กลิ่นกระดาษสาและหมึกพิมพ์ราคาแพงลอยอบอวลอยู่หลังบานกระจกฝ้าของห้องทำงานบรรณาธิการบริหาร แต่มันไม่อาจกลบกลิ่นอายความอึดอัดที่แผ่ซ่านออกมาจากซองเอกสารสีน้ำตาลบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊กตัวใหญ่ได้
"คุณเรียงมันใหม่ทั้งหมดสี่รอบ... อคิราห์"
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบไร้คลื่นอารมณ์ดังขึ้นจากหลังแล็ปท็อปแบรนด์หรู ปราชญ์ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้มาเยือน นิ้วเรียวยาวใต้เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นอย่างประณีตยังคงเคาะลงบนแป้นพิมพ์เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงนาฬิกาที่กำลังนับถอยหลังเวลาชีวิตของงานเขียนตรงหน้า
อคิราห์ยืนนิ่งอยู่เบื้องหน้าโต๊ะทำงานนั้น ร่างโปร่งในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวสีเข้มยังคงมีหยดน้ำค้างเกาะพราวจากสายฝนปรอยด้านนอก ดวงตาคมปลาบสีสนิมกวาดมองไปทั่วห้องที่ไร้ซึ่งความไร้ระเบียบ ทุกสิ่งถูกจัดวางอย่างมีมุมองศาและเหตุผลรองรับ เช่นเดียวกับตัวตนของชายผู้ครองห้องนี้
"ไม่ใช่แค่เรียงใหม่ครับ คุณปราชญ์... ผมรื้อโครงสร้างของมันตั้งแต่รากเหง้า" อคิราห์ตอบ น้ำเสียงของเขานุ่มนวลแต่หนักแน่น เจือความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก "วรรณกรรมร่วมสมัยไม่ได้ต้องการบทกวีที่ไพเราะจนไร้พิษสง แต่มันต้องการเสียงกรีดร้องที่ซ่อนอยู่ใต้พรมความสุภาพเรียบร้อยต่างหาก"
ปราชญ์หยุดพิมพ์ทันที ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่ระหว่างคนทั้งสอง ชายหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งบรรณาธิการบริหารค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แว่นตากรอบทองสะท้อนแสงไฟนีออนสีนวลเผยให้เห็นดวงตาคมกริบที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นและเฉียบขาด เขามองซองเอกสารนั้นราวกับมันเป็นวัตถุอันตรายที่หลุดรอดเข้ามาในเขตปลอดเชื้อ
"เสียงกรีดร้อง?" ปราชญ์ทวนคำ มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ชวนให้รู้สึกหนาวสันหลังวาบ "คุณคิดว่าสำนักพิมพ์ของเราพิมพ์วารสารสำหรับระบายอารมณ์ของกวีตกอับอย่างนั้นหรือ? สิ่งที่คุณเขียนมา... อคิราห์ มันไม่ใช่บทกวี มันคือความระพลัดระเปรของคนที่ควบคุมความทรงจำวัยเด็กของตัวเองไม่ได้ต่างหาก"
คำพูดนั้นคมกริบราวกับใบมีดที่กรีดลงบนแผลเป็นเก่า อคิราห์รู้สึกได้ถึงเลือดที่สูบฉีดขึ้นมาบนใบหน้า แต่เขากลับเลือกที่จะหัวเราะเบาๆ ในลำคอเพื่อกลบเกลื่อนความไหววูบในดวงตา
"คุณมักจะมองหาความสมบูรณ์แบบในกรอบที่สังคมขีดไว้เสมอสินะครับ... ปราชญ์ คุณกลัวอะไรกันแน่? กลัวว่าความดิบเถื่อนของภาษาจะไปทำลายภาพลักษณ์ตระกูลผู้ดีเก่าของคุณ หรือกลัวว่าหัวใจที่ด้านชาของคุณจะเผลอสะเทือนไปกับบทกวีที่ผมเขียนกันแน่"
ปราชญ์ไม่แสดงอาการโกรธเคืองแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อยพิจารณาชายหนุ่มตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง จิตวิทยาและสามัญสำนึกบอกเขาว่าอคิราห์กำลังใช้ความก้าวร้าวอำพรางความเปราะบางภายใน แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้ผลงานของกวีหนุ่มคนนี้อันตราย—และน่าดึงดูดใจอย่างประหลาดในฐานะบรรณาธิการ
"ความกลัวเหรอ?" ปราชญ์ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปทำให้เขากลายเป็นผู้ควบคุมพื้นที่โดยสมบูรณ์ เขาก้าวช้าๆ อ้อมโต๊ะทำงานเข้ามาหยุดยืนห่างจากอคิราห์เพียงแค่ก้าวเดียว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมกับความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศลอยแตะจมูก "ผมไม่ได้กลัวความดิบเถื่อน อคิราห์... ผมแค่เกลียดความมักง่ายที่ซ่อนอยู่หลังคำว่า 'ศิลปะเสรี' งานของคุณมีทักษะ มีประกายไฟ แต่มันไร้ทิศทาง คุณใช้คำพูดทำร้ายคนอ่านเพื่อเรียกร้องความสนใจ เหมือนเด็กที่ทุบทำลายข้าวของเพราะอยากให้พ่อแม่หันมามอง"
บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะตัดขาดได้ด้วยมีด อคิราห์ไม่ได้ถอยหลังหนี เขากลับก้าวเข้าไปประชิดอีกนิดจนระยะห่างลดลงเหลือเพียงคืบเดียว ดวงตาทั้งคู่ประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร ไฟในตัวตนของทั้งสองขั้วกำลังปะทะกันอย่างเงียบเชียบ
"ถ้าอย่างนั้น... ทำไมมือที่ถือปากกาของคุณถึงกำลังสั่นตอนที่เปิดอ่านหน้าแรกเมื่อกี้ล่ะครับ?" อคิราห์กระซิบเสียงแผ่วเบา รอยยิ้มท้าทายปรากฏชัดบนเรียวปาก
ปราชญ์ชะงักไปเล็กน้อย สายตาคมกวาดมองริมฝีปากที่ขยับพูดก่อนจะเลื่อนกลับมาสบตา ปฏิกิริยาทางจิตวิทยาบอกเขาว่าอคิราห์อ่านเขาขาด แต่ในขณะเดียวกัน ปราชญ์ก็รู้ดีว่าเขากำลังสนใจกวีหนุ่มคนนี้มากกว่าที่กฎระเบียบของสำนักงานจะอนุญาต
ก่อนที่ปราชญ์จะได้เอ่ยปากตอบโต้ เสียงเคาะประตูก็จلดขึ้นสามครั้งอย่างเร่งรีบ ก่อนที่ประตูบานใหญ่จะถูกผลักเปิดออกโดยไม่รอรับคำอนุญาต
เลขาหน้าห้องก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าซีดเผือด ในมือถือแท็บเล็ตที่หน้าจอแสดงข้อความแจ้งเตือนสีแดงฉาน
"ท่านบรรณาธิการครับ... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ มีคนส่งต้นฉบับปริศนาชิ้นหนึ่งเข้ามาผ่านระบบคลาวด์ส่วนกลางของสำนักพิมพ์เมื่อหนึ่งนาทีที่แล้ว และ... และมันมีลายเซ็นดิจิทัลของคุณพ่อคุณประทับอยู่ครับ"
ปราชญ์ขมวดคิ้วมุ่นทันที ละสายตาจากอคิราห์ชั่วขณะ "พ่อฉันเสียชีวิตไปสามปีแล้ว จะมีต้นฉบับอะไรส่งมาตอนนี้?"
เลขาหน้าซีดกว่าเดิม ยื่นแท็บเล็ตให้ปราชญ์ด้วยมือที่สั่นเทา "ไม่ใช่แค่ต้นฉบับครับ... แต่ในนั้นมีบันทึกข้อความระบุไว้ชัดเจนว่า *'จงตีพิมพ์งานของอคิราห์บทนี้ มิฉะนั้นความลับเรื่องกองทุนมูลนิธิจะถูกเปิดเผย'* ครับ"
อคิราห์หันขวับกลับไปมองหน้าปราชญ์ทันที เห็นประกายความตกใจวาบขึ้นในดวงตานิ่งสงบนั้นเป็นครั้งแรก
---
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากแรกไปพร้อมกับผมนะครับ
วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย•ตอนที่ 1
บทนำ: สุ้มเสียงที่ไร้ผู้ฟัง
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูในรอยจารึก: ถ้อยคำที่ไม่อาจเอ่ย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!