รอยฟกช้ำจางๆ บริเวณมุมปากของผมยังคงส่งความระบมตุบๆ ทุกครั้งที่ขยับกล้ามเนื้อ แต่ความเจ็บปวดทางกายนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความน่าหงุดหงิดของไอ้คนตัวสูงโปร่งที่นั่งไขว่ห้างอยู่ตรงข้าม เบาะหนังสีดำของรถเอสยูวีคันหรูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเบาๆ ทุกครั้งที่อีกฝ่ายขยับตัว กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความเย็นสดชื่นลอยกรุ่นอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้ มันเป็นกลิ่นที่น่ารื่นรมย์... ถ้าเจ้าของกลิ่นไม่ได้ทำหน้าเหมือนคนอมขี้มาตั้งแต่สนามบินนะ
"ถ้าคุณยังมองกระจกมองข้างด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์แบบนั้นอีกสักสามนาที ผมเกรงว่ามันอาจจะแตกละเอียดโดยไม่ต้องอาศัยแรงกระแทกจากข้างนอกนะครับ, คุณมินทร์"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นโดยไม่ต้องปรายตามองมาด้วยซ้ำ ธันวา... นักวิเคราะห์ข้อมูลมือหนึ่งของสำนักงาน ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเยือกเย็นจนติดลบ และฝีปากที่คมกริบยิ่งกว่าใบมีดโกน กำลังจดจ่ออยู่กับการเลื่อนนิ้วลงบนหน้าจอแท็บเล็ตเพื่อตรวจสอบแผนผังความปลอดภัยของเซฟเฮาส์ปลายทาง
ผมแค่นเสียง "หึ" ในลำคอ ปรับองศาการนั่งของตัวเองให้ห่างจากอีกฝ่ายมากที่สุดเท่าที่พนักพิงจะอำนวย "ผมไม่ได้รังเกียจกระจกมองข้างหรอกครับคุณธันวา แต่ผมกำลังประเมินต่างหากว่า หน้าตาอย่างคุณเนี่ย... สมควรจะเอาหน้าแนบกระจกแล้วให้รถบรรทุกสิบล้อช่วยปรับทัศนคติสักรอบดีไหม"
ธันวาหยุดนิ้วที่กำลังเลื่อนหน้าจอ เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ แว่นตากลมกรอบโลหะสะท้อนแสงไฟจากแผงหน้าคอนโซลรถวบวบ ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองตรงมาที่ผม นิ่งสนิทและทรงพลังจนผมต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาก่อนอย่างเสียฟอร์ม
"ปากเก่งใช้ได้ สมกับดีกรีสถาปนิกรางวัล national design แต่หวังว่าฝีปากกับสมองของคุณจะทำงานสอดคล้องกันนะ เพราะโปรเจกต์นี้... ถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียว คนที่จะไม่ได้กลับออกไปจากป่าดิบชื้นนี่ ไม่ใช่แค่ผมหรอกครับที่จะเดือดร้อน"
"อุ๊ย! เป็นห่วงผมเหรอครับ?" ผมแกล้งทำเป็นเบิกตากว้าง ยกมือขึ้นทาบอกด้วยท่าทางตื่นตระหนกจอมปลอม "ตายจริง นึกว่าหุ่นยนต์ระบบ AI อย่างคุณจะรู้จักคำว่าห่วงใยมนุษย์ด้วยซ้ำ นึกว่าโปรแกรมในหัวคุณมีแต่ตัวเลขกับแผนผังซะอีก"
"ผมแค่ไม่อยากแบกศพคนปากมากกลับเมืองหลวงให้เป็นภาระทางกฎหมาย" ธันวาตอบเสียงเรียบ ไร้ร่องรอยความโกรธเคือง แต่นั่นแหละคือสิ่งที่น่าหมั่นไส้ที่สุด เขากลับไปสนใจหน้าจอแท็บเล็ตต่อราวกับผมเป็นแค่ฝุ่นละอองข้างทาง
รถเอสยูวีเคลื่อนตัวลึกเข้ามาเรื่อยๆ ถนนลาดยางค่อยๆ แปลสภาพเป็นทางลูกรังขรุขระ ต้นไม้สูงใหญ่สองข้างทางแผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมจนแสงอาทิตย์ยามบ่ายแทบส่องลงมาไม่ถึง บรรยากาศรอบตัวเริ่มอึมครึมและวังเวงขึ้นทุกที ตามข้อมูลที่ได้รับ เซฟเฮาส์หลังนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นจุดอับสัญญาณและหลบซ่อนตัวจากสายตาของบุคคลภายนอก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการสะสางข้อมูลลับระดับชาติที่กำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของบริษัทเราในตอนนี้
และคนที่รู้เรื่องนี้ดีที่สุด... ก็คือพวกเราสองคนในรถคันนี้
ล้อรถเหยียบกรวดเสียงดังกรอบแกรบก่อนจะหยุดสนิทเบื้องหน้าสิ่งปลูกสร้างสไตล์โมเดิร์นลอฟท์ที่ซ่อนตัวอยู่อย่างแนบเนียนท่ามกลางแมกไม้หนาแน่น ตัวอาคารปูนเปลือยผสมผสานกับกระจกนิร염บานใหญ่ดูโดดเดี่ยวและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
ธันวาดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงบเข้าปกคลุมทันที มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ค่อยๆ เย็นลงและความอึดอัดที่ลอยวนอยู่ในอากาศ
"ถึงแล้วครับ" ธันวาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะเปิดประตูลงจากรถโดยไม่รอผม
ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกพลังใจ ผลักประตูฝั่งตัวเองลงตามไป ลมเย็นชื้นกลิ่นดินและใบไม้ปะทะเข้ากับใบหน้าทันที ป่าแห่งนี้มีความลับ... และผมรู้ดีว่าความลับนั้นอาจอันตรายถึงชีวิต แต่สิ่งที่อันตรายยิ่งกว่า คือการต้องมาติดอยู่ร่วมชายคาเดียวกันกับผู้ชายที่ชื่อธันวาตลอดสามเดือนเต็ม
เราเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าประตูเหล็กกล้าหนาเตอะ ธันวากดรหัสผ่านแผงอิเล็กทรอนิกส์ด้านข้าง เสียงระบบปลดล็อกดัง *ติ๊ด* ยาวๆ พร้อมกับบานประตูที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกอัตโนมัติเผยให้เห็นความมืดสลัวภายใน
ธันวาเอื้อมมือไปเปิดสวิทธ์ไฟ แสงไฟสีสว่างนวลตาค่อยๆ ไล่ระดับส่องสว่างทั่วห้องโถงกว้าง โต๊ะทำงานตัวใหญ่ เอกสารกองโต และจอคอมพิวเตอร์หลายตัวถูกจัดเตรียมไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย สมกับเป็นสถานที่ปฏิบัติงานลับที่มีการเตรียมการมาอย่างดี
ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ กำลังจะอ้าปากแซะเรื่องการตกแต่งภายในที่ดูไร้รสนิยมสิ้นดีของอีกฝ่าย แต่เสียงฝีเท้าหนักๆ และเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากมุมมืดบริเวณโถงทางเดินชั้นสองเสียก่อน
ธันวาชะงัก ร่างสูงสง่าพุ่งตัวเข้ามาคว้าแขนผมด้วยความเร็วสูง แรงกระชากนั้นทำให้ผมเซถลาเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างของเขาอย่างไร้การตั้งตัว กลิ่นน้ำหอมจันทน์หอมกรุ่นปะทะจมูกชัดเจนขึ้นพร้อมกับฝ่ามือใหญ่ที่เอื้อมมาปิดปากผมสนิท
"ชูش..." เสียงกระซิบต่ำติดริมหู ลมหายใจอุ่นๆ รดรดอยู่ตรงต้นคอจนขนลุกซู่
ผมเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พยายามจะสะบัดหน้าหนีแต่แรงบีบที่เอวและต้นแขนนั้นมั่นคงราวกับคีมเหล็ก ธันวากวาดสายตาคมกริบมองขึ้นไปบนชั้นสอง มืออีกข้างเอื้อมไปหยิบปืนพกขนาด compact ออกจากซองใต้เสื้อสูทอย่างคล่องแคล่วว่องไว
หัวใจของผมเต้นรัวระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวจากบรรยากาศรอบตัว แต่เป็นเพราะสัมผัสแนบชิดและสถานการณ์กะทันหันที่ทำให้เรายืนเบียดกันจนแทบไม่เหลือช่องว่าง
บนราวบันไดชั้นสอง... เงาร่างของใครบางคนกำลังก้าวเดินช้าๆ เสียงรองเท้าบูทกระทบพื้นปูนดังสะท้อนก้องกังวาน และก่อนที่เราจะได้ตั้งตัว ร่างนั้นก็หยุดยืนตรงหัวบันได พร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่ดังลอดความมืดลงมา
"ยินดีต้อนรับสู่เซฟเฮาส์นะ... ธันวา, มินทร์ ฉันรอพวกเธอมานานแล้วล่ะ"
น้ำเสียงหวานหยาดเยิ้มแต่แฝงด้วยพิษสงนั้นทำเอาเลือดในกายผมเย็นเฉียบ รินรดา... ผู้หญิงที่ควรจะอยู่ห่างจากที่นี่ไปนับร้อยกิโลเมตร กลับยืนอยู่ตรงหน้าเราในวินาทีแรกที่เราก้าวเท้าเข้าสู่รังลับแห่งนี้!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวเข้าสู่กับดักนี้ไปพร้อมกับผมนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
เซฟเฮาส์โซนอันตรายกับนายนักวิเคราะห์ปากร้าย•ตอนที่ 1
จุดเริ่มต้นของหายนะ
ผลงานโดย มหายุทธ์ไร้เทียมทาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มหายุทธ์ไร้เทียมทาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์โซนอันตรายกับนายนักวิเคราะห์ปากร้าย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
