กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นตระกูล•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนชีพกลางลมหนาว

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่าและกลิ่นยาจีนเคี่ยวไหม้คละคลุ้งจนแสบจมูก ทว่าสิ่งที่บาดลึกยิ่งกว่าความโสโครกของโรงนาทรุดโทรม คือแรงกดทับอันหนักอึ้งบริเวณหน้าอก ราวกับมีหินผาทั้งลูกมาถ่วงทับไว้ “หากนางยังไม่ฟื้น พรุ่งนี้เช้าคงต้องส่งศพไปฝังไว้หลังเขา อย่าให้เปลืองข้าวต้มก้นหม้อของสกุลสวี่เลย ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ คนไร้ค่าผู้หนึ่ง… จะมีชีวิตอยู่เป็นภาระไปไย” น้ำเสียงแหบแห้งเย็นชาของหญิงสูงวัยดังขึ้นลอดผ่านรอยแตกของฝาผนังดินปั้น เสียงนั้นเจือไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไร้การปิดบัง หลินหว่านเอ๋อร์ ไม่ได้ลืมตาขึ้นในทันที ในฐานะอดีตกุนซือหญิงผู้เคยพลิกกระดานการเมืองในราชสำนักมานับไม่ถ้วน นางเรียนรู้มานานแล้วว่า ในยามที่ตกเป็นรองและยังไม่รู้ตื้นหนาบางของกระดาน ศัตรูคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์ การเคลื่อนไหวที่สะเพร่าที่สุด คือการเผยความตื่นตระหนก นางซ่อนประกายตาวับวับไว้ภายใต้แพขนตางอนหนาที่นิ่งสนิท สมองอันปราดเปรื่องทำงานด้วยความเร็วสูงเพื่อประมวลผลข้อมูล สัมผัสแรกบอกให้นางรู้ว่าเนื้อตัวของร่างนี้ผอมแห้งจนแทบเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นผ้าหยาบกระด้างที่หาได้ยากในวังหลวง ทว่ากลับมีกลิ่นอายความหนาวเหน็บและทุรกันดารของยุคสมัยที่ถูกตัดขาดจากความเจริญ—นี่ไม่ใช่ตำหนักจิงหรงอันโอ่อ่า แต่มันคือกลิ่นอายอันดิบเถื่อนของยุคเจ็ดสิบ-แปดสิบที่นางเคยอ่านเจอในแฟ้มลับคดีประวัติศาสตร์ *ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของสะใภ้ผู้อ่อนแอในชนบทกันดารงั้นหรือ? ช่างเป็นหมากกระดานที่น่าขันสิ้นดี* เสียงฝีเท้าหนักหน่วงย่างกรายเข้ามาใกล้เตียงไม้ไผ่ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญใจ กลิ่นอายคุกคามแผ่ซ่านเข้ามาในระยะประชิด มือหยาบกร้านคู่หนึ่งเอื้อมเข้ามาหมายจะกระชากผ้าห่มเก่าๆ บนตัวนางออกอย่างไม่ไยดี ชั่วพริบตานั้นเอง เปลือกตาสองข้างก็ลืมโพลงขึ้น ดวงตาคู่นั้น… ไม่มีความตื่นตระหนก หวาดกลัว หรือไร้เดียงสาอย่างที่หญิงสูงวัยคาดคิดแม้แต่น้อย มันคือนัยน์ตาที่เยือกเย็น เฉียบคม และลุ่มลึกดั่งก้นบึงหุบเหว ราวกับสายตาของพญาอินทรีที่กำลังมองเหยื่อผู้โง่เขลา หญิงสูงวัยชะงักมือค้างกลางอากาศ หัวใจกระตุกวูบโดยไร้สาเหตุ นางถอยหลังกรูดโดยสัญชาตญาณเมื่อสบเข้ากับดวงตาดุจคมมีดคู่นั้น "ท่านป้า... ท่าทางร้อนรนปานนี้ เกรงกลัวว่าข้าจะตาย หรือเกรงกลัวว่าความลับบางอย่างในบ้านหลังนี้ จะถูกเปิดเผยกันแน่เจ้าคะ?" น้ำเสียงแหบแห้งเพราะพิษไข้ แต่กลับกังวานใสและเยียบเย็นจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของหลินหว่านเอ๋อร์ราวกับดอกเหมยแย้มบานท่ามกลางเหมันต์ ทั้งงดงามและอันตรายถึงชีวิตในคราเดียวกัน "เจ้า... นังตัวดี! ฟื้นขึ้นมาแล้วยังมีปากมีเสียงรบกวนเรี่ยวแรงอีกรึ! รู้สถานะของตนเองบ้างหรือไม่ว่าบัดนี้ตระกูลสวี่ไม่ใช่ตระกูลขุนนางใหญ่โตอีกต่อไปแล้ว! สามีของเจ้าถูกส่งไปใช้แรงงานในเหมืองทุรกันดาร ส่วนเจ้าเป็นเพียงภรรยาชั่วคราวที่ถูกทางการโบยทิ้งไว้ให้ตายอย่างอนาถ! ถ้าไม่ใช่เพราะข้าวต้มก้นหม้อของบ้านข้า เจ้าคงกลายเป็นผีเฝ้าทุ่งหิมะไปนานแล้ว!" แม่สามีแผדเสียงกลบเกลื่อนความตื่นตระหนกที่แล่นริ้วขึ้นมาในอก หลินหว่านเอ๋อร์ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นพิงผนังไม้ไผ่ แม้เรียวแรงจะแทบไม่มี แต่วิญญาณและมันสมองของกุนซือใหญ่ยังคงทรงพลัง นางกวาดสายตาสำรวจรอบกายอย่างรวดเร็ว ห้องหับคับแคบ ฝาผนังร้าวราด ลมหนาวพัดลอดช่องว่างเข้ามาบาดผิวจนเจ็บแสบ แต่อุปกรณ์เครื่องเรือนไม้เก่าๆ แม้จะผุพัง กลับถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ สะท้อนร่องรอยของความเป็นตระกูลใหญ่ที่เคยรุ่งเรืองแต่บัดนี้ตกอับถึงขีดสุด และชื่อที่แม่สามีเอ่ยถึงเมื่อครู่... *สวี่จ้านหนิง* มุมปากของหลินหว่านเอ๋อร์กระตุกขึ้นเล็กน้อย ชื่อนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก ในหน้าประวัติศาสตร์ยุคเปลี่ยนผ่าน เขาคืออดีตแม่ทัพผู้เหี้ยมโหดและเยือกเย็นดุจน้ำแข็งกัด ผู้ซึ่งกุมอำนาจเบ็ดเสร็จและลุกขึ้นมาปฏิรูปโครงสร้างอำนาจทั้งหมดจนสั่นสะเทือนแผ่นดิน แต่ใครเล่าจะล่วงรู้ว่า ในห้วงเวลาอันมืดมนและต่ำต้อยที่สุด บุรุษผู้แข็งแกร่งปานหินผานี้เคยมีภรรยาที่ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในชนบทกันดาร และนาง... คือสตรีผู้นั้น "ข้าทราบดีว่าสถานะของตนเองคือสิ่งใด" หลินหว่านเอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังอำนาจจนแม่สามีถึงกับหุบปากฉับ "แต่ท่านป้าควรจำใส่ใจไว้ให้ดีว่า คนเช่นหลินหว่านเอ๋อร์ ต่อให้ตกต่ำลงไปนอนคลุกฝุ่นถึงเพียงไหน ก็มิใช่ผู้ที่ใครจะหยิบฉวยชีวิตไปได้ตามอำเภอใจ... หากท่านยังอยากมีชีวิตอยู่ดูแลบุตรชายของท่านในวันข้างหน้า จงออกไปจากห้องนี้ แล้วหาอาหารที่กินได้มาให้ข้าเสีย" ความกดดันอันไร้รูปร่างแผ่ซ่านออกมาจากร่างผอมบางนั้น จนแม่สามีหน้าซีดเผือด นางถอยกรูดออกไปโดยไม่กล้าสบตากับดวงคู่นั้นอีก ก่อนจะกระแทกประตูปิดลงเสียงดังลั่น เมื่อความเงียบกลับคืนมา หลินหว่านเอ๋อร์ผ่อนลมหายใจยาวเหยียด นางยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ยังมีพิษไข้รุมเร้า เกมนี้ไม่ง่ายเลยจริงๆ ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความอดอยากและการกวาดล้างทางชนชั้น หนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนามและคมดาบ ทว่า... ในสายตาของอดีตกุนซือผู้กระหายความท้าทาย ยิ่งสถานการณ์ซับซ้อนและยากลำบากเพียงใด หมากตานี้จึงยิ่งน่าสนุกขึ้นเท่านั้น แกร็ก! ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูบ้าน ประตูไม้เก่าถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความปรานี ลมหนาวกรรโชกแรงพัดพาเกล็ดหิมะโปรยปรายเข้ามา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่รัฐสีหม่นที่เปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำค้างและกลิ่นอายคาวเลือดจางๆ บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาดั่งถูกแกะสลักจากน้ำแข็ง ไร้ซึ่งรอยยิ้ม แววตาดำสนิทคู่นั้นเย็นชาและดุดันดั่งพยัคฆ์ร้ายในฤดูหนาว เขาคือ *สวี่จ้านหนิง* ที่เพิ่งกลับมาจากเขตควบคุมพิเศษ! สวี่จ้านหนิงกวาดสายตาคมกริบมาหยุดนิ่งที่ร่างบนเตียง รัศมีกดดันแผ่ซ่ายจนอากาศแทบหยุดนิ่ง เขายกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยน้ำเสียงต่ำทุบกระด้างที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ดี... เช่นนั้น ข้าคงไม่ต้องเสียเวลาหย่ากับเจ้าเพื่อไปรับโทษทัณฑ์จากเบื้องบน... เซ็นหนังสือหย่าฉบับนี้เสีย แล้วไสหัวออกไปจากชีวิตของข้าซะ!" ************************************************** ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติมาด้วยกันนะคะ หวังว่าจะหลงรักกลยุทธ์และหัวใจของแม่นางหลินค่ะ - ส้มหวานมิติลับ
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือวังหลวงในม่านหมอกยุคตื่นตระกูล นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%