“ถ้าคะแนนรีวิวนี้ยังไม่กระเตื้องขึ้นภายในสามวัน ร้านนี้ก็เตรียมขึ้นป้ายขายทอดตลาดได้เลยครับเชฟ... อ้อ ผมลืมไป คุณคงไม่ขายหรอก เพราะอีโก้ของคุณมันคงค้ำคอจนทำพังคามือไปก่อน!”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความรำคาญใจของหุ้นส่วนร้านดังสนั่นไปทั่วห้องครัวสเตนเลสสตีลที่เคยเงียบเชียบ อาคเนย์ยืนนิ่งราวกับรูปปั้น มือหนาที่เปื้อนคราบซอสสีเข้มกำมีดเชฟคู่ใจแน่นจนเส้นเลือดที่ข้อมือปูดโปน เขากวาดสายตามองหน้าจอแท็บเล็ตที่แสดงผลคอมเมนต์ทำลายล้างบนหน้าเพจร้านอาหาร ‘อัคนี’ ราวกับมันเป็นเชื้อโรคที่ต้องรีบกำจัด
“อีโก้ของผมคือรสชาติที่คนลิ้นจระเข้ไม่มีวันเข้าถึง” อาคเนย์สวนกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น หากแต่แววตาคมกริบดุจมีดโกนนั้นกลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ “ถ้าพวกเขามีปัญหากับเนื้อเทนเดอร์ลอยน์ที่ปรุงสุกระดับมิเดียมแรร์เพราะมัน ‘สีแดงเกินไป’ งั้นก็ไปกินสเต็กกระทะร้อนตามสั่งหน้าปากซอยโน่น”
“แต่นั่นคือลูกค้า! และลูกค้าคือพระเจ้าครับอาคเนย์!”
“พระเจ้าที่ไม่มีรสนิยม ผมไม่จำเป็นต้องกราบไหว้”
เชฟหนุ่มวางมีดลงบนเขียงดัง ‘ปัง!’ จนหุ้นส่วนสะดุ้ง เขาสะบัดตัวหันหลังให้ ทิ้งความกดดันมหาศาลไว้เบื้องหลัง ความเงียบงันเข้ามาแทนที่บรรยากาศร้อนระอุ แต่ในใจของชายหนุ่มกลับหนาวเหน็บกว่าที่เคย... ไม่ใช่เพราะคำวิจารณ์ไร้สาระพวกนั้น แต่มันคือตัวเลขรายได้ที่ดิ่งเหวตั้งแต่วันที่เขาปฏิเสธคำแนะนำของนักการตลาดหัวก้าวหน้า
*“คุณจำเป็นต้องมีมือโปรมาจัดการเรื่องภาพลักษณ์ ไม่อย่างนั้นร้านนี้ก็เป็นได้แค่สุสานของฝีมือคุณเท่านั้น”* เสียงของเอเจนซี่โฆษณาที่เขาเคยปัดทิ้งยังคงดังก้องอยู่ในหัว
ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ประตูห้องครัวถูกผลักเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต เสียงส้นสูงกระทบพื้นกระเบื้องดังเป็นจังหวะหนักแน่นและมั่นใจ อาคเนย์ไม่ได้เงยหน้ามองเพราะรู้อยู่เต็มอกว่าใครคือผู้มาเยือน
“เชฟคะ ดิฉันว่าคุณคงลืมไปว่าในจานอาหารนอกจากรสชาติแล้ว ‘สายตา’ ก็สำคัญไม่แพ้กัน”
รินรดาเดินเข้ามาหยุดอยู่ข้างเตาไฟ เธออยู่ในชุดสูทสีเบจที่ดูทะมัดทะแมงแต่ยังคงความโฉบเฉี่ยว ดวงตาคู่สวยหรี่มองจานเนื้อที่อาคเนย์เพิ่งวางลงบนเคาน์เตอร์ด้วยสายตาที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างไม่เกรงใจ “จานนี้... จัดได้จืดชืดและน่าเบื่อเหมือนนิสัยเจ้าของร้านเลยนะคะ”
อาคเนย์หันขวับมามองหญิงสาวที่กล้าวิจารณ์งานศิลปะของเขา กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอกลบกลิ่นควันไฟในครัวไปชั่วขณะ เขาเดินตรงเข้าไปหาจนระยะห่างระหว่างเขาสองคนเหลือเพียงแค่คืบ กดดันด้วยความสูงและบรรยากาศเย็นเยือกที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นเกราะป้องกันตัว
“คุณรินรดา... เอเจนซี่ที่ผมปฏิเสธไปแล้วสามรอบ” เขาเค้นเสียง “คุณมาทำไมที่นี่”
“มาช่วยชีวิตค่ะ” เธอไม่สะทกสะท้าน แถมยังหยิบแหนบเหล็กคู่ใจขึ้นมาจัดชิ้นเนื้อบนจานใหม่ด้วยท่าทางคล่องแคล่วราวกับกำลังสะบัดพู่กันลงบนผ้าใบ “ร้านคุณกำลังจะตายเพราะคุณมันเป็นเชฟที่ยึดติดกับอดีต ดิฉันได้รับมอบหมายจากหุ้นส่วนคุณให้มาจัดการ ‘สลับคม’ ความอีโก้พวกนี้ให้กลายเป็นกำไร ถ้าอยากรอด... ก็อย่าเสนอหน้ามาแทรกแซงงานของดิฉัน”
“งานของคุณมันคือการลดทอนศิลปะให้กลายเป็นแค่สินค้าแฟชั่น” อาคเนย์ก้มลงไปกระซิบข้างหูเธอ เสียงของเขาแหบพร่าและอันตราย “ถ้าคุณคิดจะแตะต้องวัตถุดิบของผมด้วยวิธีตื้นๆ แบบนั้น ผมก็คงต้องทำอะไรที่ทำให้คุณรู้ว่า... อย่าริอ่านมาสอนคนที่เขาเป็นเชฟตัวจริง”
รินรดาวางแหนบลงพลางหันมาสบตาเขา แววตามุ่งมั่นของเธอนั้นไม่มีความหวั่นเกรงแม้แต่นิดเดียว เธอขยับยิ้มมุมปากที่ดูยั่วเย้ามากกว่าจะเป็นมิตร
“ลองดูไหมคะเชฟ... เรามาดูกันว่า ‘ศิลปะ’ ที่คุณว่า กับ ‘ความต้องการของตลาด’ ที่ดิฉันจะสร้างขึ้น อะไรมันจะทำให้ลูกค้ากรีดร้องอยากได้มากกว่ากัน”
“คุณคงลืมไปว่าผมนี่แหละที่เป็นคนถือมีด... และในครัวนี้ กฎเกณฑ์ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับผม”
อาคเนย์ก้าวเข้าไปใกล้จนรินรดาต้องถอยหลังไปพิงกับขอบเคาน์เตอร์สเตนเลส เธอรู้สึกได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา มันไม่ใช่แค่ความร้อนจากเตา แต่มันคือแรงดึงดูดบางอย่างที่น่าอันตราย
“ถ้างั้นดิฉันขอเดิมพันด้วยตำแหน่งที่ปรึกษาถาวรของร้านนี้ ถ้าคุณแพ้... คุณต้องฟังดิฉันทุกอย่างแม้แต่เรื่องที่ว่าวันนี้คุณควรจะยิ้มให้ลูกค้าบ้าง”
“แล้วถ้าผมชนะล่ะ?” เขายื่นใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะแตะกัน
รินรดาใจเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เธอก็ยังคงจ้องมองดวงตาคู่คมนั้นด้วยความท้าทาย เธอโน้มตัวเข้าไปใกล้เขามากขึ้นอีกนิดจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ร้อนผ่าว
“ถ้าคุณชนะ... ดิฉันจะยอมลาออก แล้วรับใช้คุณในฐานะเด็กเสิร์ฟไปตลอดกาลเลยค่ะ”
ทว่าในจังหวะที่บรรยากาศกำลังพุ่งสูงถึงขีดสุด แรงกดดันจากความใกล้ชิดทำให้หัวใจของทั้งสองเต้นระรัวราวกับกลองรบ ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูห้องครัวที่ดังขึ้นอย่างร้อนรนพร้อมกับร่างของพนักงานเสิร์ฟที่วิ่งเข้ามาหน้าตาตื่นก็ทำลายความเงียบนั้นลง
“เชฟคะ! แย่แล้วค่ะ! มีนักวิจารณ์อาหารคนดังของเพจ ‘ชิมไปบ่นไป’ บุกมาที่ร้านและเขากำลังสั่งเมนูที่แย่ที่สุดในสายตาคุณตอนนี้เลยค่ะ!”
อาคเนย์ผละออกจากรินรดาทันที สายตาของเขาเปลี่ยนเป็นดุดันและจริงจัง เขาสบตากับรินรดาเพียงเสี้ยววินาที—นั่นไม่ใช่ความเกลียดชัง แต่มันคือคำประกาศสงครามที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ขอบคุณทุกกำลังใจที่ร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวและรสชาติของอาคเนย์และรินรดานะคะ!
สูตรลับฉบับเชฟคู่อริสลับคมรัก•ตอนที่ 1
รสชาติที่พังทลาย
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สูตรลับฉบับเชฟคู่อริสลับคมรัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
