เสียงคำรามต่ำในลำคอของเครื่องจักรกลหนักขนาดมหึมาดังสนั่นกึกก้องไปทั่วผืนป่าดิบชื้น แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนสะท้านจนถึงขั้วหัวใจ ราวกับธรรมชาติกำลังกรีดร้องระคนโกรธเกรี้ยว ฟันเฟืองเหล็กกล้าและบุ้งกี๋ขนาดยักษ์พุ่งเข้าทำลายล้างหมู่ไม้ใหญ่ที่ยืนหยัดมานับร้อยปีอย่างไร้ความปรานี ทว่าท่ามกลางฝุ่นตลบอบอวลและกลิ่นไอของน้ำมันเครื่อง ร่างเพรียวบางในชุดลุยป่ามอมแมมกลับก้าวออกมายืนขวางกั้นกลางเส้นทางของรถแทรกเตอร์คันมหึมาอย่างไม่เกรงกลัวต่อความตาย
ทิวายืนหยัดหลังตรง แววตาดุดันฉายประกายกร้าวระคนชิงชัง เธอยกมือขึ้นส่งสัญญาณให้รถหยุด ขณะที่มืออีกข้างกำด้ามมีดพกแน่นจนข้อต่อกระดูกขึ้นสีขาวโพลน ศักดิ์ศรีและเลือดเนื้อของนักอนุรักษ์ไม่ยอมจำนนให้แก่ทุนนิยมป่าเถื่อนที่คิดจะเหยียบย่ำผืนแผ่นดินเกิดเป็นอันขาด
พลขับรถตักดินชะงัก ลังเลที่จะเหยียบคันเร่งต่อเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวขวางอยู่เบื้องหน้า แต่ทว่า... คำสั่งจากรถยนต์หรูอเนกประสงค์สีดำสนิทที่จอดนิ่งสนิทอยู่ริมแนวป่ากลับเด็ดขาดกว่า
กระจกมืดทึบของรถยนต์ราคาแพงเลื่อนลงช้าๆ เปิดเผยให้เห็นใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักของชายหนุ่มผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จ นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นเย็นชาไร้ก้นบึ้ง ราวกับหลุมพรางมรณะที่พร้อมจะกลืนกินทุกชีวิตที่ขวางทาง ศิลาปรายตามองหญิงสาวผู้บังอาจอาจหาญมาขวางหน้าจักรกลของเขา ราวกับเธอก็เป็นเพียงแค่มดปลวกตัวหนึ่งในอาณาจักรที่เขาสร้างขึ้น
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถ รองเท้าหนังราคาแพงเหยียบลึกลงบนพื้นดินเปียกชื้น เขาสวมเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นหนาและรอยสักสีเข้มที่โผล่พ้นปกเสื้อ สะท้อนความดิบเถื่อนที่ถูกขัดเกลาด้วยสูทราคาแพงได้อย่างลงตัว ศิลาสืบเท้าเข้ามาใกล้ทิวาเรื่อยๆ กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่ราคาแพงลอยปะทะลมหนาว ทำให้บรรยากาศรอบตัวตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก
"หลบไป..." น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้น เรียบเรื่อยแต่ทรงพลังกดดันจนคนฟังรู้สึกหายใจติดขัด
"ฉันไม่หลบ!" ทิวาเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาแข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ "ที่นี่คือเขตป่าสงวน พวกคุณไม่มีสิทธิ์เอาเครื่องจักรพวกนี้เข้ามาทำลายผืนป่า ถอยรถออกไปเดี๋ยวนี้!"
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีเพียงความเย้ยหยันและเหยียดหยาม เขาหยุดยืนห่างจากเธอเพียงแค่คืบ ส่วนสูงที่แตกต่างทำให้เขาโน้มตัวลงมามองเธอด้วยสายตาคุกคาม ราวกับราชสีห์กำลังจ้องมองเหยื่อตัวน้อยที่กำลังพยายามแยกเขี้ยวใส่
"สิทธิ์งั้นเหรอ?" ศิลาทวนคำ เสียงกระซิบพร่าต่ำแต่ทรงพลังอำนาจ "ในผืนป่าแห่งนี้... กฎหมายเดียวที่มีค่าที่สุด คือคำสั่งของฉัน ทิวา"
ทิวาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินเขาเรียกชื่อตนเองอย่างสนิทสนม ทั้งที่เธอไม่เคยบอกเขาเลยแม้แต่น้อย ความหวาดระแวงพุ่งพล่านขึ้นมาในอก แต่เธอก็ยังคงแข็งขืน "คุณรู้จักชื่อฉัน... แสดงว่าคุณรู้ว่าฉันเป็นใคร แต่ถึงอย่างนั้น คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาทำลายบ้านของฉัน!"
"บ้าน?" ศิลาแค่นAยิ้มหยัน นัยน์ตาดำมืดวับวาวด้วยประกายอันตราย มือหนาเอื้อมออกไปอย่างรวดเร็วจนทิวาหลบไม่พ้น ปลายนิ้วแข็งกระด้างราวกับคีมเหล็กฉวยคางสําอางของเธอไว้มั่น บังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างจำยอม แรงบีบที่คางนั้นทั้งเจ็บและทรงอำนาจจนเธอต้องนิ่วหน้า
"ปล่อยนะ! ไอ้คนไร้ยางอาย!" ทิวาตuาดลั่น พยายามใช้มือทุบตีแขนแกร่งที่ตรึงเธอไว้ แต่ศิลากลับไม่สะท้านเลยแม้แต่น้อย เขายิ่งออกแรงบีบกระชับแน่นขึ้น พร้อมกับโน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดรินอยู่บนพวงแก้มเนียน
"ปากดีนักนะ... ตัวแค่นี้ กล้าดียังไงมาสั่งห้ามฉัน?" ศิลาเอ่ยเสียงพร่าต่ำ แววตาคมกริบกวาดมองริมฝีปากที่กำลังเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความโกรธ
แรงดึงดูดอันตรายบางอย่างแผ่ซ่านออกมาระหว่างคนทั้งคู่ ท่ามกลางเสียงเครื่องจักรที่ยังคงคำรามและกลิ่นอายธรรมชาติ ความป่าเถื่อนของผู้ชายคนนี้กำลังบด
ขยี้ศักดิ์ศรีของเธอให้แหลกคามือ ศิลาจ้องมองความดื้อรั้นในแววตาคู่นั้นด้วยความรู้สึกที่ยากจะคาดเดา มีทั้งความหงุดหงิดรำคาญใจ... และแรงปรารถนาอันดิบเถื่อนที่ถูกจุดประกายขึ้นอย่างเงียบงัน
"ถ้าไม่อยากให้ป่าผืนนี้ราบเป็นหน้ากลองเร็วกว่ากำหนด..." ศิลาโน้มริมฝีปากลงไปกระซิบชิดใบหูของเธอ น้ำเสียงทุ้มพร่าเต็มไปด้วยพิษสงที่สั่นประสาท "ก็เลิกทำตัวเป็นศัตรู... แล้วมาเป็น 'ผู้หญิงของฉัน' บนเตียงซะดีๆ"
ทิวาเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนขยะแขยง เธอยังไม่ทันได้เปล่งเสียงปฏิเสธ ร่างบางก็ถูกกระชากเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างอย่างไร้ความปราณี แรงปะทะทำให้ลมหายใจเธอกระเจิดกระเจิง ศิลาไม่รอช้า เขาใช้มือหนาเพียงข้างเดียวรวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอไขว้หลังไว้ด้วยกันอย่างแน่นหนาด้วยพละกำลังมหาศาล ขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าที่ท้ายทอย ล็อกบังคับให้เธอรับสัมผัสจากเขาโดยไม่มีทางหนีรอด
ริมฝีปากร้อนผ่าวดุจเปลวเพลิงทาบทับลงมาปิดกั้นเสียงประท้วงทั้งหมดอย่างไร้ความปรานี รสจูบทั้งดิบเถื่อน ดุดัน และเอาแต่ใจ รุกรานเข้ามาในโพรงปากของเธออย่างจาบจ้วง ทิวาพยายามดิ้นรนสุดกำลัง สมองขาวโพลนด้วยความตื่นตระหนกและอับอาย แต่ยิ่งเธอขัดขืนมากเท่าไหร่... อ้อมแขนแกร่งที่โอบรัดรอบเอวก็ยิ่งรัดแน่นจนแผ่นหลังแนบชิดติดกับกายหนาที่ร้อนระอุราوกับเตาไฟ
สัมผัสอันตรายที่สั่นประสาทและเย้ายวนในคราวเดียวกัน ทำให้เรี่ยวแรงที่เคยมีมลายหายไปสิ้น ศิลากดจูบเน้นย้ำอย่างไร้ความปราณี บดขยี้เรียวปากนุ่มจนรับรู้ได้ถึงรสคาวเลือดจางๆ ก่อนที่เขาจะยอมผริมฝีปากออกช้าๆ อย่างนึกสนุก ทิ้งให้เธอยืนหอบหายใจโยนตัวโยนด้วยความสั่นสะท้าน
"จำรสชาตินี้ไว้ให้ดี..." ศิลาโน้มหน้าลงกระسิบชิดริมฝีปากที่บวมเจ่อ แววตาดำมืดระยับด้วยความพึงพอใจในชัยชนะ "เพราะต่อจากนี้... เธอจะได้ลิ้มรสมันจนกว่าฉันจะเบื่อ"
ทิวายังไม่ทันได้ตั้งสติหรือเอ่ยคำด่าทอใดๆ ออกมา เสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อของศิลาก็แผדเสียงดังขึ้นทำลายความเงียบ ชายหนุ่มละสายตาจากใบหน้าตื่นตระหนกของเธอเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูหน้าจอ
ทว่า... ทันทีที่สายตาดุคมกวาดมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ แววตานิ่งสงบของศิลากลับวาวโรจน์ขึ้นด้วยประกายอันตรายที่น่ากลัวยิ่งกว่าเดิม รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงจนทิวารู้สึกหนาวยะเยือกไปถึงไขสันหลัง
ศิลาหันกลับมามองเธอด้วยรอยยิ้มมุมปากที่เหี้ยมเกรียมยิ่งกว่าเดิม ก่อนจะกดรับสายแล้วกรอกเสียงทุ้มต่ำลอดไรฟันออกไปให้บุคคลปลายสายได้ยิน
"แกกล้ามากนะ... รณกร ที่ส่งหมากตัวนี้มาให้ฉันถึงถิ่น"
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในวังวนแห่งความมืดนี้ด้วยกันนะครับ
ดิบเถื่อนในรอยจูบ•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนผืนป่า
ผลงานโดย ภูริศร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ภูริศร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดิบเถื่อนในรอยจูบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
