จอกสุราสะท้านภพ สยบเงาจันทราเยือกแข็ง•ตอนที่ 2

วิชาดาบกวนประสาท

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
"หากแม่นางมู่หรงยังคงใช้กระบวนท่า ‘เหมันต์สะท้านนภา’ ด้วยลมปราณที่ติดขัดบริเวณจุดชีพจร ‘ฮุ่ยอิน’ เช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่ถึงสามลมหายใจ นางเซียนผู้สูงส่งอย่างท่านคงได้กระอักเลือดจนกลายเป็นศพแข็งค้างอยู่กลางป่าไผ่ให้พวกสุนัขป่าแทะเล่นเป็นแน่แท้... น่าเสียดายรูปโฉมอันงดงามล่มเมืองยิ่งนัก ช่างน่าเสียดายจริงๆ นะครับ" เสียงทุ้มต่ำเจือแววหยาะแหย่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของราวป่าไผ่เขียวชอุ่มที่บัดนี้ถูกปกคลุมด้วยไอเย็นยะเยือกจนใบไม้กลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลน มู่หรงเซวี่ยชะงักค้าง ร่างเพรียวระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะแรกฤดูสั่นสะท้านเล็กน้อย นางกำลังตวัดกระบี่วิเศษ ‘จันทราเยือกแข็ง’ เข้าปะทะกับเงาร่างของมือสังหารลึกลับสามคนที่ล้อมกรอบเข้ามา แต่คำเตือนอันกวนประสาทของบุรุษผู้มิควรค่าแก่การใส่ใจกลับทำให้พลังปราณหยินแทรกซ้อนเข้าสู่จุดตันتيียนจนใบหน้าขาวดุจหยกสลักฉาบไว้ด้วยร่องรอยโลหิตสีแดงฉาน "หลี่เฟยเทียน! เจ้าสารเลว หุบปากเน่าๆ ของเจ้าเสีย!" มู่หรงเซวี่ยเค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความโกรธเกรี้ยวจนดวงตาคู่สวยฉายแววอำมหิต นางตวัดปลายกระบี่วาดเป็นวงโค้งส่งไอเย็นยะเยือกตัดผ่านลำต้นไผ่ขาดสะบั้นไปเจ็ดแปดต้นพร้อมกัน เพื่อระบายความแค้นเคืองที่มีต่อบุรุษผู้กำลังนอนเอกเขนกพิงลำต้นไผ่ จิบสุรากลิ่นหอมกรุ่นจากไหกระเบื้องเคลือบอย่างสบายอารมณ์ ราวกับสถานการณ์ความเป็นความตายตรงหน้าเป็นเพียงละครสัตว์โรงเล็กที่จัดขึ้นเพื่อความบันเทิงยามว่างของเขาเท่านั้น "โธ่ๆ แม่นางมู่หรง ความหวังดีของข้ากลับกลายเป็นเรื่องน่ารังเกียจไปเสียได้ ยุทธภพนี้ช่างหาคนรู้ใจยากยิ่งนัก" หลี่เฟยเทียนทอดถอนใจยาวนาน สีหน้าฉายแววระทมทุกข์จอมปลอม เขายกไหสุราขึ้นซดอีกอึกใหญ่ ก่อนจะปัดเศษใบไผ่ที่หล่นลงบนบ่าออกอย่างไม่ยี่หระ ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง มือสังหารลึกลับทั้งสามผู้สวมชุดดำสนิทและสวมหน้ากากรูปอสูรไร้หน้า พลันแปรเปลี่ยนกระบวนท่า ประสานพลังปราณมืดมิดรวมกันเป็นหอกโลหิตพุ่งตรงเข้าใส่แผ่นหลังของมู่หรงเซวี่ยที่กำลังเสียหลักจากอาการลมปราณตีกลับ ความเร็วของมันดุจสายฟ้าฟาด ทะลวงผ่านม่านอากาศจนเกิดเสียงแหลมหวีดหวิวบาดแก้วหู รัศมีอำมหิตแผ่ซ่านปิดตายทุกเส้นทางถอยร่น มู่หรงเซวี่ยใบถอดสี นางพยายามฝืนโคจรลมปราณเหมันต์เพื่อยกกระบี่ขึ้นต้านรับ แต่กระดูกทั่วร่างคล้ายถูกแช่แข็งด้วยพิษสะกดวิญญาณ ความเร็วของนางลดฮวบลงครึ่งส่วน ชั่วพริบตาที่ความตายอยู่ห่างเพียงคืบ นางพลันหลับตาลงเตรียมรับชะตากรรม ความหยิ่งทะนงในฐานะศิษย์เอกวังเหมันต์ทำให้ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือแม้แต่ครึ่งคำ *เปรี้ยง!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหว แรงปะทะสะเทือนเลื่อนลั่นจนพื้นดินใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม แต่มู่หรงเซวี่ยกลับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดอันใด มีเพียงสัมผัสอบอุ่นและกลิ่นอายสุราจางๆ ที่ลอยปะปนกับกลิ่นคาวเลือดที่โชยมาแตะนาสิก นางลืมตาขึ้นช้าๆ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้หัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ หลี่เฟยเทียนยืนขวางอยู่เบื้องหน้านางตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่าไร้ซึ่งความพิเศษ บัดนี้กลับแผ่ซ่านรังสีอำมหิตที่น่าสะพรึงกลัวออกมาราวกับพญายมราช สองนิ้วมือขวาของเขาคีบคมหอกโลหิตที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงเอาไว้ได้อย่างมั่นคง ราวกับมันเป็นเพียงกิ่งไม้แห้งไร้เรียวแรง "วิชา ‘หอกโลหิตกลืนวิญญาณ’ ของพรรคมารโลหิตโลกันตร์..." หลี่เฟยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวทอประกายเยียบเย็นผิดคาด "น่าเสียดายที่พวกเจ้าฝึกฝนมาได้เพียงครึ่งๆ กลางๆ กระบวนท่าที่สาม ‘โลหิตย้อมนภา’ ขาดความต่อเนื่องบริเวณฐานราก หากข้าเป็นพวกเจ้า คงเอาหัวโขกพื้นตายไปตั้งแต่สามปีก่อนแล้ว ไม่กล้าเอาหน้ากากอุบาทว์พวกนี้มาเดินลอยชายให้รกหูรกตานักหรอก" "เจ้าเป็นใครกันแน่?!" หัวหน้ามือสังหารชุดดำแผדเสียงคำรามด้วยความตื่นตระหนก มันพยายามดึงหอกโลหิตกลับคืน แต่ไม่ว่าจะใช้พลังปราณถึงแปดส่วน หอกในมือกลับถูกตรึงไว้แน่นหนาราวกับถูกฝังจมลงในภูเขาเหล็กกล้า "ข้าหรือ?" หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่นั้นพราวระยับด้วยประกายความกวนประสาท "ข้าก็เป็นเพียงคนขายสุราจรจัดผู้หนึ่ง ที่ผ่านมาเห็นเรื่องไม่ยุติธรรมเข้า จึงอยากจะยื่นมือเข้ามาช่วย... อ้อ ไม่ใช่สิ ข้าแค่มองไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกใส่ชุดดำปิดบังใบหน้าแบบพวกเจ้าเท่าไหร่ มันดูน่าเกลียดเกินกว่าจะเจริญหูเจริญตาในยามเช้าตรู่เช่นนี้" สิ้นคำพูด ร่างของหลี่เฟยเทียนก็เลือนหายไปจากจุดเดิมราวกับภาพมายา *ฉับ!* เสียงคมกระบี่แหวกอากาศดังขึ้นเพียงครั้งเดียว มือสังหารทั้งสามนายยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างของพวกมันก็แข็งค้างไปชั่วพริบตา ก่อนที่ศีรษะทั้งสามจะหลุดจากบ่า เลือดสีดำทะลักพุ่งทะยานราวน้ำพุ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ แต่ไม่มีหยดเลือดแม้แต่หยดเดียวที่กระเด็นมาโดนชายเสื้อของหลี่เฟยเทียนหรือมู่หรงเซวี่ยแม้แต่น้อย วิชาดาบอันรวดเร็ว ไร้ร่องรอย และเปี่ยมด้วยความเย้ยหยันเช่นนี้... มีเพียง ‘วิชาดาบกวนประสาท’ ที่สาบสูญไปจากยุทธภพมากว่าร้อยปีเท่านั้น! มู่หรงเซวี่ยเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง นางจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ด้วยความรู้สึกซับซ้อน ทั้งโกรธเคือง ทั้งทึ่ง และหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน พลังปราณที่เขาแสดงออกมาเมื่อครู่ แม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งวังเหมันต์ยังต้องไว้หน้าสามส่วน เหตุใดจอมยุทธ์พเนจรผู้ทำตัวสำมะเลเทเมาผู้นี้ถึงซ่อนเร้นขอบเขตพลังที่น่ากลัวเช่นนี้เอาไว้ "มองหน้าข้าเช่นนี้... หรือว่าแม่นางมู่หรงจะเกิดความรู้สึกพึงใจในความหล่อเหลาและองอาจของข้าเข้าแล้ว?" หลี่เฟยเทียนหันกลับมา เขายักคิ้วหลิ่วตาให้พรางยกไหสุราขึ้นดื่มด้วยท่าทางกวนอารมณ์เช่นเดิม "หากจะแสดงความขอบคุณด้วยการมอบ ‘ผ้าแพรปักลายเหมันต์’ ที่ซ่อนไว้ในอกเสื้อให้ข้าไว้เช็ดเหงื่อ ข้าก็ยินดีรับไว้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ" "หลี่เฟยเทียน! เจ้าคนไร้ยางอาย!" มู่หรงเซวี่ยใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ นางกระชับกระบี่ในมือแน่น หมายจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนคนผู้นี้ให้สำนึก แต่ลมปราณที่ตีกลับทำให้ร่างของนางเซถลาเกือบทรุดลงกับพื้น หลี่เฟยเทียนถอนหายใจเบาๆ ขยับกายเข้ามาประชิดตัวนางในพริบตา มือหนาคว้าจับข้อมือเรียวบางเพื่อถ่าย ถ่ายทอดกระแสลมปราณบริสุทธิ์เข้าสู่จุดชีพจรเพื่อกดขี่พิษสะกดวิญญาณให้อยู่หมัด สัมผัสที่แนบชิดและไออุ่นจากฝ่ามือของเขาทำให้นางเซวี่ยสะท้านเฮือก หัวใจเต้นรำไม่เป็นจังหวะ "อย่าดื้อรั้นนักเลยแม่นาง พิษนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากไม่อยากให้เส้นชีพจรทั่วร่างขาดสะบั้นจนกลายเป็นคนพิการ จงนั่งลงทำสมาธิเสียดีๆ" น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่ง ทว่าแววตายังคงซ่อนประกายแพรพราว มู่หรงเซวี่ยเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้ดีว่าเขาพูดความจริง จึงทำได้เพียงกัดฟันนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นหญ้า โคจรเคล็ดวิชาเหมันต์เพื่อขับพิษ ทว่าในขณะที่หลี่เฟยเทียนกำลังจะถอนมือออกจากการถ่ายทอดพลัง ปลายหางตาของเขากลับเหลือบไปเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งวาบผ่านยอดไม้เบื้องบนด้วยความเร็วดุจภูตผี เงาดำนั้นไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกเขา แต่มันโยนวัตถุบางอย่างตกลงมาเบื้องหน้าของหลี่เฟยเทียน *ตุบ.* ห่อผ้าเปื้อนเลือดกลิ้งหลุดออกมาจากห่อ เมื่อหลี่เฟยเทียนก้มลงมอง ดวงตาที่เคยทอประกายขี้เล่นกลับหรี่แคบลงทันที รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย แทนที่ด้วยรังสีอำมหิตที่เย็นยะเยือกยิ่งกว่าไอเหมันต์ของมู่หรงเซวี่ยเสียอีก ภายในห่อผ้านั้น... คือป้ายหยกประจำตัวของ "ผู้อาวุโสไป๋" อาจารย์ผู้ล่วงลับของเขาเอง พร้อมกับรอยสลักรูปบุปผาโลหิตสามกลีบที่เป็นสัญลักษณ์ของลัทธิลึกลับที่ฆ่าล้างสำนักเมื่อสิบปีก่อน! --- **ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับข้า หวังว่าจอกสุรานี้จะทำให้ท่านตื่นเต้นจนวางไม่ลงนะครับ**
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จอกสุราสะท้านภพ สยบเงาจันทราเยือกแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%