เปรี้ยง!
สายฟ้าฟาดผ่าลงกลางป่าสนทมิฬ แสงสีขาวโพลนฉาบไล้หน้าต่างไม้กระดานผุพังของโรงเตี๊ยม ‘มัจฉาท่องนที’ จนสว่างวาบราวกับกลางวัน เม็ดฝนฤดูสารทเทกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าถล่ม ดับทับถมเสียงคำรามของพายุด้วยเสียงซัดสาดอันเกรี้ยวกราด
ทว่า ภายในโรงเตี๊ยมเก่าแก่หลังนี้กลับไร้ซึ่งเสียงพูดคุยของผู้คน มีเพียงกลิ่นอายคาวเลือดที่คละคลุ้งปะปนมากับกลิ่นอับชื้นของไม้เก่า และกลิ่นฉุนกึกของสุราหมักชั้นเลว
ที่มุมอับสายตาโต๊ะริมหน้าต่าง ร่างบอบบางในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะกำลังนั่งตัวตรงแน่ว นางไม่ยอมให้แผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้แม้แต่น้อย ท่าทางนั้นเคร่งครัดและเยือกเย็นราวกับรูปปั้นสลักจากน้ำแข็งหมื่นปี แต่หากมองให้ลึกย่อมเห็นคราบเลือดแห้งกรังที่ไหลซึมผ่านรอยขาดบริเวณหัวไหล่ซ้าย และเม็ดเหงื่อกาฬที่ผุดพรายบนหน้าผากมน
นางคือ หลี่จื่อเหยา ธิดาแห่งสำนักหิมะนิรันดร์ ผู้ฝึกฝนวิชา ‘จิตกระบี่ตัดกิเลส’ จนสำเร็จถึงขั้นที่เจ็ด ทว่าในยามนี้ ภายในจุดตันtian (ตันเถียน) ของนางกลับปั่นป่วนวุ่นวาย ลมปราณย้อนกลับเนื่องจากถูกพิษสลายปราณของพรรคอธรรมโลหิตไล่ล่ามาตลอดสามวันสามคืน
“เจ้าระวังตัวหน่อยเถอะ แม่นางน้อย หากยังดันทุรังโคจรลมปราณระงับพิษด้วยวิธีนั้น เกรงว่าก่อนที่ศัตรูของเจ้าจะลงมือ เส้นชีพจรหัวใจของเจ้าคงขาดสะบั้นไปเสียก่อนแล้วกระมัง”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่ห้อ น้ำเสียงนั้นเจือแววเย้าแหย่และเกียจคร้าน ทว่าก้องกังวานชัดเจนท่ามกลางเสียงพายุโหมกระหน่ำ
หลี่จื่อเหยาไม่แม้แต่จะปรายตาแล นางเพียงขบกรามแน่นจนริมฝีปากซีดเผือด เอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบเย็นชาไร้ระลอกคลื่น “เรื่องของข้า ไม่เกี่ยวกับเจ้า... ฉินมู่ หากเจ้ากลัวตาย ไสหัวออกไปจากที่นี่เสีย”
บุรุษที่ถูกเรียกว่า ‘ฉินมู่’ แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาไม่ได้ขยับตัวหนีแม้แต่น้อย เขากำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนม้าตัวยาว มือข้างหนึ่งถือไหสุราดินเผาเก่าๆ ที่รอยแตกถูกยาด้วยขี้ผึ้ง ยกขึ้นจิบอย่างสำราญใจ กลิ่นสุราฤทธิ์แรงกระจายตัวกลบกลิ่นคาวเลือดในรัศมีสามเชือกได้อย่างน่าประหลาด เส้นผมสีดำสนิทรุ่ยร่ายระต้นคอ ดวงตาคมปลาบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝักทอดมองออกไปนอกหน้าต่างท่ามกลางความมืดมิด
“ฮ่าๆๆ... ไสหัวออกไปหรือ? แม่นางหลี่ ท่านพูดจาใจร้ายเกินไปแล้ว ข้าอุตส่าห์แบกสังขารติดตามคุ้มครองสตรีผู้เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งเช่นท่านมาครึ่งค่อนเดือน ยอมเปลืองทั้งสุราดีและแรงกาย หากข้าหนีไปตอนนี้ ฟ้าดินคงประณามว่าฉินมู่เป็นคนไร้คุณธรรมน้ำมิตรเป็นแน่แท้” ฉินมู่แย้มยิ้มกวนประสาท ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยยามที่เขาเหลือบมองไปยังประตูไม้ที่ปิดสนิท
“คนไร้คุณธรรมเช่นเจ้ายังมีหน้ามากล่าวถึงคำว่าคุณธรรมอีกหรือ?” หลี่จื่อเหยาแค่นเสียงหยัน ดวงตางามวาวโรจน์ด้วยความโกรธกรุ่น นางเกลียดท่าทีไม่ทุกข์ไม่ร้อนของบุรุษผู้นี้ที่สุด ในยามที่ความเป็นความตายอยู่แค่เอื้อม เขากลับยังทำตัวราวกับกำลังชมดอกไม้ริมทาง
“คุณธรรมนะหรือ? มันกินได้เสียที่ไหนกันเล่า สู้สุราไห้นี้ก็ไม่ได้... รสชาติเผ็ดร้อนบาดคอ ดื่มลงไปแล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่าง คล้ายกับความเจ็บปวดของการมีชีวิตอยู่” ฉินมู่รำพันเบาๆ ก่อนจะกระดกสุรารวดเดียวหมดไห แล้วโยนไหเปล่าทิ้งลงพื้นเสียงดังเพล้ง!
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะไม้สามครั้งดังขึ้นอย่างเป็นจังหวะ ท่ามกลางเสียงสายฝนที่กระหน่ำซัด เป็นจังหวะที่จงใจกดดันประสาทสัมผัสของคนภายในให้ตึงเครียดถึงขีดสุด
บรึ้ม!
ประตูโรงเตี๊ยมไม้สักหนาทึบพังทลายลงเป็นเสี่ยงๆ แรงระเบิดจากลมปราณสีโลหิตแผ่พุ่งเข้ามา กวาดเอาฝุ่นผงและเศษไม้กระจายไปทั่วบริเวณ ปรากฏร่างของบุรุษชุดดำสวมหน้ากากอสูรโลหิตเจ็ดคนยืนเรียงรายอยู่หน้าทางเข้า กลิ่นอายสังหารแผ่ซ่ายกดทับบรรยากาศภายในห้องโถงจนแทบหายใจไม่ออก
“หลี่จื่อเหยา... เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว ยอมมอบตำรา ‘หิมะสลาตัน’ และศีรษะของเจ้ามาแต่โดยดีเถอะ พวกเราจะไว้ชีวิตเจ้าให้ตายอย่างสบายหน่อย” ผู้นำกลุ่มนักฆ่าเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าคล้ายเสียงเสียดสีของโลหะ
หลี่จื่อเหยาผุดลุกขึ้นยืน ร่างกายเซถอยหลังไปครึ่งก้าว พลังลมปราณเย็นเยียบแผ่พุ่งออกจากร่างเพื่อต้านทานแรงกดดัน แต่นางฝืนอาการบาดเจ็บมากเกินไป กระแสเลือดอุ่นร้อนจึงทะลักออกจากมุมปากของนางอย่างห้ามไม่อยู่
ฉินมู่ถอนหายใจยาวนานราวกับเด็กน้อยที่กำลังเบื่อหน่าย เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างกายสูงโปร่งโยกเยกคล้ายคนเมาสุรา เขายื่นมือไปตบฝุ่นที่เกาะตามอาภรณ์สีเทาเก่าคร่ำคร่าอย่างไม่ใส่ใจ พลางเอ่ยเปรยขึ้นลอยๆ
“พะพักตร์อสูรโลหิต... ฝีมือตกต่ำลงทุกวันจริงๆ สุนัขรับใช้ที่ถูกเลี้ยงไว้เห่าหอนในยามวิกาลเช่นพวกเจ้า กล้าดียังไงมาส่งเสียงน่ารำคาญในเวลาที่คนเขากำลังจะหลับจะนอนกัน?”
“รนหาที่ตาย!” ผู้นำนักฆ่าคำรามลั่นสะท้านสะเทือน พริบตานั้น ร่างทั้งเจ็ดก็หายวับไปจากจุดเดิม ความเร็วระดับนี้รวดเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ประกายดาบสีโลหิตเจ็ดสายพุ่งตรงเข้ามาหมายตัดศีรษะของฉินมู่และหลี่จื่อเหยาในกระบวนท่าเดียว
หลี่จื่อเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก นางเตรียมชักกระบี่ประจำกายเพื่อรับมือ แม้รู้ว่าร่างกายในยามนี้คงรับการปะทะได้ไม่เกินกระบวนท่าเดียวก็ตาม
ทว่า... มีมือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมมาแตะที่ไหล่ของนางเบาๆ
สัมผัสนั้นอบอุ่นและมั่นคงอย่างประหลาด แรงกดดันอันมหาศาลจากภายนอกถูกปัดเป่าหายไปในพริบตา ราวกับยอดเขาไท่ซานที่ตั้งตระหง่านค้ำฟ้าถูกยกออก
“สตรีงดงามไม่ควรทำหน้าบึ้งตึงบ่อยๆ หรอกนะแม่นางหลี่... เดี๋ยวความงามจะเสื่อมถอยเอาได้ เรื่องฆ่าฟันปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนขี้เมาเถอะ”
ฉินมู่ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างของเขาโยกเยกคล้ายจะล้มแหล่มมิล้มแหล่ ทว่าในวินาทีที่ประกายดาบสีโลหิตสายแรกจ้วงแทบถึงลำคอ ร่างของเขากลับเลือนหายไปจากสายตาอย่างไร้ร่องรอย
*ฟรึบ!*
วิชาตัวเบา ‘ย่างก้าวอย่างไร้ร่องรอย’!
ฉินมู่ปรากฏตัวขึ้นกลางวงล้อมของเหล่านักฆ่า มือขวาของเขายื่นออกไปช้าๆ นิ้วเรียวยาวราวกับหยกขาวดีดลงบนสันดาบสีโลหิตเล่มที่พุ่งเข้ามาอย่างแม่นยำ
*ติ๊ง!*
เสียงใสดังกังวานราวกับเสียงระฆังวัดโบราณ ทว่าพลังปราณที่แฝงอยู่ภายในกลับระเบิดออกอย่างรุนแรง ดาบเหล็กกล้าชั้นดีในมือของนักฆ่าแตกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา แรงสะท้อนมหาศาลซัดร่างของนักฆ่าคนนั้นกระเด็นทะลุกำแพงโรงเตี๊ยมออกไปอย่างไร้ทางสู้
เหล่านักฆ่าที่เหลือชะงักกึก ความตกใจฉายชัดขึ้นในดวงตาภายใต้หน้ากากอสูร พวกมันไม่เคยพบเห็นวิชาปราณที่แปลกประหลาดและทรงพลังถึงเพียงนี้มาก่อน
“เจ้า... เป็นใครกันแน่?” ผู้นำนักฆ่ากัดฟันกรอด แผ่ขยายพลังปราณขอบเขตหลอมรวมลมปราณขั้นสมบูรณ์ออกมาจนสุดกำลัง
ฉินมู่หันกลับมา เขายิ้มหยัน ดวงตาคู่นั้นทอประกายคมกริบดั่งกระบี่ที่เพิ่งชักออกจากฝัก มือซ้ายของเขาเอื้อมไปจับด้ามกระบี่ไม้ไผ่เก่าๆ ที่เหน็บไว้ข้างเอว ค่อยๆ ดึงมันออกมาช้าๆ เสียงโลหิตกระทบฝักกระบี่ดังเสียดสีบาดแก้วหู
“ข้าก็เป็นเพียงคนจรจัดผู้หนึ่ง... ที่บังเอิญผ่านมาดื่มสุรา และเกลียดพวกสุนัขที่ส่งเสียงเห่ารบกวนเวลาสุนทรีย์ที่สุดก็เท่านั้น”
ฉินมู่กล่าวจบ ประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้าก็สาดส่องทะลุผ่านความมืดมิดของพายุฝน รัศมีกระบี่แผ่พุ่งเสียดแทงฟ้าดินจนเมฆฝนแยกออกเป็นสองเสี่ยง!
ทว่า ในวินาทีที่ปลายกระบี่ของฉินมู่กำลังจะวาดออกไปเพื่อปลิดชีพศัตรู หลี่จื่อเหยาที่ยืนมองอยู่เบื้องหลังกลับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางมองเห็นรอยสักรูปอักขระประหลาดที่ต้นคอของฉินมู่ซึ่งโผล่พ้นปกเสื้อขึ้นมาวูบหนึ่ง... รอยสักนั้น... เป็นสัญลักษณ์ต้องห้ามของพรรคกระบี่สวรรค์ที่ถูกกวาดล้างจนสิ้นสูญไปเมื่อสิบปีก่อน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปด้วยกันนะครับ
กระบี่เมามายกับปลายดาบตัดกิเลส•ตอนที่ 1
กลิ่นสุราที่ปลายกระบี่
ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เมามายกับปลายดาบตัดกิเลส นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!