กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยกับท่านอ๋องผู้โดดเดี่ยวกลางพายุปฏิวัติ•ตอนที่ 1

ม่านหมอกแห่งการเกิดใหม่

ผลงานโดย ส้มหวานมิติลับ
กลิ่นอับชื้นของฟางข้าวเก่าและกลิ่นสาบโคลนที่อบอวลอยู่ปลายจมูก ช่างแตกต่างจากกลิ่นหอมของกำยานมวลบุปผาในตำหนักกุนซืออันวิจิตรตระการตาลิบลับ สัมผัสหยาบกร้านของเนื้อผ้าฝ้ายหยาบสีตุ่นที่เสียดสีกับผิวเนื้อกาย ย้ำเตือนสติของหลินเหม่ยอิงให้ตระหนักถึงความจริงอันโหดร้าย—นางหาได้อยู่ในค่ายกลศึกหรือราชสำนักต้าฉีอันเรืองรองอีกต่อไปแล้ว หากแต่ดวงจิตของอดีตกุนซือหญิงผู้กุมชะตาแผ่นดิน กลับถูกดึงรั้งให้มาสิงสถิตอยู่ในร่างของหญิงสาวชาวนาแห่งยุคทศวรรษที่เจ็ดสิบ ที่แม้แต่ลมหายใจยังต้องระทดระทวยอยู่ภายใต้เงาความกดขี่ "อีเด็กไร้ค่า! นอนอืดอาดเป็นผีตายซากอยู่ได้! งานในลานตากธัญพืชยังกองเป็นภูเขาเลน หากตะวันลับขอบฟ้าแล้วเจ้ายังคัดแยกเมล็ดข้าวสาลีไม่เสร็จสามกระสอบนี้ วันนี้ก็ไสหัวไปนอนคอกหมูเสียเถอะ อย่าหวังจะได้ซดน้ำแกงมันกากหมูแม้แต่หยดเดียว!" เสียงแหลมสูงบาดแก้วหูของ 'จางซื่อ' ผู้เป็นแม่เลี้ยงดังทะลุประตูไม้ไผ่ผุพังเข้ามา พร้อมกับเสียงทุบกระแทกธรณีประตูด้วยท่อนไม้ฟืนอย่างเกรี้ยวกราด แรงสั่นสะเทือนนั้นสะท้อนถึงความเกลียดชังที่สั่งสมมาเนิ่นนาน หลินเหม่ยอิงยังคงนอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งกระด้าง ดวงตาหงส์ที่เคยทอดมองแผนที่ยุทธศาสตร์ด้วยความเฉียบขาด ค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ นัยน์ตาคู่นั้นมิได้มีความตื่นตระหนก หวาดกลัว หรือร่ำไห้คร่ำครวญตามสัญชาตญาณของเจ้าของร่างเดิมแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี และความคมกริบราวกับใบมีดซ่อนเร้นในฝัก ในสมองของนาง ความทรงจำอันกระจัดกระจายของเจ้าของร่างเดิมกำลังถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ร่างนี้มีชื่อแซ่เดียวกัน นามว่า 'หลินเหม่ยอิง' บุตรสาวผู้ถูกลืมเลือนแห่งตระกูลหลิน ในยุคสมัยที่บ้านเมืองกำลังขับเคลื่อนด้วยการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ทุกคนต่างหวาดกลัวการถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกชนชั้นนายทุน ครอบครัวตระกูลหลินจึงใช้ความรุนแรงกดขี่ข่มเหงเหม่ยอิงสารพัด เพื่อใช้เป็นเครื่องมือระบายความอัดอั้นตันใจ และเพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อแนวคิดสังคมนิยมจอมปลอมของตนเอง มุมปากเรียวบางยกยดขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา มันช่างเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันที่ทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก *รังแกสตรีไร้ทางสู้ในยุคสมัยที่ไร้ซึ่งความปรานีเช่นนี้หรือ? ช่างน่าขันนัก... คนพวกนี้คงไม่รู้ว่าตนเองกำลังเล่นสนุกอยู่บนปากเหวแห่งความหายนะ* เหม่ยอิงขยับตัวลุกขึ้นช้าๆ นางสำรวจเรือนร่างที่ผอมโซจนแทบเหลือแต่กระดูก เสื้อผ้าเก่าๆ ปะชุนจนแทบหาเค้าเดิมไม่ได้ แต่มือเรียวบางที่ผ่านการทำงานหนักมานั้น กลับขยับจัดระเบียบชายเสื้อด้วยท่าทีสง่างามราวกับพระสนมเอกกำลังเสด็จออกว่าราชการในท้องพระโรง แม้จะเป็นชุดชาวนาเนื้อหยาบ แต่วรกายระหงและการเคลื่อนไหวที่เปี่ยมด้วยทรวดทรงอันเย้ายวนแต่ทว่าองอาจ กลับแผ่กลิ่นอายของอำนาจที่ไม่อาจปิด เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเรือนพัก แสงแดดจัดจ้าของยามบ่ายสาดส่องลงมากระทบผิวหน้า จางซื่อที่ยืนเท้าสะเอวรออยู่หน้าลานบ้านถึงกับชะงักงัน นางรู้สึกราวกับถูกสายตาคู่หนึ่งเฉือนเฉือนเนื้อหนังโดยไม่ต้องใช้ศาสตราวุธ ความดุดันในแวบแรกของแม่เลี้ยงเปลี่ยนเป็นความรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด เมื่อเห็นบุตรสาวที่เคยขลาดกลัวและก้มหน้ายอมรับชะตากรรมมาตลอด เดินออกมาด้วยท่าทีสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับลึกล้ำราวกับหุบเหวไร้ก้นบึง "มองหน้าข้าทำไมอีตัวดี? อยากกินไม้เรียวเพิ่มอีกสักทีใช่ไหม!" จางซื่อส่งเสียงแหลมกลบเกลื่อนความหวั่นไหว พลางพยักเพยิดไปยังกองกระสอบข้าวสาลีที่สุมอยู่กลางลานดิน "รีบไปจัดการเสีย! อย่าให้ข้าต้องโมโหซ้ำสอง" เหม่ยอิงไม่เอ่ยคำใด นางกวาดสายตาสำรวจสภาพแวดล้อมโดยรอบอย่างรวดเร็ว แปลงนาขั้นบันได ภูเขาหัวโล้นที่ถูกตัดไม้ทำลายป่าเพื่อสนองนโยบายรัฐ และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดเล็กที่ตั้งอยู่ตีนเขา ซึ่งมีกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ยุค 70 ของจีนแผ่นดินใหญ่—ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยความผันผวน ความอดอยาก และการเมืองที่ร้อนระอุ นี่คือกระดานหมากกระดานใหม่ที่สวรรค์ประทานมาให้ และนาง... จะไม่ยอมเป็นเบี้ยที่ถูกเขี่ยทิ้งอย่างเด็ดขาด "ท่านแม่บอกให้ข้าคัดแยกข้าวสาลีสามกระสอบนี้ให้เสร็จก่อนตะวันตกดินใช่หรือไม่คะ" น้ำเสียงของเหม่ยอิงนุ่มนวล ก้องกังวาน และราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ากลับสร้างแรงกดดันให้ผู้ฟังจนน่าประหลาด จางซื่อขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "รู้แล้วยังไม่รีบทำอีก!" "ย่อมได้ค่ะ" เหม่ยอิงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มปานบุปผาแรกแย้ม ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยพิษสงที่พร้อมจะแผดเผาทุกคนให้มอดไหม้ "แต่ก่อนจะเริ่มงาน ข้าเกรงว่าเราควรมาตกลง 'กฎเกณฑ์' บางอย่างเสียก่อน เพื่อที่ภายภาคหน้า... ท่านจะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง" คำพูดนั้นทำให้จางซื่อถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง อีเด็กนี่กล้าต่อปากต่อคำนางหรือ? ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนแทบขาดผึ่ง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงของใครบางคนก็ดังขึ้นจากทางตรอกแคบหน้าบ้าน ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อแจ็กเกตสีเขียวขี้ม้าซีดจางและกางเกงขายาวผ้าฝ้ายหนา ปรากฏขึ้นท่ามกลางฝุ่นตลบยามบ่าย สันจมูกโด่งคมเป็นสันรับกับริมฝีปากหยักลึกที่เม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง นัยน์ตาคู่นั้นเย็นชาและดุดันราวกับพญาอินทรีที่เพิ่งบินกลับจากสนามรบ นั่นคือ 'ฉินจวินหยาง' อดีตนายทหารผู้ถูกลดขั้นและเนรเทศให้มาคุมคนงานในโรงงานรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ บุรุษผู้ถูกตราหน้าว่าเป็นพวกปฏิกิริยาและไร้อนาคต บุรุษผู้ที่ในอนาคตจะกุมอำนาจเศรษฐกิจและการเมืองครึ่งหนึ่งของประเทศไว้ในกำมือ จวินหยางหยุดฝีเท้าลง สายตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ตรงหน้า ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างระหงของหลินเหม่ยอิงที่ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางลานดิน ความนิ่งสงบและรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากสตรีตรงหน้า ทำให้สัญชาตญาณนักรบของเขาตื่นตัวขึ้นทันที เหม่ยอิงหันไปสบตาเข้ากับบุรุษผู้มาใหม่พอดี นัยน์ตาทั้งสองคู่ประสานกันในความเงียบงัน ราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่ากลางฤดูร้อน ท่ามกลางบรรยากาศที่กดดันและชวนอึดอัด ฉินจวินหยางก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุบต่ำทรงอำนาจ ที่ทำเอาหัวใจของทุกคนในละแวกนั้นหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม "เกิดอะไรขึ้นที่นี่? ใครเป็นคนสั่งให้กักขังและใช้ความรุนแรงกับสตรีผู้นี้... ในเมื่อทางการมีคำสั่งชัดเจนว่าห้ามกระทำการป่าเถื่อนเช่นนี้ในเขตรับผิดชอบของฉัน" น้ำเสียงนั้นเยือกเย็นจนน่ากลัว ทว่าสิ่งที่ทำให้เหม่ยอิงหัวใจกระตุกวูบมิใช่คำพูดทวงความยุติธรรมนั้น หากแต่เป็นกระดาษแผ่นเล็กๆ ที่ฉินจวินหยางถืออยู่ในมือซ้าย—มันคือ 'จดหมายลับ' ตราประทับครั่งสีแดงสดจากกองบัญชาการกลางปักกิ่ง ที่ส่งตรงมาถึงมือเขาเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน และเนื้อความในนั้น... ระบุชื่อของ 'หลินเหม่ยอิง' เอาไว้ด้วยตัวอักษรสีชาดที่อ่านแล้วต้องสะเทือนไปถึงบัลลังก์! *** ส้มหวานมิติลับขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางข้ามมิติเวลาไปพร้อมกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (ส้มหวานมิติลับ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงแห่งยุคสมัยกับท่านอ๋องผู้โดดเดี่ยวกลางพายุปฏิวัติ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%