จอกสุราสะท้านภพ สยบเงาจันทราเยือกแข็ง•ตอนที่ 1

สุราหนึ่งไหกับโชคชะตาที่โคจรมาพบ

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
กลิ่นอายของสุราหมักร้อยปีผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยอวลอยู่ทั่วชั้นสองของโรงเตี๊ยมเมฆาคารวะ เม็ดฝนด้านนอกยังคงโปรยปรายซัดสาดกระทบหลังคากระเบื้อง เสียงสายฝนคำรามก้องดั่งเสียงกลองศึก ทว่าภายในหอพักกลับเงียบงันจนน่าประหลาด ผู้คนรอบกายต่างหลบเลี่ยงไปมุมห้องด้วยความหวาดกลัว ไม่มีผู้ใดกล้าสบตากับบุรุษหนุ่มผู้กำลังถือจอกสุราเซรามิกสีหยกในมือ หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้มมุมปาก นัยน์ตาหรี่ลงเล็กน้อยอย่างเกียจคร้าน เขาสวมชุดคลุมสีเทาเก่าคร่ำคร่า เส้นผมยาวรวบไว้ลวกๆ ด้วยปิ่นไม้ไผ่ ทว่ารอบกายกลับแผ่ซ่านบรรยากาศที่ยากจะหยั่งถึง จอกสุราในมือถูกยกขึ้นจิบรสมะกอกปนความเผ็ดร้อนของสุราทลายวิญญาณอย่างเชื่องช้า ในใจของเขากำลังทบทวนถึงภาพเหตุการณ์เมื่อสิบปีก่อน—ภาพที่สำนักของอาจารย์ถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิงสีครามจากลัทธิเงาอสูรโลหิต ความแค้นนี้ ฝังรากลึกในกระดูกดำมาเนิ่นนาน “เจ้าเด็กเหลือขอ… เจ้ายังคงมีอารมณ์มานั่งดื่มสุราเคล้าสายฝนเช่นนี้อีกหรือ?” เสียงทุ้มต่ำอันเย็นเยียบดั่งหิมะพันปีดังขึ้นจากเบื้องล่าง ตามมาด้วยแรงกดดันจากลมปราณที่ทำให้คานไม้ของโรงเตี๊ยมสั่นสะเทือน หลี่เฟยเทียนไม่แม้แต่จะหันไปมอง เขายังคงหมุนจอกสุราในมือเล่นพลางทอดถอนใจ “แม่นางมู่หรง… ลมหนาวจากวังเหมันต์ของเจ้านี่ช่างพัดพาความรื่นรมย์ไปเสียหมด ข้าเพียงมานั่งดื่มสุราชมธรรมชาติ เหตุใดต้องทำหน้าตาดั่งยมทูตทวงวิญญาณเช่นนั้นด้วยเล่า?” สิ้นเสียงของหลี่เฟยเทียน ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นางคือมู่หรงเซวี่ย ศิษย์เอกแห่งวังเหมันต์ผู้เลื่องชื่อ ใบหน้างดงามไร้ที่ติแต่เย็นชาไร้อารมณ์ ดวงตาดั่งหยกน้ำแข็งจ้องมองเขาด้วยความรังเกียจระคนเหนื่อยหน่าย ในมือเรียวบางถือกระบี่วิเศษ ‘เหมันต์สะท้านนภา’ ที่ยังคงมีไอเย็นยะเยือกแผ่ออกมาจนหยดน้ำค้างรอบตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง “หลี่เฟยเทียน! มารโลหิตพันหน้ากำลังหลบหนีเข้ามาในเขตเมืองนี้ และเบาะแสล่าสุดชี้ชัดว่ามันซ่อนตัวอยู่ละแวกนี้ แต่วิถีโคจรของเจ้ากลับเอาแต่ร่ำสุราเคล้านารี ไร้ซึ่งสำนึกแห่งวิถียุทธ์โดยแท้!” มู่หรงเซวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเฉียบคมดั่งคมกระบี่ หลี่เฟยเทียนหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เขาวางจอกสุราลงบนโต๊ะไม้เสียงดัง *ก๊อก* ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยโทสะนั้น รอยยิ้มกวนประสาทปรากฏบนใบหน้าคมคายอีกครั้ง “วิถียุทธ์คืออะไร? การไล่ล่าฆ่าฟันจนเลือดเปื้อนมือ หรือการปกป้องใต้หล้าด้วยความหยิ่งทะนงตน? สำหรับข้าแล้ว… สุราหนึ่งไหในยามฝนพรำ มีค่ามากกว่าชื่อเสียงจอมปลอมของชาวยุทธ์ครึ่งค่อนภพเสียอีก” “เจ้า…!” มู่หรงเซวี่ยขบกรามแน่น ไอเย็นรอบตัวแผ่ขยายจนหน้าต่างไม้เริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งเกาะกุม นางเกลียดชังความระ2เบียบวินัยอันหย่อนยานและความกวนประสาทของบุรุษผู้นี้ที่สุด ทว่าลึกๆ ในใจ นางปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ยามที่เขาเผชิญหน้ากับอันตราย แววตาคู่นั้นกลับลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรที่ไม่มีวันหยั่งถึง ก่อนที่บรรยากาศระหว่างทั้งสองจะตึงเครียดไปมากกว่านี้ เสียงระเบิดสนั่นหวั่นไหวก็ดังขึ้นมาจากตรอกซอกซอยเบื้องล่าง แรงระเบิดรุนแรงจนกำแพงโรงเตี๊ยมพังทลายลงครึ่งแถบ ฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ พร้อมกับกลิ่นอายมารอันชั่วร้ายที่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า “ฮ่าๆๆๆ! นึกไม่ถึงว่าคุณหนูมู่หรงแห่งวังเหมันต์จะตามตื๊อข้าไม่เลิกราเช่นนี้!” เงาร่างสีดำสายหนึ่งพุ่งทะยานผ่านสายฝนด้วยความเร็วสูงราวกับสายฟ้าแลบ มันคือ ‘มารโลหิตพันหน้า’ ผู้ใช้เคล็ดวิชาดูดกลืนพลังชีวิต มือข้างหนึ่งของมันถือศีรษะมนุษย์ที่เพิ่งถูกสังหารสดๆ โลหิตสีแดงฉานหยดลงมาตามทาง ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวอัปลักษณ์และเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น มู่หรงเซวี่ยพุ่งตัวออกไปในพริบตา กระบี่เหมันต์ในมือถูกชักออกจากฝัก เกิดเป็นประกายแสงสีฟ้าครามผ่าตัดสายฝน พลังปราณเหมันต์แผ่ซ่านกลายเป็นค่ายกลกระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าใส่มารโลหิตอย่างดุเดือดตระการตา “รับกระบี่พิฆาตมาร!” เสียงหวานใสแต่เย็นยะเยือกก้องกังวาน มารโลหิตพันหน้าหัวเราะลั่นอย่างชั่วร้าย มันตวัดกรงเล็บมารสีดำสนิทเข้าปะทะกับกระบี่เหมันต์ เสียงโลหิตกระแทกเหล็กกล้าดังสนั่นหู แรงกระแทกส่งผลให้พื้นดินรอบด้านยุบตัวลงเป็นหลุมลึก มู่หรงเซวี่ยสะท้านเฮือก พลังปราณของนางถูกสะท้อนกลับจนต้องถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าซีดเผือดลงเล็กน้อย มารตนนี้ฝึกฝนวิชาสายมารจนบรรลุถึงขอบเขตผันแปรขั้นที่เจ็ดแล้ว ฝีมือของมันสูงส่งกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก! “ฮรี่ๆๆๆ นังเซียนน้อย ฝีมือเจ้ายังอ่อนหัดนัก วันนี้ข้าจะสูบกินพลังหยินจากร่างของเจ้าเสีย!” มารโลหิตแสยะยิ้มกว้าง มันรวบรวมพลังปราณมารทั้งหมดไว้ที่กรงเล็บ พุ่งทะยานเข้าหามู่หรงเซวี่ยที่กำลังเสียหลักในจุดอับสายตา ดวงตาของมู่หรงเซวี่ยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย นางพยายามฝืนโคจรลมปราณเพื่อยกกระบี่ขึ้นรับมือ แต่ทว่าความเร็วมันเกินกว่าจะหลบพ้น ความตายอยู่ห่างเพียงแค่ลมหายใจกั้น ทันใดนั้นเอง— เงาร่างสีเทาคล้ายสายลมก็วูบผ่านหน้าผากนางไปอย่างไร้สุ้มเสียง กลิ่นอายสุราเข้มข้นคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอายกระบี่อันคมกราบที่สะท้านสะเทือนฟ้าดิน หลี่เฟยเทียนที่ควรจะนั่งดื่มสุราอยู่บนโรงเตี๊ยม กลับมายืนขวางอยู่เบื้องหน้านางตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ นิ้วเรียวยาวสองนิ้วของหลี่เฟยเทียนคีบ ‘คมกระบี่เหล็ก’ ขึ้นมาอย่างเกียจคร้าน แม้ในมือจะไม่มีกระบี่วิเศษใดๆ ทว่าพลังปราณอันไร้ขอบเขตที่แผ่ออกมาจากปลายนิ้วกลับกดทับจนกรงเล็บมารโลหิตหยุดชะงักลงกลางอากาศ มารโลหิตพันหน้าเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าอัปลักษณ์ฉายแววหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เมื่อมันสัมผัสได้ถึงพลังที่แท้จริงของบุรุษผู้นี้—พลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่าขอบเขตเซียนที่มันเคยพบเจอมาทั้งชีวิต! “เจ้า… เจ้าเป็นใครกันแน่?!” มารโลหิตกรีดร้องด้วยความหวาดผวา หลี่เฟยเทียนแย้มยิ้ม นัยน์ตาส่อประกายคมกราบดึงดูดวิญญาณ เขากระซิบเบื้องหน้ามารร้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลังอำนาจจนสะเทือนถึงก้นบึ้งหัวใจ “ข้าก็เป็นแค่… นักดื่มสุราผู้หนึ่งที่เกลียดชังพวกขยะรบกวนเวลาสุนทรีย์ที่สุดก็เท่านั้นเอง” ขอขอบคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธ์ไปกับบทแรกนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ - เซียนสุราเมามาย -
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จอกสุราสะท้านภพ สยบเงาจันทราเยือกแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%