กลิ่นอายของแชมเปญชั้นเลิศเคล้าคลอไปกับเสียงเครื่องสายคลาสสิกที่ขับกล่อมบรรยากาศภายในห้องโถงใหญ่ของโรงแรมหรูระดับเจ็ดดาว แสงระยิบระยับจากแชนเดอเลียร์คริสตัลนับพันดวงสะท้อนลงบนเครื่องเพชรราคาแพงระยับที่ประดับอยู่บนเรือนร่างของบรรดาเซเลบริตี้และไฮโซชื่อดัง ทว่าไม่มีสิ่งใดดึงดูดสายตาของผู้คนได้เท่ากับการปรากฏตัวของดีไซเนอร์จิวเวลรี่สาวเจ้าของแบรนด์ดังที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดดในตลาดโลก
รินรดาก้าวเท้าลงจากบันไดวนด้วยความมั่นใจ ชุดราตรีเข้ารูปสีดำสนิทเปิดแผ่นหลังเนียนนุ่ม ขับเน้นทรวดทรงองเอวที่เย้ายวนและสง่างามในเวลาเดียวกัน เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตเผยให้เห็นลำคอระหงและต่างหูเพชรน้ำงามที่เธอเป็นผู้ออกแบบเอง ทุกย่างก้าวของเธอดุจดั่งนางพญาที่สะกดทุกสายตาให้หยุดนิ่ง
สามปี... สามปีเต็มๆ ที่เธอหลบลี้หนีหน้าไปจากสังคมแวดวงไฮโซเมืองไทย ไปใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บที่ลอนดอนเพื่อเยียวยารอยแผลเป็นที่เหวอะหวะในจิตใจ สามปีที่เธอฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งจนกลายเป็นผู้หญิงคนใหม่ที่ไม่มีวันยอมให้ใครเหยียบย่ำหัวใจได้อีก
"ดูเหมือนคืนนี้จะมีคนมารอพบคุณเยอะทีเดียวค่ะ คุณริน"
เสียงกระซิบแผ่วเบาจากธันวา ทนายความหนุ่มคู่ใจที่ยืนเคียงข้างมาตลอดช่วงเวลาวิกฤตดังขึ้น เขาอยู่ในสูทสากลตัดเย็บอย่างประณีต มือหนายื่นแก้วแชมเปญมาให้เธออย่างรู้ใจ รินรดารับมาถือไว้เพียงเพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าสังคม เธอยกยิ้มมุมปากอย่างเยือกเย็น สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้องโถง
"ปล่อยให้พวกเขาคอยไปเถอะค่ะธันวา คนบางคน... การปล่อยให้รอคอยมันคือกำไรชีวิตอย่างหนึ่ง"
รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งที่รู้กันเพียงแค่เขากับเธอ ธันวาปรายตามองหญิงสาวอย่างเข้าใจ เขารู้ดีว่าการกลับมาเมืองไทยครั้งนี้ของเธอไม่ได้มาเพื่อร่วมงานกาล่าการกุศลเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการทวงคืนความยุติธรรมและการสะสางบัญชีแค้นที่ถูกฝังกลบไว้ใต้ซากปรักหักพังของชีวิตแต่งงานที่ล่มสลาย
ทว่า ในจังหวะที่เธอกำลังจะหมุนตัวเดินไปทักทายแขกวีไอพีรายอื่น ลมหายใจของรินรดากลับสะดุดกึก ร่างกายที่เคยตั้งตรงสง่างามแข็งค้างไปชั่วขณะ เมื่อหางตาเหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคยที่ยืนเด่นอยู่ริมระเบียงกระจกใส
ศิลา...
โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุน เสียงดนตรีและเสียงพูดคุยรอบตัวราวกับถูกปิดสวิตช์ลงฉับพลัน ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปยืนหันหลังให้ ทว่าแผ่นหลังกว้างและบุคลิกที่เย่อหยิ่งเย็นชานั้นฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำที่เจ็บปวดของเธอมาตลอดสามปี เขาดูโตขึ้น สุขุมขึ้น และแผ่รังสีความน่าเกรงขามออกมามากกว่าเดิมราวกับราชสีห์ผู้ล่าที่ไร้ความปรานี
เหมือนสัญชาตญาณจะล่วงรู้ ร่างสูงของศิลาค่อยๆ หันกลับมา ชั่ววินาทีที่ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดสายตามาปะทะเข้ากับร่างของเธอ ฝ่ายตรงข้ามก็ชะงักงันไปทันที แก้วแชมเปญในมือของชายหนุ่มเกือบร่วงหล่นลงพื้น หากแต่เขากลับควบคุมสติไว้ได้ทัน
ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาที่เคยทอดมองเธอด้วยความเย็นชา ความรังเกียจ และความว่างเปล่าในคืนวันหย่าร้าง บัดนี้กำลังเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงระคนไม่อยากเชื่อ สายตาของศิลาไล่สำรวจเธอนับตั้งแต่เรือนร่างระหง
ชุดราตรีสีดำที่ขับผิวผ่อง ไปจนถึงใบหน้าเรียวสวยที่เชิดขึ้นอย่างถือดี รังสีความเย้ายวนที่ผสมผสานกับความเย็นชาเด็ดเดี่ยวทำให้เธอดูเปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนเขาแทบหายใจไม่ออก
ศิลาก้าวเท้าเดินฝ่าฝูงชนตรงมาทางเธอทันทีราวกับคนละเมอ ทุกย่างก้าวของเขาเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกระวนกระวายใจที่ยากจะปิดบัง
รินรดายืนนิ่งราวกับรูปปั้น เธอยกมุมปากขึ้นยิ้มหยันให้กับท่าทีตื่นตระหนกนั้น หัวใจที่เคยด้านชากลับมาเต้นรัวระรัวอีกครั้ง ไม่ใช่ด้วยความรัก... แต่มันคือเพลิงแค้นที่ถูกจุดขึ้นจนร้อนรุ่ม เธอสูดลมหายใจเข้าลึก and ยกแก้วแชมเปญขึ้นจิบเบาๆ อย่างไม่สะทกสะท้าน ในเมื่อเขาอยากเดินกลับเข้ามาในนطโคจรชีวิตของเธอเอง... เธอก็พร้อมจะต้อนรับความพินาศที่จะเกิดขึ้นกับเขาต่อจากนี้
"ริน..."
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเอ่ยเรียกชื่อเธอแผ่วเบา พร้อมกับร่างสูงใหญ่ที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า กลิ่นกายคุ้นเคยผสมผสานกับกลิ่นอายบุหรี่ราคาแพงลอยปะทะจมูก ศิลามองเธอด้วยสายตาที่สั่นระริก มือหนายื่นออกมาข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ราวกับต้องการไขว่คว้าตัวตนของเธอให้มั่นใจว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าไม่ใช่เพียงภาพลวงตา
รินรดาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามี รอยยิ้มพราวเสน่ห์ที่ฉาบอยู่บนใบหน้าช่างเยือกเย็นและห่างเหินเสียจนศิลาเจ็บแปลบไปถึงขั้วหัวใจ
"บังเอิญจริิงๆ นะคะคุณศิลา ไม่คิดเลยว่าจะได้เจอคนที่... คิดว่าตายจากกันไปแล้วในงานนี้"
คำพูดเชือดเฉือนถูกพ่นออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าคมกริบราwithใบมีดที่กรีดลงบนเนื้อสดๆ ศิลาหน้าชาไปวูบหนึ่ง เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ขณะที่สายตาคู่คมยังคงจดจ้องมองใบหน้าหวานที่ไม่หลงเหลือเยื่อใยให้เขาอีกต่อไป
แต่ทว่า... ก่อนที่ศิลาจะได้เอ่ยคำใดออกมาแก้ตัวหรือทักทาย สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งด้านหลังของรินรดา ร่างเล็กของเด็กชายวัยประมาณสองขวบครึ่งในชุดสูทตัวจิ๋ววิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามาหาธันวา พร้อมกับส่งเสียงใสแจ๋วเรียกทนายความหนุ่มด้วยคำที่ทำให้ศิลาถึงกับเลือดในกายเย็นเฉียบ
"ปะป๋าขา... คุณแม่บอกว่าให้ทานน้ำส้มได้แล้วค่ะ"
รินรดาหน้าถอดสีเล็กน้อยเมื่อหันไปมองลูกชายตัวน้อย ขณะที่ธันวารีบก้มลงอุ้มเด็กชายขึ้นมาแนบอก พร้อมกับปรายตามองศิลาด้วยรอยยิ้มเหนือกว่า
ศิลาหันกลับมามองหน้าอดีตภรรยา ดวงตาคมกริบเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก หัวใจกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อคำนวณช่วงเวลาในอดีตกับอายุของเด็กชายตรงหน้า...
เด็กคนนั้น... หน้าตาถอดแบบมาจากเขาพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปในเกมแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
ปรารถนาร้ายซ่อนกลิ่นอดีต•ตอนที่ 1
หวนคืนในเงามืด
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ปรารถนาร้ายซ่อนกลิ่นอดีต นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
