สถาปนิกสาวกับยัยผู้กำกับจอมเฮี้ยบ•ตอนที่ 1

พิมพ์เขียวแรกที่ไร้ระเบียบ

ผลงานโดย ดอกเดซี่ริมทาง
กลิ่นอับของฝุ่นผงไม้เก่าและคราบสนิมสีแดงอิฐไม่ได้ทำให้พิมพ์มาดารู้สึกหงุดหงิดเท่ากับเสียงรองเท้าส้นสูงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะจะโคนอันน่ารำคาญใจ "คุณไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องโครงสร้างตรงนั้นค่ะ สถาปนิกพิมพ์มาดา" เสียงทุ้มต่ำแต่ราบเรียบจนเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง โดยไม่ต้องหันไปมอง เจ้าของนามปากกา "ดอกเดซี่ริมทาง" ขอคอนเฟิร์มตรงนี้เลยว่า รสา ผู้กำกับสาวมือทองคนนี้ พกพาออร่าความน่าหมั่นไส้มาเต็มพิกัดตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาในโรงละครเก่าแก่แห่งนี้จริงๆ ค่ะ พิมพ์มาค่อยๆ หมุนตัวกลับช้าๆ ปล่อยให้ปลายนิ้วเรียวที่เปื้อนฝุ่นจากการสำรวจคานเหล็กดั้งเดิมละออกจากผิวสัมผัส เธอปัดเศษผงออกจากเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะส่งยิ้มมุมปากที่เป็นเอกลักษณ์ประจำตัวไปให้ผู้มาใหม่ "อ้าว นึกว่าใคร ที่แท้ก็คุณผู้กำกับจอมเผด็จการนี่เองนะคะ" พิมพ์มาดาลากเสียงยาวอย่างจงใจกวนประสาท "ถ้าฉันไม่แตะ แล้วโครงสร้างที่ผุกร่อนนี่จะรับน้ำหนักฉากอลังการงานสร้างของคุณไหวไหมล่ะคะคุณรส หรือว่าคุณชอบศิลปะแบบที่พังครืนลงมาทับนักแสดงกลางเวที ถึงได้หวงพื้นที่ตรงนี้นัก" รสาขยับแว่นกรอบทองบางเฉียบขึ้นเล็กน้อย ดวงตากลมโตภายใต้เลนส์คู่นั้นมองสำรวจสถาปนิกสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาวิเคราะห์แกแกมดูแคลน สายตาคู่นั้นคมกริบเสียยิ่งกว่าคัตเตอร์กรีดกระดาษ รสาไม่ได้โกรธทันที แต่มุมปากหยักสวยของเธอกลับเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา "โรงละครแห่งนี้มีอายุมากกว่าคุณสองคนรวมกันนะคะ พิมพ์มาดา" รสาก้าวเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย จนกลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าเจือจางลอยปะปนกับกลิ่นฝุ่น "มันผ่านการแสดงมาเป็นร้อยเรื่อง และทุกตารางนิ้วถูกออกแบบมาด้วยความเคารพในศิลปะ ไม่ใช่สักแต่จะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ตามใจชอบแบบที่สถาปนิกจบใหม่จากเมืองนอกอย่างคุณถนัด" "จบใหม่เหรอคะ?" พิมพ์มาดาหัวเราะในลำคอ ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์ด้วยความท้าทาย เธอไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว ปลายจมูกของทั้งคู่เกือบจะชนกันอยู่แล้วหากไม่มีระยะห่างของความถือดีกั้นเอาไว้ "เสียใจด้วยนะคะที่ข้อมูลในหัวคุณตกยุคไปสักสิบปีได้ ผลงานที่ผ่านมาของฉันคงดังไม่พอจะผ่านตากรรมการผู้กำกับสายอินดี้อย่างคุณสินะคะ ถึงได้พูดจาปราศจากข้อมูลแบบนี้" บรรยากาศรอบตัวอุณหภูมิลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ความเงียบงันเข้ามาแทนที่ชั่วขณะ มีเพียงฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างท่ามกลางลำแสงสีทองยามบ่ายสาดส่องผ่านกระจกโดมสูงใหญ่ รสายืนนิ่งสนิท ดวงตาคู่คมจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของพิมพ์มาดา ราวกับกำลังพยายามค้นหาว่าผู้หญิงตรงหน้าทำด้วยอะไร ทำไมถึงได้กล้าต่อปากต่อคำกับเธอได้ทุกประโยคแบบนี้ "ปากเก่งดีนี่คะ" รสาเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่ทุกคำชัดถ้อยชัดคำ "หวังว่าฝีมือบนพิมพ์เขียวของคุณจะคมคายได้สักครึ่งหนึ่งของฝีปากนะคะ เพราะฉันจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายโปรเจกต์นี้เด็ดขาด แม้แต่คุณ... สถาปนิกคนโปรดของคุณพ่อฉันก็ตามที" ประโยคสุดท้ายสะดุดกึก พิมพ์มาดาชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที รอยยิ้มกวนประสาทบนใบหน้าแข็งค้างขึ้นมาทันที ประกายตาไหววูบด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เธอพยายามซ่อนไว้ภายใต้เกราะกำบังอันหนาทึบ ความเจ็บปวดจากอดีตและความคาดหวังของครอบครัวที่คอยตามหลอกหลอนถูกสะกิดขึ้นมาง่ายดายเสียจนน่าโมโห รสาเห็นรอยร้าวเล็กๆ นั้นทันที แต่เธอยังไม่ทันจะได้เอื้อnเอ่ยอะไรต่อเพื่อตอกย้ำชัยชนะ เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมเสียงโวยวายคุ้นหูก็พุ่งทะยานเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน "คุณรสครับ! แย่แล้วครับ ทางฝ่ายเทคนิคแจ้งว่า..." เสียงของกรณ์ โปรดิวเซอร์หนุ่มใหญ่เพื่อนสนิทและมือขวาของรสาขาดหายไป เมื่อเขาพรวดพรากเข้ามาถึงกลางเวทีแล้วเบรกเอייהตัวโก่งเมื่อเห็นระยะห่างระหว่างผู้กำกับสาวกับสถาปนิกคนใหม่ที่ใกล้ชิดกันจนน่าตกใจ กรณ์กระพริบตาปริบๆ สลับมองหน้ารสาและพิมพ์มาดาด้วยสายตาจับผิดที่เต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ "อุ๊ย... ผมขัดจังหวะอะไรหรือเปล่าครับเนี่ย?" กรณ์ลากเสียงสูง ยิ้มกรุ่มกริ่มจนน่าหมั่นไส้ "ดูเหมือนการตรวจพื้นที่วันแรกจะ... ดุเดือด กว่าที่คิดไว้เยอะเลยสินะครับ" พิมพ์มาดารีบถอยหลังก้าวหนึ่ง จัดเสื้อผ้าตัวเองให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็วเพื่อกลบเกลื่อนความเสียอาการเมื่อครู่ เธอเชิดหน้าขึ้นแล้วปั้นยิ้มธุรกิจใส่กรณ์ทันที "เปล่าหรอกค่ะคุณกรณ์ พอดีฉันกับคุณรสาเขากำลัง... แลกเปลี่ยนทัศนคติเรื่องศิลปะกันอยู่น่ะค่ะ" พิมพ์มาดาเน้นเสียงคำว่าแลกเปลี่ยนจนเกือบจะเป็นการกัดฟัน พร้อมกับชำเลืองมองรสาที่ตอนนี้กลับมาตีหน้าตาย เรียบเฉย ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อครู่ "งั้นเหรอครับ" กรณ์หัวเราะในลำคออย่างรู้ทัน "ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลยครับ เพราะในเมื่อทั้งคู่ต้องร่วมงานกันอีกยาวนาน ผมว่าเรามาเริ่มประชุมปรับความเข้าใจกันอย่างเป็นทางการเลยดีกว่า เชิญทางห้องรับรองด้านหน้าเลยครับ" รสาปรายตามองพิมพ์มาดาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไปโดยไม่เอ่ยคำลาแม้แต่คำเดียว ทิ้งให้พิมพ์มาดายืนกำมือแน่นด้วยความรู้สึกเคืองขุ่นปนหงุดหงิดในอก ผู้หญิงอะไร ทั้งเย่อหยิ่ง เย็นชา แถมยังรู้จุดอ่อนของเธอได้อย่างรวดเร็วน่ากลัวที่สุด พิมพ์มาดาสบถเบาๆ ในใจ พลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติแล้วก้าวเดินตามหลังร่างระหงนั้นไป แต่ทว่า... ก่อนที่เธอจะพ้นจากซุ้มประตูเหล็กดัดโบราณ จู่ๆ รสาก็หยุดเดินกะทันหันแล้วหันกลับมาส่งยิ้มมุมปากให้เธอเป็นเชิงท้าทาย "ระวังตัวไว้ให้ดีนะคะ สถาปนิกพิมพ์..." รสากระซิบเบาๆ แต่ดังพอให้ได้ยินกันสองคน "เพราะเกมนี้... คุณไม่มีทางชนะฉันหรอกค่ะ" พิมพ์มาดากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืนๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะประกายตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความท้าทายนั้นกำลังกระตุ้นเลือดนักสู้ในตัวเธอกระเจิง ทว่า... ในวินาทีที่พิมพ์มาดากำลังจะอ้าปากสวนกลับด้วยประโยคเจ็บแสบ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อกาวน์สถาปนิกของเธอก็แผดเสียงดังขึ้น หน้าจอแสดงชื่อสายเรียกเข้าที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบลงชั่วขณะ---มันคือเบอร์ของบิดา ผู้ชายที่เป็นต้นเหตุของบาดแผลในใจเธอนั่นเอง! ขอบคุณที่ติดตามอ่านตอนแรกด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (ดอกเดซี่ริมทาง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกสาวกับยัยผู้กำกับจอมเฮี้ยบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%