากลเนี้ยบกริบ พร้อมบอดี้การ์ดอีกสองคนที่ก้าวเข้ามาอย่างเร่งรีบ กลับทำให้ทั้งคู่ต้องชะงักค้าง "คุณพรรษพรครับ! อยู่นี่เองท่านประธานใหญ่ฝากตามตัวด่วนที่สุดครับ เกิดเรื่องใหญ่ที่สาขาใหญ่แล้ว!" พรรษพรหันไปมองผู้ช่วยหนุ่มที่หน้าตาตื่นตระหนก ก่อนจะเบนสายตากลับมามองรินลดาที่ยืนมองด้วยความงุนงง เธอยกมุมปากยิ้มเยาะน้อยๆ อย่างเหนือกว่า ก่อนจะคว้ากระเป๋าถือขึ้นมาคล้องแขน "ดูเหมือนเกมของเราจะต้องพักไว้แค่นี้ก่อนนะคะ เชฟคนเก่ง..." พรรษพรโน้มตัวกระซิบประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่ทำเอารินลดาขนลุกซู่ "คืนนี้ล็อกประตูห้องครัวให้แน่นๆ ล่ะ... เพราะฉันอาจจะแอบกลับมาตรวจข้อสอบของคุณอีกรอบ...ตอนที่ไม่มีใครอยู่" พูดจบ พรรษพรก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม ทิ้งให้รินลดา đứngแข็งค้างอยู่กลางห้องครัวพร้อมกับหัวใจที่เต้นรำอย่างบ้าคลั่งในอก ฝากติดตามตอนต่อไปด้วยนะคะ ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนค่ะ!
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%