"หากพวกเจ้ายังใช้สายตาราวกับสุนัขมองกระดูกหมามาทางข้า เกรงว่าน้ำเต้าสุราใบนี้คงมิได้ใช้แค่ใส่สุรา แต่คงต้องใช้ล้างคราบเลือดของพวกเจ้าแล้วกระมัง"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดของโรงเตี๊ยมรกร้างนอกเมืองอู่โจว หลี่เฟยเทียนนั่งไขว่ห้างอยู่บนคานไม้เก่าคร่ำคร่า มือข้างหนึ่งถือไหเหล้าเซรามิกสีหม่น ยกขึ้นจิบอย่างไม่สะทกสะท้าน สายตาคมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนในฝักกวาดมองกลุ่มมือสังหารนับสิบชีวิตจากสำนักพรรคโลหิตโลกันตร์ที่ปิดล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้จนมุมอับ
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมตึงเครียดเสียยิ่งกว่าสายธนูที่ถูกดึงจนสุดแรง ไอร้อนจากพลังปราณโลหิตแผ่ซ่านจนไม้กระดานเริ่มส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ ทว่าชายหนุ่มกลับทำเพียงแค่นิ่วหน้าเล็กน้อยราวกับกำลังรำคาญกลิ่นอับของเหงื่อไคล มากกว่าจะหวาดกลัวเงื้อมมือมัจจุราชที่อยู่เบื้องล่าง
"หลี่เฟยเทียน! วันนี้คือวันตายของเจ้า ต่อให้เจ้าจะมีวิชากระบี่ลึกล้ำเพียงใด แต่การเผชิญหน้ากับ ‘ค่ายกลโลหิตสลายวิญญาณ’ ของพวกเรา ต่อให้เป็นเซียนลงมาจุติก็ยังต้องดับดิ้น!" หัวหน้ามือสังหารแผדเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยจิตสังหารอันเข้มข้น
หลี่เฟยเทียนถอนหายใจยาวเหยียด พ่นลมหายใจกลิ่นสุราคละคลุ้งออกทางปาก เขาส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเอ่ยกลั้วเสียงหัวเราะ "เฮ้อ... พรรคโลหิตโลกันตร์นี่ช่างขยันขันแข็งเสียจริง ข้าเดินทางมาสามวันพวกเจ้าก็ตามรังควานไม่หยุดหย่อน ไม่ทราบว่าตระกูลพวกเจ้าทำกิจการโรงศพหรือไร ถึงได้กระตือรือร้นหาลูกค้ากันขนาดนี้?"
คำเยาะเย้ยนั้นดั่งน้ำมันราดลงบนกองเพลิง ผู้อาวุโสพรรคโลหิตโลกันตร์แค่นเสียงฮึดฮัดอย่างเหลืออด สะบัดมือส่งสัญญาณเพียงครั้งเดียว เงามืดนับสิบก็พุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกัน ประหนึ่งฝูงกาฝูงใหญ่ที่โผเข้าฉีกทึ้งเหยื่อ
ฉากแอคชั่นอันดุดันตระการตาพลันระเบิดขึ้น!
ทว่า แทนที่จะชักกระบี่ออกจากฝักอย่างองอาจ หลี่เฟยเทียนกลับพลิกกายทิ้งตัวลงมาจากคานไม้อย่างเกียจคร้าน ร่างกายของเขาอ่อนยวบยาบคล้ายคนเมาสุราไร้กระดูก ทว่าท่าร่างกลับพลิ้วไหวประดุจสายลมพัดผ่านยอดไผ่ หลบหลีกคมดาบที่พุ่งเข้ามาจากทุกสารทิศได้อย่างเฉียดฉิวอย่างน่าอัศจรรย์
*ชิ้ง! ฉับ!*
คมดาบเล่มหนึ่งเฉียดผ่านชายเสื้อของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด หลี่เฟยเทียนไม่เพียงไม่ตื่นตระหนก เขากลับหมุนตัวกลางอากาศอย่างงดงาม ยกไหสุราในมือขึ้นซัดเข้าใส่เบ้าหน้าของมือสังหารคนแรกอย่างแม่นยำ เสียงเซรามิกแตกกระจายพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นท่ามกลางความชุลมุน
"ช้าไป! เคล็ดวิชาของพวกเจ้าฝึกโดยการกินขี้เถ้ามาหรืออย่างไร ถึงได้ชักช้าอืดอาดเช่นนี้?"
น้ำเสียงกวนประสาทดังขึ้นไล่เลี่ยกับการเคลื่อนไหวอันไร้รูปแบบ หลี่เฟยเทียนใช้ ‘วิชาตัวเบาไร้ลักษณ์’ ที่ผสานเข้ากับก้าวเดินของผู้เมามาย ร่างของเขาโยกเยกคล้ายจะล้มแหล่มมิล้มแหล่ แต่กลับปรากฏตัวอยู่เบื้องหลังศัตรูแต่ละคนได้อย่างไร้ร่องรอย นิ้วเรียวยาวดั่งหยกขาวจี้สกัดจุดชีพจรด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วสัมผัสร่างของศัตรู มือสังหารเหล่านั้นต่างพลันแข็งทื่อและล้มฟุบลงไปกองกับพื้นทีละคนโดยไม่มีโอกาสได้ร้องขอชีวิต
ที่มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม มู่หรงเซียน ยืนกอดอกพิงเสาไม้ด้วยท่าทีสง่างามเย็นชา นางสวมชุดยาวสีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศนองเลือดได้อย่างสิ้นเชิง ดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้นมองดูการต่อสู้ด้วยแววตราบาปอันราบเรียบ ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเข้าหากันเล็กน้อย นางไม่ได้ยื่นมือเข้าช่วย แม้จะรู้ว่าศัตรูมีจำนวนมากกว่าหลายเท่าตัว เพราะนางรู้ดีว่า... คนสำมะเลเทเมาผู้นี้ยังไม่ได้เอาจริงแม้แต่ส่วนน้อย
"หลี่เฟยเทียน อย่ามัวแต่เล่นลิ้น รีบจบเรื่องเสียที ข้าไม่อยากเสียเวลาอยู่ที่นี่นานนัก" เสียงหวานใสดังกังวานขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจของเหล่ามือสังหารที่เริ่มหวาดกลัว
หลี่เฟยเทียนหันไปส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ให้นางเซียนสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่า "ฮ่าๆๆ แม่นางมู่ ท่านช่างใจร้ายกับสามี... เอ๊ย... กับสหายร่วมทางคนนี้เสียจริง ข้าอุตส่าห์ออกแรงโชว์ลวดลายให้ท่านดูแก้เบื่อแท้ๆ"
"รนหาที่ตาย!" หัวหน้ามือสังหารเห็นลูกน้องล้มตายไปครึ่งค่อนพรรคด้วยน้ำมือของคนเพียงคนเดียว แถมยังถูกหยามเกียรติอย่างถึงที่สุด เขาก็แผדเสียงคำรามลั่น เปลวเพลิงสีชาดพวยพุ่งออกจากร่าง แผ่ขยายอาณาเขตพลังปราณขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์กดทับลงมาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว เขาวาดดาบใหญ่ในมือผ่าอากาศลงมาตรงๆ เกิดเป็นคลื่นกระบี่โลหิตมหึมาพุ่งแหวกอากาศเข้าหาหลี่เฟยเทียนหมายผ่าร่างเป็นสองทีกระจุยกระจาย!
แรงกดดันอันมหาศาลทำให้พื้นไม้ใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นผุยผง รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าของหลี่เฟยเทียนเลือนหายไปชั่วพริบตา แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นคมกริบดั่งประกายไฟที่จุดขึ้นในความมืดมิด
เขายังคงไม่ชักกระบี่...
ทว่า มือข้างที่ถือฝักกระบี่ไม้เก่าๆ กลับสะบัดออกไปเบาๆ เสมือนกำลังปัดไล่แมลงวันตัวหนึ่ง พลังปราณสีครามเข้มข้นสายหนึ่งพวยพุ่งออกจากปลอกกระบี่ ปะทะเข้ากับคลื่นกระบี่โลหิตอย่างจัง!
*ตูมมมม!*
แรงระเบิดสะท้านสะเทือนจนหลังคาโรงเตี๊ยมกระเบื้องแตกกระจาย ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ หัวหน้ามือสังหารเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถล่นออกจากเบ้า เมื่อพบว่าการโจมตีอันภาคภูมิใจของตนกลับถูกสกัดกั้นไว้ได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว!
"เป็นไป1ไม่ได้... เจ้า... เจ้าบรรลุถึงขอบเขตนั้นแล้วหรือ?" เสียงของหัวหน้ามือสังหารสั่นเครือด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดซึ้ง
หลี่เฟยเทียนก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขาหายวับไปจากจุดเดิมในพริบตา ก่อนจะไปปรากฏตัวประชิดร่างของหัวหน้ามือสังหารอย่างแนบเนียน ปลายฝักกระบี่จ่ออยู่ที่กึ่งกลางระหว่างคิ้วของอีกฝ่ายพอดี ความเย็นเยียบของจิตสังหารแผ่ซ่านทะลุผิวหนังจนเลือดในกายหยุดไหล
"ยุทธภพนี้กว้างใหญ่ไพศาลนัก..." หลี่เฟยเทียนกระซิบข้างหูของมันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาทว่าทรงพลังดั่งอสุนีบาตฟาด "สิ่งที่เจ้าไม่รู้ หาได้แปลว่ามันไม่มีอยู่จริง"
ทว่า ในวินาทีที่ความตายกำลังจะมาเยือนมือสังหารคนสุดท้ายนั้นเอง แผ่นดินเบื้องล่างกลับสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ท้องยามค่ำคืนที่เคยไร้ดาวพลันปรากฏรอยแยกสีดำสนิทราวกับท้องฟ้าถูกฉีกกระชาก แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือล้ำกว่าขอบเขตมนุษย์แผ่ซ่านกดทับลงมาจากฟากฟ้า จนแม้แต่มู่หรงเซียนยังต้องเปลี่ยนสีหน้า ทะยานร่างถอยหลังไปสามก้าวอย่างไม่รู้ตัว
แสงสว่างวาบสีทองอร่ามพุ่งลงมาจากรอยแยกบนท้องฟ้า ปักลงตรงกลางลานกว้างหน้าโรงเตี๊ยม พร้อมกับเงาร่างของบุคคลลึกลับในชุดคลุมสีทองปักลายมฆา ที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงดังก้องกังวานราดรดจิตวิญญาณของทุกคนให้หยุดนิ่ง
"หลี่เฟยเทียน... ของสิ่งนั้นที่เจ้าถือครองอยู่ ถึงเวลาต้องส่งคืนให้สำนักฟ้าครามแล้ว!"
(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้า "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปนะครับ!)
เซียนสุราจอมกวนกับยอดหญิงผู้พิชิตฟ้า•ตอนที่ 2
กระบี่คมท่ามกลางเสียงด่าทอ
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอมกวนกับยอดหญิงผู้พิชิตฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
