เซียนสุราจอมกวนกับยอดหญิงผู้พิชิตฟ้า•ตอนที่ 1

กลิ่นสุราในโรงเตี๊ยมผีสิง

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"หากพวกเจ้ายังไม่ไสหัวไปภายในสามลมหายใจ สุราในไหของข้าคงต้องเปลี่ยนรสชาติเป็น... คาวเลือดเสียแล้วกระมัง" เสียงทุ้มต่ำติดจะเกียจคร้านดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าอึดอัดของโรงเตี๊ยมรกร้างนอกเมืองหลวง กลิ่นอายความตายแผ่พุ่งปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว เศษซากไม้กระดานผุพังและคราบเลือดเก่าเก็บส่งกลิ่นอบนวนชวนคลื่นไส้ สมชื่อ "โรงเตี๊ยมผีสิง" สถานที่ซึ่งไร้ซึ่งผู้คนสัญจรผ่านมายาวนานนับทศวรรษ แต่ในยามวิกาลเช่นนี้ กลับมีผู้คนกลุ่มใหญ่รวมตัวกัน ณ ใจกลางโถงกว้าง ทหารรับจ้างในชุดเกราะหนังดำสนิทนับสิบชีวิตกำลังล้อมกรอบร่างระหงร่างหนึ่งไว้ ตรงกลางวงล้อมนั้นคือสตรีในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดู ร่างกายของนางบอบบางทว่าตั้งตรงดั่งต้นสนกลางพายุ เส้นผมสีดำสนิทรวบไว้ด้วยปิ่นหยกสลักลายกระเรียน ทว่าลมหายใจของนางในยามนี้กลับติดขัด เม็ดเหงื่อผุดพรายขึ้นตามกรอบหน้าคมคายที่ยังคงความเย็นชาเยือกเย็นเอาไว้ได้อย่างน่าทึ่ง มู่หรงเซียน... ทายาทสายตรงแห่งสำนักเซียนหิมะ ยามนี้กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตครั้งใหญ่ ปราณแท้จริงในร่างถูกพิษสะกดรบกวนจนแทบโคจรไม่ "ฮ่าๆๆๆ นังปีศาจน้ำแข็ง! วันนี้ต่อให้เจ้ามีปีกบินได้ ก็หนีไม่พ้นเงื้อมมือของพวกเราสำนักกระบี่ทมิฬหรอก วางกระบี่วิเศษลงเสีย แล้วยอมจำนนแต่โดยดี เจ้ายังพอมีทางรอดไปปรนเปรอพวกข้าบนเตียงได้นะ!" หัวหน้าโจรในชุดคลุมสีเทา หัวเราะลั่นด้วยความลำพอง ใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวด้วยตัณหาและจิตสังหาร มู่หรงเซียนไม่เอ่ยคำใด ดวงตาคู่คมดุจหิมะพันปีวาวโรจน์ขึ้นด้วยจิตสังหาร นางกระชับกระบี่ในมือแน่น แม้เรียวปากจะเริ่มซีดเซียวเพราะพิษร้ายลุกลาม แต่กระดูกสันหลังของนางยังคงตั้งตรง ไม่ยอมก้มหัวให้ความตายตรงหน้าแม้แต่น้อย ทันใดนั้นเอง... *ปึก!* เสียงกระแทกไหสุราลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ดังสนั่น ทะลวงผ่านบรรยากาศตึงเครียดเข้ามาอย่างไร้เกรงกลัว ทุกสายตาชะงักงัน หันขวับไปมองยังมุมมืดของโรงเตี๊ยม ท่ามกลางเงาไม้ที่ทอดยาว มีร่างของบุรุษหนุ่มในชุดคลุมสีฟ้าซีดเก่าคร่ำคร่าคนหนึ่งกำลังเอนกายพิงเสาไม้ มือข้างหนึ่งถือจอกสุรากระเบื้องเคลือบสีขาวสะอาด อีกข้างถือไหสุราที่เพิ่งวางลง เส้นผมยาวสยายอย่างไร้ระเบียบ ใบหน้าคมคายประดับด้วยรอยยิ้มกวนประสาท ดวงตาเรียวรีคู่นั้นพราวระยับราวกับกำลังชมละครสัตว์สนุกๆ สักฉาก "พวกเจ้า... จะคุยกันเสียงดังไปถึงไหนกัน?" หลี่เฟยเทียนเอ่ยขึ้น พรางยกจอกสุราขึ้นจิบช้าๆ กลิ่นสุราฤทธิ์แรงแผ่ซ่านคละคลุ้งกลบกลิ่นคาวเลือดในโรงเตี๊ยมจนหมดสิ้น "ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นขี่ม้ามานับร้อยลี้เพื่อหาที่สงบๆ ดื่มสุราชมจันทร์ ไฉนจึงต้องมาฟังฝูงสุนัขเห่าหอนแย่งชามข้าวกันด้วยเล่า?" "ไอ้สวะที่ไหนวะ! กล้าดียังไงมาสอดเรื่องของพวกเรา!" หัวหน้าโจรสำนักกระบี่ทมิฬตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว ปราณพลังขั้นหลอมรวมลมปราณทะ출พุ่งออกจากร่างจนโต๊ะเก้าอี้รอบด้านสั่นสะเทือน "ฆ่ามัน!" ลูกน้องสองคนแยกตัวออกจากวงล้อม พุ่งทะยานเข้าหาหลี่เฟยเทียนด้วยความเร็วปานสายฟ้า ในมือถือดาบยาวประกายแสงเย็นเยียบหมายปลิดชีพในดาบเดียว หลี่เฟยเทียนไม่แม้แต่จะชายตามอง เขาเพียงถอนหายใจยาวนานราวกับเด็กหนุ่มผู้เหนื่อยหน่ายต่อโลก มือซ้ายยังคงถือไหสุรา มือขวาดีดนิ้วเบาๆ *เปรี้ยง!* คลื่นพลังปราณใสสะอาดดุจสายน้ำฤดูใบไม้ผลิระเบิดออกโดยไร้ร่องรอยการตั้งท่า แต่กลับรุนแรงราวมหาสมุทร ทหารรับจ้างทั้งสองคนที่พุ่งเข้ามายังไม่ทันแตะชายเสื้อของหลี่เฟยเทียน ร่างทั้งร่างก็กระเด็นย้อนกลับราวกับถูกค้อนยักษ์ฟาดเข้ากลางอก กระดูกทั่วร่างแตกละเอียด ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนก่อนจะแน่นิ่งไปจมกองเลือด บรรยากาศในโรงเตี๊ยมพลันเงียบกริบลงทันตาเห็น หัวหน้าโจรหน้าถอดสี ลมหายใจสะดุดกึก เขารู้ทันทีว่าบุรุษสำอางผู้กำลังถือไหสุราผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน ปราณไร้ลักษณ์เช่นนี้... อย่างน้อยต้องอยู่ในขอบเขตเบิกนภาขั้นสูง! มู่หรงเซียนที่ยืนพิงเสาอยู่ไม่ไกลนัก ชำเลืองมองหลี่เฟยเทียนด้วยหางตา แววตาคู่สวยฉายแววระแวดระวังและประหลาดใจระคนกัน นางขมวดคิ้วมุ่น บุรุษผู้นี้แต่งกายซอมซ่อ กลิ่นกายคละคลุ้งด้วยสุรา ไฉนจึงมีฝีมือลึกล้ำถึงเพียงนี้ และที่สำคัญ... เขาเข้ามาในวงล้อมของศัตรูตั้งแต่เมื่อใดกัน? "เจ้า... เป็นใครกันแน่?" หัวหน้าโจรประสานมือถามด้วยความหวาดระแวง น้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย หลี่เฟยเทียนยกย่องมุมปาก รอยยิ้มนั้นทั้งยียวนและทรงเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน เขาลุกขึ้นยืนช้าๆ ปัดฝุ่นตามอาภรณ์อย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะก้าวเดินออกมาจากมุมมืด แสงจันทร์ที่สาดส่องผ่านหน้าต่างผุพังกระทบลงบนใบหน้าคมสัน ปรากฏประกายความทระนงในดวงตาคู่นั้นอย่างชัดเจน "ข้าก็เป็นเพียงจอมยุทธ์พเนจรผู้หนึ่งที่รักในรสชาติของสุรา..." หลี่เฟยเทียนกวาดสายตามองกลุ่มโจรทีละคน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างระหงของมู่หรงเซียน รอยยิ้มของเขาอ่อนโยนลงเล็กน้อยอย่างแปลกประหลาด "...และเกลียดชังพวกสวะที่ชอบรังแกสตรีผู้ไร้ทางสู้เป็นที่สุด" "บังอาจนัก! ต่อให้เจ้าเก่งกาจมาจากไหน แต่พวกเรามีกันนับสิบ..." หัวหน้าโจรยังไม่ทันพูดจบคำ หลี่เฟยเทียนก็หายลับไปจากจุดเดิม *ฟรึ่บ!* ประกายกระบี่สีครามดุจแสงจันทร์วาดผ่านความมืดอย่างไร้ร่องรอย ความเร็วของมันเหนือล้ำจนสายตาของคนธรรมดาไม่อาจจับทัน มีเพียงเสียงลมกรีดร้องแหลมคมและการสะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียวของบุรุษหนุ่ม *ฉั๊วะ!* เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดขึ้นสู่เพดาน หัวหน้าโจรสำนักกระบี่ทมิฬเบิกตากว้าง ค้างเติ่งอยู่ในท่าเตรียมชักดาบ ก่อนที่ร่างทั้งร่างจะแยกออกเป็นสองส่วนล้มลงจมกองเลือดอย่างไร้เสียงกรีดร้อง เหล่าลูกโจรที่เหลือหน้าซีดเผือด ขาสั่นพับด้วยความหวาดกลัวขีดสุด พวกมันทิ้งอาวุธในมือแล้ววิ่งหนีตายอลหม่านราวกับสุนัขจนตรอก หลี่เฟยเทียนไม่ได้ไล่ตาม เขากลับเก็บกระบี่ไร้ฝักเข้าสู่เอวอย่างสบายอารมณ์ ยกไหสุราขึ้นดื่มอึกใหญ่ ราวกับเรื่องเมื่อครู่เป็นเพียงการปัดแมลงวันตัวหนึ่งเท่านั้น เขาก้าวเท้าเดินเข้าไปใกล้มู่หรงเซียนช้าๆ กลิ่นอายบุรุษอันอบอุ่นผสมผสานกับกลิ่นสุราลอยเข้าแตะนาสิกของนาง มู่หรงเซียนถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณ มือเรียวกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น พร้อมจะเปิดฉากปะทะกับชายแปลกหน้าผู้นี้ได้ทุกเมื่อหากเขามีท่าทีคุกคาม "แม่นางมู่หรง..." หลี่เฟยเทียนหยุดยืนห่างจากนางเพียงคืบ ดวงตาเรียวรีจ้องมองลึกล้ำเข้าไปในดวงตาดุจหิมะของนาง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง "พิษหิมะทมิฬในกายเจ้า กำลังจะแล่นเข้าสู่หัวใจในอีกหนึ่งชั่วยามข้างหน้า หากเจ้ายังดื้อดึงใช้ปราณสะกดมันไว้ ร่างกายนี้คงได้กลายเป็นน้ำแข็งสลายไปจริงๆ แน่..." มู่หรงเซียนสะท้านเฮือก สีหน้าเปลี่ยนเป็นตระหนกอย่างปิดไม่มิด นางกัดริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด "เจ้า... รู้จักชื่อข้าได้อย่างไร?" หลี่เฟยเทียนหัวเราะในลำคอเบาๆ เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะแตะที่หัวไหล่ของนางเพื่อถ่าย "ถอยไป!" มู่หรงเซียนตวาดเสียงกร้าว สะบัดกระบี่เข้าใส่ลำคอของเขาอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบด้วยสัญชาตญาณการป้องกันตัวขั้นสูงสุด คมกระบี่สีเงินยวงหยุดนิ่งสนิท ห่างจากผิวเนื้อของหลี่เฟยเทียนเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ทว่า... ปลายนิ้วเรียวของหลี่เฟยเทียนกลับแตะลงบนจุดชีพจรกลางอกของนางเรียบร้อยแล้ว! ดวงตาของมู่หรงเซียนเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ปราณแปลกประหลาดสายหนึ่งทะลักเข้าสู่ร่างของนางอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพื่อทำลาย แต่เพื่อ... กระชากพิษร้ายที่กำลังกัดกินหัวใจออกในคราเดียว! "อย่าขยับ..." เสียงกระซิบกระชากใจของหลี่เฟยเทียนดังอยู่ข้างใบหูของนาง ลมหายใจอุ่นร้อนเป่ารดต้นคอระหงจนร่างบางสะท้านเฮือก "...ถ้าไม่อยากตายคาอกข้า" ทว่า ในวินาทีที่ปราณในร่างของทั้งคู่กำลังหลอมรวมกันเพื่อขับพิษ สายตาคมกริบของหลี่เฟยเทียนก็พลันเหลือบไปมองที่ประตูโรงเตี๊ยม รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าเลือนหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความเคร่งขรึมจริงจังที่ทรงพลังอย่างประหลาด *โครมมม—!* ประตูกระดานหนาทึบของโรงเตี๊ยมถูกพลังปราณมหาศาลระเบิดกระเด็นเป็นจุล พร้อมกับเงาร่างสีดำทมิฬนับสิบที่พุ่งทะยานเข้ามาอย่างไร้สุ้มเสียง ผู้นำขบวนนั้นสวมหน้ากากอนูบิสสีทองอร่าม แผ่ซ่านไอสังหารเย็นยะเยือกที่เหนือกว่ากลุ่มโจรเมื่อครู่ลิบลับ และที่สำคัญ... บนฟ้าเบื้องบน เสียงคำรามของอัสนีบาตสีม่วงเข้มก็ผ่าผลงมาบรรจบพอดี ดั่งสวรรค์กำลังพิพากษาชีวิตของคนทั้งคู่! --- *(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้า "เซียนสุราเมามาย" แล้วพบกันใหม่ในบทถัดไปนะครับ!)*
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสุราจอมกวนกับยอดหญิงผู้พิชิตฟ้า นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%