โลหิตสีแดงเข้มพ่นทะลักออกจากริมฝีปากบางเฉียบราวกับกลีบเหมยหยาดน้ำค้าง หยดลงบนพื้นศิลาเย็นเยียบจนเกิดเสียงดังเปาะแปะ... เปาะแปะ... ดั่งเสียงเคาะระฆังแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง
เซียวเหวินเบิกตากว้าง ร่างกายที่เคยสง่างามดั่งเทพบุตรเซียนบัดนี้สั่นเทิ้มจนแทบประคองตัวไม่อยู่ พลังปราณคุ้มกายในจุดตันเทียนแตกซ่าน วุ่นวายดั่งพายุคลั่งที่ไร้ทิศทาง การปะทะกับผู้ฝึกตนขอบเขตดาราจักรขั้นสมบูรณ์เมื่อครู่ ไม่ใช่สิ่งที่ร่างกายมนุษย์จะแบกรับไว้ได้โดยง่าย แม้เขาจะอาศัยค่ายกลดาราเคลื่อนย้ายและยันต์อักขระโบราณสกัดกั้นพลังทำลายล้างไปได้ถึงแปดส่วน แต่เศษเสี้ยวพลังที่เล็ดลอดเข้ามาก็เพียงพอที่จะแหลقผลาญเส้นชีพจรทั่วร่างของเขาจนขาดวิ่น
"อย่าขยับ..."
เสียงหวานหยาดเยิ้มปนความเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์เอ่ยขึ้น แฝงไว้ด้วยความสั่นเครือที่นางพยายามปิดบังอย่างสุดความสามารถ ซูหยาง นางเซียนผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปี บัดนี้คุกเข่าลงข้างกายเขา เรือนร่างบอบบางสั่นสะท้อน ปลายมือนุ่มนวลที่เคยตวัดกระบี่สังหารศัตรูอย่างไร้ความปรานี ในยามนี้กลับสั่นเทาขณะรวบรวมลมปราณเหมันต์บริสุทธิ์เพื่อกดจุดสกัดกั้นพิษโลหิตที่กำลังไหลย้อนกลับเข้าสู่หัวใจของเซียวเหวิน
บรรยากาศภายในถ้ำศิลาโบราณอับชื้นและเงียบสงัด มีเพียงเสียงหอบหายใจรดรินที่ติดขัดของเซียวเหวิน และแสงเรืองรองสีฟ้าครามจากพลังของซูหยางที่พยายามยื้อยุดชีวิตของเขาไว้จากประตูมรณะ
"เจ้า... ไม่น่าเอาตัวเข้ามารับกระบวนท่าวิญญาณโลหิตแทนข้าเลย..." เซียวเหวินฝืนยิ้มมุมปาก ฝืนกลืนลิ่มเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาลงคอ แววตาคมกริบที่เคยฉลาดเป็นกรดและมองการณ์ไกลในยามนี้กลับหม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด ความทะนงตนในวิถีกระบี่และค่ายกลอันไร้พ่ายถูกความจริงอันโหดร้ายของอาการบาดเจ็บสั่นคลอนจนแทบพังทลาย
"หุบปากซะ เซียวเหวิน!" ซูหยางตวาดเสียงกร้าว ดวงตางามล้ำลึกคู่นั้นแดงก่ำ มีหยาดน้ำตาคลอหน่วยแต่ไม่ยอมปล่อยให้ร่วงหล่น นางเซียนผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อผู้ใดในใต้หล้า บัดนี้กลับสูญเสียความสุขุมเยือกเย็นไปจนหมดสิ้น เมื่อสัมผัสได้ว่าชีพจรของบุรุษตรงหน้ากำลังอ่อนแรงลงทุกขณะ "ข้าไม่ยอมให้เจ้าตาย... เจ้าต้องอยู่ชดใช้หนี้ที่ติดค้างข้าให้หมดเสียก่อน!"
ลมปราณเหมันต์ถูกถ่ายเทเข้าไปในร่างของเซียวเหวินอย่างต่อเนื่อง แต่มันกลับสร้างความเจ็บปวดเสียดแทงราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่กระดูกสันหลัง เซียวเหวินกัดฟันแน่นจนเลือดซึมตามไรฟัน เขาตระหนักดีว่าสถานการณ์ในตอนนี้เลวร้ายถึงขีดสุด หลี่เทียนเฉินตายตกไปตามกันก็จริง แต่เงาดำปริศนาภายใต้หน้ากากกะโหลกสีทองที่ปรากฏตัวขึ้นในวินาทีสุดท้าย... มันคือภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นและทรงพลังยิ่งกว่า ยิ่งคิด สมองที่เฉียบแปรบของเขาก็ยิ่งประมวลผลอย่างหนักหน่วง ทว่าความเจ็บปวดรุนแรงที่ศีรษะกลับทำให้ทุกอย่างพร่ามัว
"ความหวังที่จะทะลวงสู่ขอบเขตเซียนแท้จริง... ช่างริบหรี่เหลือเกินสินะ" เซียวเหวินพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า สัจธรรมแห่งวิถีเซียนช่างโหดร้าย ผู้ที่ฝืนลิขิตฟ้าดินมักต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดเจียนตายเช่นนี้
ซูหยางเม้มริมฝีปากแน่น นางดึงร่างของเซียวเหวินเข้ามากอดแนบอกอย่างไม่กลัวเกรงต่อความหนาวเย็นของพิษโลหิตที่อาจกัดกินร่างตนเอง อ้อมกอดของนางเซียนผู้เย็นชาในยามนี้กลับอบอุ่นและสั่นเทา นางถ่ายทอดแก่นแท้โลหิตเซียนของตนเองลงไปเพื่อต่อลมหายใจให้เขา นี่คือการเดิมพันด้วยการบำเพ็ญเพียรนับร้อยปีของนาง
ทว่า ในขณะที่ความหวังในการยื้อชีวิตของเซียวเหวินกำลังริบหรี่ลงทุกที ทันใดนั้นเอง...
*ครืนนน—!*
พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ ค่ายกลป้องกันรอบถ้ำที่เซียวเหวินวางไว้ก่อนหน้านี้แตกสลายลงในพริบตาอย่างไร้การต้านทาน กลิ่นอายกดดันอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมทั่วบริเวณ บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งของซูหยางเสียอีก
ซูหยางผุดลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณ กระบี่เหมันต์ในมือชักออกจากฝักเปล่งประกายแสงสีขาวนวลตัดความมืด นางกางปีกปราณปกป้องเซียวเหวินไว้เบื้องหลัง ดวงตานัยน์ตาหงส์จ้องมองไปยังปากทางเข้าถ้ำด้วยจิตสังหารพุ่งพล่าน
เงาร่างหนึ่งก้าวเดินผ่านม่านหมอกสีดำออกมาอย่างเชื่องช้า เสียงฝีเท้ากระทบพื้นหินก้องกังวานราวกับเสียงเคาะโลงศพ ร่างนั้นสวมชุดคลุมยาวสีนิลสนิท ทว่าสิ่งที่ทำให้ซูหยางต้องหยุดหายใจ คือหน้ากากกะโหลกสีทองที่สะท้อนแสงไฟสลัว—มันคือคนผู้เดียวกับที่สังหารหลี่เทียนเฉินในเงื้อมมือ!
"ช่างเป็นภาพที่น่าซาบซึ้งใจเสียจริง..." น้ำเสียงแหบพร่าเย็นยะเยือกราวกับมาจากขุมนรกดังลอดออกมาจากหน้ากากทองคำ "นางเซียนน้ำแข็งผู้สูงส่ง ยอมสละแก่นแท้โลหิตเพื่อบุรุษใกล้ตายผู้นี้... น่าเสียดายนัก ที่พวกเจ้าทั้งคู่... จะต้องดับสูญ ณ ที่แห่งนี้ร่วมกัน"
สิ้นเสียง เงาดำนั้นก็ยกมือขึ้นช้าๆ อักขระโบราณสีเลือดนับพันสายพรั่งพรูออกมาจากฝ่ามือ ก่อตัวเป็นรูปค่ายกลโลหิตขนาดมหึมาครอบ
เซียวเหวินที่นอนหายใจรวยรินอยู่เบื้องหลัง พยายามฝืนลืมตาขึ้น นัยน์ตาสجใสฉายแววตกตะลึงเมื่อมองเห็นโครงสร้างของค่ายกลนั้น... มันไม่ใช่ค่ายกลธรรมดา แต่มันคือ *ค่ายกลกลืนวิญญาณเก้าสวรรค์* ที่สูญหายไปนับหมื่นปี!
ดวงตาของเซียวเหวินหรี่แคบลงอย่างอันตราย ในใจเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำ เขาไม่ได้กลัวความตาย แต่เขาแค้นใจที่ตนเองไร้เรี่ยวแรงในยามที่ต้องปกป้องสตรีที่ยอมมอบใจให้เขาเพียงผู้เดียว มือที่สั่นเทาเอื้อมไปแตะถุงเฉียนคุนที่เอวอย่างเงียบเชียบ นิ้วเรียวสัมผัสกับยันต์อักขระชิ้นสุดท้ายที่ซ่อนไว้—ยันต์ระเบิดวิญญาณกลืนนภา ที่ต่อให้ต้องแลกด้วยวิญญาณแตกดับ เขาก็จะลากมันลงนรกไปพร้อมกับเขาด้วย!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าฟัน และก้าวข้ามขอบเขตแห่งวิถีกระบี่นี้ไปด้วยกันนะครับ!
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 21
ความหวังริบหรี่
ผลงานโดย หมึกทองคำข้ามภพ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมึกทองคำข้ามภพ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์สยบพยศนางเซียนน้ำแข็ง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!