กระดาษแผ่นหนาในมือของชายชุดดำไม่ได้ให้ความรู้สึกหนักอึ้งเท่ากับสายตาของคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขา—กรณ์
"คุณเมฆคงได้ยินชัดเจนแล้วนะครับ..." เสียงทุ้มต่ำแต่เย็นเฉียบเอ่ยขึ้น รอยยิ้มที่มุมปากของกรณ์ไม่ได้ส่งมาถึงดวงตาคู่คมที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและชัยชนะ "ที่ดินแปลงนี้ รวมถึงบ้านไม้หลังนี้ และแปลงผักอินทรีย์ที่ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจปลูกมันขึ้นมา... บัดนี้ได้เปลี่ยนมือมาเป็นของผมอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว"
เมฆนิ่งงัน ลมหายใจของเขาติดขัดชั่วขณะ ไม่ใช่เพราะความตกใจกลัว แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกค้อนมหึมาทุบลงกลางอก สมองของเชฟอดีตดาวรุ่งพยายามประมวลผลข้อมูล รอยต่อของสัญญาเช่าที่ยังเหลือเวลาอีกร่วมปี เหตุใดจึงถูกฉีกทิ้งได้ง่ายดายเช่นนี้ สายตาของเขาไม่ได้มองที่ตัวแทนจากธนาคาร แต่ทอดข้ามไหล่ของชายผู้นั้นไปยังแปลงผักสลัดออร์แกนิกที่กำลังเติบโตเขียวขจี ใบเรดโคนและกรีนโอ๊คที่เขาฟูมฟักมากับมือด้วยหยาดเหงื่อและใจรัก กำลังไหวเอนตามแรงลมที่เริ่มพัดกระโชกแรงขึ้นเรื่อยๆ
ท้องฟ้าเบื้องบนเปลี่ยนสีอย่างรวดเร็ว จากสีฟ้าใสกลายเป็นสีเทาเข้มอมดำ เมฆครึ้มทะมึนก่อตัวหนาแน่นจนน่ากลัว กลิ่นอายของโอโซนและไอฝุ่นดินลอยอบอวลปะปนมากับกระแสลมที่เริ่มแปรปรวน สัญชาตญาณของคนทำไร่เตือนภัยลึกๆ ว่า พายุลูกใหญ่ที่ไม่อยู่ในฤดูกาลกำลังจะพัดถล่มหุบเขาแห่งนี้แล้ว
"ผมคิดว่า... เราคงต้องคุยเรื่องนี้กันยาวครับคุณกรณ์" เมฆสูดหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทแต่ทรงพลังพอกลบเสียงลมที่เริ่มคำราม "แต่ตอนนี้ ดูเหมือนธรรมชาติจะไม่เป็นใจให้เรามานั่งเซ็นเอกสารขับไล่ใครนะครับ"
กรณ์ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างจากชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากโต้แย้ง เสียงฟ้าร้องคำรามก.ล.ไกรก็ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็นเสี่ยงๆ สายฝนเม็ดแรกขนาดใหญ่หล่นกระทบหลังคาสังกะสีเสียงดังสนั่น และตามมาด้วยหلافฝนที่เทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้ารั่วในชั่วพริบตา
"คุณกรณ์ครับ ถ้าไม่อยากติดอยู่ในหุบเขานี้จนออกไปไหนไม่ได้ ทางที่ดีควรกลับไปก่อนดีกว่าครับ" รินที่วิ่งฝ่าสายฝนเข้ามาสมทบพร้อมเสื้อกันฝนสีเหลืองอ่อนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเธอเจือความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ไม่ใช่เพราะการมาเยือนของกรณ์ แต่เป็นเพราะสภาพอากาศภายนอกที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วผิดธรรมชาติ
ชายชุดดำและกรณ์จำต้องถอยร่นขึ้นรถยนต์อเนกประสงค์คันหรูที่จอดอยู่ริมทางเข้าไร่ด้วยความทุลักทุเล แรงลมที่พัดกระโชกแรงทำให้กิ่งไม้ขนาดใหญ่หักโค่นลงมาขวางถนนทางออก เสียงหวีดหวิวของลมพายุแผดเผาบรรยากาศรอบตัวจนมืดมิดราวกับเวลากลางคืน
ภายในบ้านไม้หลังน้อย เมฆยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าต่างกระจกที่ถูกฝนซัดสาดอย่างหนัก เขามองออกไปข้างนอกด้วยหัวใจที่บีบรัด แปลงสมุนไพรพื้นบ้าน แปลงผักสลัดที่กำลังงาม และโรงเรือนเพาะกล้าที่เขาเพิ่งลงมือสร้างเมื่อสัปดาห์ก่อน กำลังถูกพายุฤดูร้อนนอกฤดูกาลโหมกระหน่ำซัดสาดอย่างไร้ความปรานี
"คุณเมฆ ไหวไหมครับ..." รินวางแก้วชาอุ่นๆ ลงบนโต๊ะไม้ เธอส่งสายตาห่วงใยมาให้ชายหนุ่มที่ยืนนิ่งดั่งรูปปั้น
"ผมเป็นห่วงพวกมันครับริน..." เมฆเอ่ยเสียงแผ่วเบา สายตาไม่ละไปจากแปลงผักข้างนอก "ผักพวกนั้น... เขาไม่มีทางเลือกเหมือนเรา พวกเขาต้องยืนหยัดรับมือกับพายุลำพัง"
ไม่รอช้า เมฆคว้าเสื้อกันฝนตัวเก่งและรองเท้าบูطยางคู่ใจ เขาเปิดประตูพุ่งออกไปท่ามกลางสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง แรงลมปะทะร่างจนเซถลาแต่เขายังคงฝ่าฝืนวิ่งตรงไปยังแปลงผักสลัด รินพยายามห้ามแต่เมื่อเห็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของชายหนุ่ม เธอกลับตัดสินใจคว้าอุปกรณ์และวิ่งตามออกไปช่วยทันที
ทั้งสองคนช่วยกันขึงตาข่ายพลาสติกและตอกหลักยึดโรงเรือนเพาะกล้าอย่างทุลักทุเล ท่ามกลางเสียงฟ้าคำรามและสายฝนที่สาดซัดจนมองแทบไม่เห็นทาง เมฆใช้ร่างของตนเองบังลมที่พัดกระชากโครงเหล็กอย่างสุดกำลัง มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักกำเสาไม้ไว้แน่น แม้ความหนาวเย็นจะแทรกซึมเข้าสู่กระดูก แต่ความอบอุ่นและความเด็ดเดี่ยวในแววตาของเขากลับไม่เคยลดลงเลย
ผ่านไปเกือบสองชั่วโมงเต็มที่พายุโหมกระหน่ำ ก่อนที่มันจะค่อยๆ สงบลงหลงเหลือเพียงละอองฝนปรอยๆ และความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้
เมฆยืนหอบหายใจถี่อยู่ท่ามกลางโคลนตม สภาพของเขาเปียกปอนไปทั้งตัว ใบเลื่อยและก้านผักจำนวนมากหักโค่นราบคาบไปกับพื้นดิน หยาดน้ำตาผสมกับน้ำฝนไหลอาบแก้มของชายหนุ่ม ความเหนื่อยล้าทางร่างกายยังไม่เท่าความรู้สึกสูญเสียที่กัดกินหัวใจ ความพยายามหลายเดือนพังทลายลงในชั่วพริบตาเดียว
รินเดินเข้ามาแตะไหล่เขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลม ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของทั้งคู่ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงหยดน้ำที่ไหลรินจากชายคา
แต่ในขณะที่เมฆกำลังก้มมองความเสียหายด้วยความสิ้นหวังอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครบางคนก็ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงัน...
เมฆเงยหน้าขึ้นมองผ่านหมอกฝนจางๆ ที่ปกคลุมทางเข้าไร่ ร่างของชายสูงวัยผู้หนึ่งในชุดสูทกันฝนราคาแพงกำลังก้าวเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ใบหน้าเรียบนิ่งแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย และเมื่อชายผู้นั้นถอดฮู้ดออก เมฆก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด... เพราะเขาคือ "คุณปู่ทิว" อดีตเจ้าของที่ดินผู้ล่วงลับที่ทุกคนต่างเข้าใจว่าท่านเสียชีวิตไปแล้วเมื่อสามปีก่อน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง ฝ่าพายุและหยาดฝนไปพร้อมกับไร่สุขกลางไอหมอกในตอนนี้นะครับ
ไร่สุขกลางไอหมอก: สูตรลับฉบับฟาร์มเมอร์•ตอนที่ 5
พายุที่คาดไม่ถึง
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ไร่สุขกลางไอหมอก: สูตรลับฉบับฟาร์มเมอร์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!