วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 8

กวีพเนจรในห้องกระจก

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระดาษ A4 นับสิบแผ่นที่ถูกขยำเป็นก้อนกลม แล้วโยingลงสู่ตะกร้าสานมุมห้อง คือจังหวะดนตรีเดียวที่ดังแข่งกับเสียงแอร์คอนดิショเนอร์ในเวลานี้ อคิราห์ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมอง แม้จะรู้ดีว่าประตูห้องกระจกบานเลื่อนถูกผลักเปิดออกด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบราวกับผู้มาใหม่ไม่ต้องการรบกวน แต่เขารู้จักกลิ่นน้ำหอมกลิ่นเบอร์กาม็อตเจือจางผสมกลิ่นกระดาษเก่าของคนๆ นั้นดีเสียยิ่งกว่าเสียงฝีเท้า "ถ้าต้นฉบับบทที่แปดของคุณยังวนเวียนอยู่กับการพรรณนาถึงหยาดน้ำค้างบนกลีบกุหลาบ ผมเกรงว่าเราคงต้องทบทวนสัญญาตีพิมพ์เล่มนี้ใหม่" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดังขึ้นจากมุมหนึ่งของห้องกระจกใส ปราชญ์ยืนกอดอกพิงกรอบกระจกที่สะท้อนเงาตึกสูงระฟ้าเบื้องล่าง แสงนีออนสีขาวนวลจากเพดานตกกระทบลงบนกรอบแว่นโลหะบางเฉียบ สะท้อนประกายความคมกริบที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตานิ่งสงบ อคิราห์หยุดปลายนิ้วที่ค้างอยู่บนแป้นพิมพ์ เขาค่อยๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนัง หมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับบรรณาธิการบริหารผู้ไร้ที่ติคนนั้น ดวงตาคมกริบของกวีหนุ่มพินิจพิเคราะห์ใบหน้าเรียบเฉยของอีกฝ่าย ราวกับกำลังพยายามแกะเปลือกห่อของขวัญที่ถูกปิดตายด้วยซีลขี้ผึ้งหนาเตอะ "หยาดน้ำค้างมันเรียบง่ายเกินไปสำหรับคุณสินะครับ... หรือว่าความจริงแล้ว คุณแค่กลัวความเปียกชื้นของมัน" อคิราห์เอ่ยสวนขึ้นทันควัน น้ำเสียงเจือรอยยิ้มหยันเล็กน้อยที่มุมปาก "บรรณาธิการปราชญ์ผู้ไม่เคยปล่อยให้เนคไทเบี้ยวแม้แต่มิลลิเมตรเดียว" ปราชญ์ไม่สะดุ้งสะเทือน เขาเดินช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่รกเรื้อไปด้วยกองหนังสือ诗 (กวีนิพนธ์) สายตาสีเข้มกวาดมองข้อความบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ผ่านเลนส์แว่นเพียงแวบเดียว ก่อนจะหยุดสายตานิ่งที่ใบหน้าของอคิราห์ "ความเปียกชื้นไม่ได้ทำให้งานเขียนมีคุณค่า อคิราห์... ความแม่นยำต่างหากที่ทำให้มันคงอยู่" ปราชญ์หยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำเล่มเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพลิดู "คุณกำลังใช้บทกวีเป็นเครื่องมือระบายความเปราะบางในอดีตของคุณ แต่งานระดับ Best Seller ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยน้ำตา มันสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างที่คำนวณมาอย่างดี" คำพูดนั้นเฉียบคมราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ มันบาดลึกเข้าไปในความรู้สึกของอคิราห์ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้อคิราห์สะดุดใจ สิ่งที่ทำให้หัวใจของกวีหนุ่มกระตุกวาบ คือการที่เขาบังเอิญสังเกตเห็นมือของปราชญ์ที่ถือสมุดบันทึกเล่มนั้น... มันกำลังสั่นน้อยๆ อย่างควบคุมได้ยาก อคิราห์หรี่ตาลง สัญชาตญาณของนักเขียนที่อ่านลึกลงไปในจิตมนุษย์ทำงานทันที *ผู้ชายคนนี้... กำลังซ่อนอะไรบางอย่าง* "โครงสร้างที่คำนวณมาอย่างดี..." อคิราห์ทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยนัยยะ "คุณพูดเหมือนกับว่าความรู้สึกของมนุษย์เป็นเพียงตัวเลขในสมการทางบัญชีที่คุณต้องตรวจทาน บรรณาธิการปราชญ์... บอกผมหน่อยสิครับ ว่าภายใต้สูตรสำเร็จที่คุณใช้คัดกรองต้นฉบับนับร้อย มีสักหน้าไหมที่คุณเขียนมันขึ้นมาจากความเจ็บปวดจริงๆ ไม่ใช่แค่การร้อยเรียงคำสวยหรูเพื่อเอาใจตลาด" บรรยากาศในห้องกระจกพลันลดอุณหภูมิลงอย่างฉับพลัน แสงไฟนีออนดูราวกับจะสطางขึ้นมาในความเงียบงันที่เข้าปกคลุม ปราชญ์ชะงักมือที่กำลังจะวางสมุดบันทึกลง เขานิ่งค้างไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยราบเรียบปรากฏรอยร้าวบางๆ ไหวระริกชั่วเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกกลบฝังด้วยม่านตาที่กลับมาเย็นชาดังเดิมอย่างรวดเร็ว "คุณคิดว่าผมไม่รู้จักความเจ็บปวดงั้นหรือ" ปราชญ์โน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนอคิราห์ได้กลิ่นเบอร์กาม็อตชัดเจนขึ้น "คุณต่างหากอคิราห์ ที่ใช้ความเจ็บปวดเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ใครเข้าใกล้... คุณพายเรือวนอยู่ในอ่างความทรงจำวัยเด็ก แล้วคิดว่านั่นคืออิสรภาพทางจิตวิญญาณ" คำพูดนั้นตรงเป้าจนอคิราห์รู้สึกราวกับถูกกระชากหน้ากาก ความโกรธแล่นริ้วขึ้นมาผสมผสานกับความปรารถนาอันแปลกประหลาดที่จะพังทลายกำแพงของคนตรงหน้า อคิราห์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ทำให้ทั้งสองอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน กลิ่นอายความเป็นชายและอุดมการณ์ที่แตกต่างสุดขั้วปะทะกันกลางอากาศราวกับประจุไฟฟ้าขั้วบวกและขั้วลบที่ดึงดูดกันอย่างบ้าคลั่ง "ถ้าผมมันโง่เขลาที่เอาความจริงมาเขียน... ทำไมคุณถึงต้องแก้คำว่า *'ความคิดถึง'* ในบทที่ห้าเป็น *'ความทรงจำที่เลือนราง'* ด้วยล่ะครับ" อคิราห์ก้าวเข้าไปอีกก้าวหนึ่ง จนหน้าอกเกือบชิดกับขอบโต๊ะทำงาน "กลัวเหรอครับ... กลัวว่าถ้าปล่อยให้คำว่าความคิดถึงมันชัดเจนเกินไป มันจะไปสะกิดแผลเป็นอะไรบางอย่างที่คุณพยายามกลบฝังไว้ใต้สูตรสำเร็จพวกนั้น" ปราชญ์นิ่งงัด สันกรามของชายหนุ่มขบเข้าหากันแน่นจนเป็นสันนูน ดวงตาสองคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ในห้องกระจกที่สะท้อนภาพตึกสูงระฟ้าและแสงไฟยามค่ำคืนของเมืองใหญ่ ทั้งสองยืนประจันหน้ากันอย่างหมิ่นเหม่ ความเงียบระหว่างพวกเขากำลังกรีดร้องด้วยถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย ปราชญ์เบือนสายตาหนีไปทางอื่นก่อนชั่วพริบตา นั่นคือสัญญาณความพ่ายแพ้ครั้งแรกที่อคิราห์สังเกตเห็นจากชายผู้สมบูรณ์แบบคนนี้ บรรณาธิการหนุ่มยกมือขึ้นดันกรอบแว่นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าลงกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย "คุณไม่มีทางเข้าใจหรอก อคิราห์... บางคำพูด ถ้าปล่อยให้มันหลุดออกมา มันไม่ได้แค่ทำลายกระดาษ แต่มันสามารถทำลายคนที่คุณรักได้ทั้งเป็น" อคิราห์ขมวดคิ้ว "ใคร? ใครที่คุณกำลังปกป้องด้วยการซ่อนความรู้สึกตัวเองไว้หลังตัวเลขพวกนั้น หรือว่า..." ยังไม่ทันที่อคิราห์จะได้ตั้งคำถามจนจบประโยค เสียงเคาะประตูกระจกสามครั้งก็ดังขึ้นขัดจังหวะบรรยากาศที่ตึงเครียดถึงขีดสุด *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทั้งคู่หันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกัน ร่างของเลขานุการสาวก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกเล็กน้อย มือเรียวยื่นซองเอกสารสีน้ำตาลทึบที่ไร้ชื่อผู้ส่งให้แก่ปราชญ์ "ท่านบรรณาธิการค่ะ... มีเอกสารด่วนส่งตรงจากสำนักงานกฎหมายใหญ่ครับ จ่าหน้าซองถึงคุณปราชญ์โดยเฉพาะ และ... มีข้อความสลักด้วยลายมือแนบมาท้ายซองด้วยค่ะ" ปราชญ์รับซองเอกสารนั้นมาด้วยมือที่นิ่งสนิท แต่เมื่อเขาพลิกดูด้านหลังซองและกวาดสายตาอ่านข้อความสั้นๆ ที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ นั้น สีหน้าของชายผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใดกลับซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกตะลึงที่ปิดไม่มิด อคิราห์สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงนั้นทันที เขาก้าวเข้าไปใกล้แล้วชะโงกหน้ามองข้ามไหล่ปราชญ์ ดวงตาคมกวาดอ่านข้อความสั้นๆ บนกระดาษแผ่นเล็กที่แนบมาด้วย *“คดีอุบัติเหตุเมื่อสิบปีก่อนกำลังถูกรื้อฟื้น... และหลักฐานชิ้นสุดท้าย อยู่ในต้นฉบับบทที่ 50 ของคุณ”* ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านถ้อยคำและรอยจารึกนี้ไปด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%