เสียงประตูรถยุโรปคันหรูถูกปิดลงด้วยแรงอารมณ์ที่สะท้อนถึงความเดือดดาลของผู้อยู่เบื้องหลัง แรงกระแทกนั้นสะเทือนเข้ามาถึงโสตประสาทของคนที่ยืนอยู่บนระเบียงเซฟเฮาส์ รินลดาหายใจสะดุด หัวใจดวงน้อยเต้นกระหน่ำด้วยความตื่นตระหนกยามเมื่อเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยของบิดาก้าวเดินฉับๆ เข้ามาในอาณาเขตที่เธอพยายามปกปิดมาตลอด
ทว่า สิ่งที่ทำให้เด่นชัดยิ่งกว่าความเกรี้ยวกราดของผู้เป็นพ่อ คือรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของพรรษพร
รอยยิ้มแบบนั้น... เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่ไม่ได้มีความหวาดกลัวเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อย มันคือความท้าทาย ความนิ่งสงบที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนเป็นคมเขี้ยว พร้อมขย้ำทุกสิ่งที่กล้าเข้ามาคุกคามอาณาจักรของตัวเองและคนตรงหน้า
“คุณพรรษา...” รินลดาครางชื่อนั้นเบาหวิว มือบางที่กำราวระเบียงสั่นเทาเล็กน้อย ความกลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดของครอบครัวตีรวนขึ้นมาในอก แต่วินาทีที่พรรษพรหันกลับมาสบตา ประกายตาคู่นั้นกลับนิ่งสนิทและทรงพลังเสียจนความหวาดหวั่นเมื่อครู่คล้ายถูกปัดเป่าให้จางลงไปครึ่งหนึ่ง
“บอกแล้วไงคะ ว่าฉันจัดการเอง” น้ำเสียงของนักวิจารณ์สาวราบเรียบ ทว่ามั่นคงจนน่าประหลาด พรรษพรไม่ได้ก้าวหนีแม้แต่น้าวินาทีเดียว ร่างโปร่งระหงในชุดสูทเข้ารูปก้าวผ่านตัวรินลดาไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือนที่ห้องโถงชั้นล่างอย่างไม่เกรงกลัว
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ก้าวเดินผ่าน ขากลับทรุดฮวบลงเล็กน้อยด้วยแรงกระแทกจากเหตุการณ์ชุลมุนก่อนหน้า รินลดาตาไวคว้าข้อมือเรียวไว้ได้ทัน ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสโดนผิวเนื้อ กลิ่นคาวเลือดจางๆ ก็ลอยแตะจมูก
“คุณบาดเจ็บ!” รินลดาอุทานเสียงหลง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตกใจ เมื่อเห็นคราบเลือดซึมผ่านเนื้อผ้าบริเวณหัวไหล่และข้อศอกของอีกฝ่ายที่เกิดจากการปกป้องเธอจากแรงปะทะเมื่อครู่
“แค่แผลแมวข่วนค่ะ อย่าทำหน้าเหมือนโลกจะแตกสลายแบบนั้นเลยเชฟริน” พรรษพรฝืนยิ้มบางๆ แม้เม็ดเหงื่อกาฬจะผุดพรายขึ้นตามไรผมจากความเจ็บปวดที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้มาดนิ่ง
“แมวข่วนอะไรกัน เลือดออกขนาดนี้!” รินลดาเอ็ดเสียงแข็ง กลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียงด้วยความดุ แต่แววตากลับฉายชัดถึงความห่วงใยจนปิดไม่มิด เชฟสาวจอมเนี้ยบผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร ลืมเลือนแม้กระทั่งเสียงฝีเท้าของบิดาที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ทุกที เธอดึงดันประคองพรรษพรให้เดินเลี่ยงขึ้นไปยังห้องพักส่วนตัวชั้นบนทันที
ประตูห้องนอนถูกปิดล็อกลงอย่างแน่นหนา ตัดขาดจากโลกภายนอกที่กำลังระอุ รินลดารีบก้าวไปหยิบกล่องปฐมพยาบาลประจำห้องออกมาด้วยมือที่สั่นเทา เธอทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าเบื้องหน้าพรรษพรที่นั่งอยู่บนโซฟากำมะหยี่สีเข้ม
“ถอดเสื้อสูทนี่ออกก่อนค่ะ ฉันต้องดูแผลให้ชัดเจน” รินลดาออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ
พรรษพรเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมมองท่าทางที่ลهاลลานแต่พยายามตั้งสติของเชฟสาวด้วยความรู้สึกแปลก ริมฝีปากบางยกยิ้มเย้าแหย่ในสถานการณ์ตึงเครียด “ห่วงฉันเหรอคะ? ไหนว่าเกลียดนักวิจารณ์ปากร้ายคนนี้ไง”
“อย่าเพิ่งพูดมากได้ไหมคะ! เจ็บตัวขนาดนี้ยังมีอารมณ์มาแซวอีก” รินลดาค้อนขวับ ดวงตาดุๆ มีหยดน้ำตาคลอหน่วยด้วยความกังวลระคนโกรธระคนซาบซึ้ง เธอค่อยๆ ใช้กรรไกรตัดปลายเสื้อเชิ้ตด้านในของพรรษพรออกอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ไปโดนบาดแผลสดที่กำลังส่งกลิ่นจางๆ
เมื่อเนื้อผ้าถูกแหวกออกเผยให้เห็นผิวเนียนละเอียดที่มีรอยแผลฟกช้ำและรอยแผลถลอกลึกยาวบริเวณหัวไหล่ รินลดาก็สูดหายใจเข้าลึกอย่างเจ็บปวดแทน ใบหน้าสวยคมสცხสลดลงทันที ความเงียบเข้าปกคลุมห้องพักชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมหายใจแผ่วเบาของคนทั้งคู่
“เจ็บไหมคะ...” เสียงของรินลดาเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลอย่างหาได้ยากยิ่ง มันไม่ใช่เสียงของเชฟผู้หยิ่งทะนง แต่เป็นเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งที่หัวใจกำลังถูกบีั้นด้วยความรู้สึกผิด
พรรษพรชะงักไปเล็กน้อยยามเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่สวยที่ฉายแววอาทรอย่างปิดไม่มิด ความเย็นชาที่เธอใช้เป็นเกราะกำบังมาตลอดชีวิตคล้ายจะละลายหายไปกับสัมผัสแผ่วเบาที่ปลายนิ้วของรินลดาแตะลงบนผิวเนื้อ
“ตอนแรกก็ไม่เจ็บหรอกค่ะ...” พรรษพรตอบเสียงพร่า สายตาไม่ได้มองแผลที่หัวไหล่เลยสักนิด แต่กลับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนที่กำลังตั้งอกตั้งใจทำแผลให้อย่างทะนุถนอม “แต่พอเห็นคุณทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แบบนี้... เริ่มเจ็บขึ้นมานิดหน่อยแล้วล่ะค่ะ”
รินลดาเงยหน้าขึ้นขวับ ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่เหลือเพียงแค่คืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันจนรับรู้ได้ถึงจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ ปลายจมูกแทบจะชนกันในความเงียบงันที่เต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้าแห่งความเสน่หา
มือบางที่กำลังถือสำลีชุบแอลกอฮอล์ชะงักค้างกลางอากาศ รินลดาเม้มริมฝีปากแน่น สมองขาวโพลนไปหมดเมื่อถูกรุกรานด้วยสายตาแพรวพราวที่ส่งผ่านมา แม้ในยามบาดเจ็บ พรรษพรก็ยังคงเป็นผู้หญิงอันตรายที่ทำให้เธอสูญเสียการควบคุมได้เสมอ
“คุณนี่มัน...” รินลดาพึมพำเสียงสั่น พยายามจะเบือนหน้าหนีเพื่อตั้งสติ แต่ปลายนิ้วเรียวอุ่นจัดของพรรษพรกลับเอื้อมขึ้นมาแตะที่ปลายคางมน บังคับให้เธอกลับมาสบตาอีกครั้งอย่างนุ่มนวล
“ขอบคุณนะคะ... ที่เป็นห่วงฉันขนาดนี้” น้ำเสียงทุ้มต่ำที่เอ่ยออกมานั้นเต็มไปด้วยความจริงจังที่หาได้ยาก ทำเอารินลดาถึงกับลมหายใจสะดุด หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าตอนที่เห็นรถของบิดาจอดเสียอีก ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกจนขอบตาร้อนผ่าว
แต่ทว่า... ช่วงเวลาแห่งความหวานล้ำและเปราะบางนี้ถูกกระชากกลับสู่โลกความเป็นจริงอย่างโหดร้าย เมื่อจู่ๆ เสียงทุบประตูดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านนอก ตามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจตะโกนก้องผ่านบานไม้เข้ามา
“รินลดา! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! อย่าคิดว่าซ่อนตัวอยู่ในนี้แล้วพ่อจะทำอะไรไม่ได้!”
เสียงนั้นทำให้รินลัตาสะดุ้งเฮือก สีหน้าซีดเผือดลงในพริบตา พรรษพรเองก็หรี่ตาลง รอยยิ้มอ่อนโยนเมื่อครู่มลายหายไป กลับคืนสู่มาดนักล่าผู้เยือกเย็นอีกครั้ง ร่างสูงโปร่งขยับตัวลุกขึ้นยืนบังหน้าเชฟสาวไว้ทันที แม้จะมีแผลที่หัวไหล่แต่แววตากลับเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้
ทว่า ในวินาทีที่ความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุด เสียงกุกกักจากหน้าต่างระเบียงด้านหลังห้องกลับดังขึ้นเบาๆ... ก่อนที่บานกระจกจะถูกผลักเปิดออกเผยให้เห็นร่างของใครบางคนที่ปีนขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มพราวระยับ และคำพูดที่ทำให้ทั้งห้องหยุดหายใจ
“อุ๊ย... ดูเหมือนฉันจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทหวานหรือเปล่าคะเนี่ย คุณเชฟคนเก่ง?”
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 25
รอยแผลและความห่วงใย
ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟสาวจอมเนี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!