“ที่ดินผืนนี้เป็นของตระกูลเรามาสามชั่วอายุคน และฉันในฐานะพี่สาวของพ่อแก ก็มีความชอบธรรมที่จะจัดการมันมากกว่าเด็กสาวที่วันๆ เอาแต่ถือตะหลิวอยู่ในกรุง!”
เสียงแหลมสูงของป้าสมศรีดังบาดหู ท่ามกลางความเงียบสงัดของศาลากลางหมู่บ้าน เอกสารสิทธิ์ที่ดินถูกตบลงบนโต๊ะไม้เก่าจนฝุ่นฟุ้งกระจาย รินรดายืนนิ่ง ใบหน้าสวยคมของเชฟสาวมือทองฉายแววเรียบเฉย ทว่าดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบแบบคนที่ผ่านการคุมห้องครัวที่โกลาหลมานับไม่ถ้วน
“ป้าสมศรีครับ การที่ป้าอ้างความเป็นญาติเพื่อจะฮุบที่ดินของพ่อแม่รินไปขายให้บริษัทจัดสรรที่ดิน เพื่อแลกกับเงินค่านายหน้าก้อนโต แบบนี้เรียกความชอบธรรมหรือครับ หรือเรียก... ความโลภ?”
รินรดาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแต่ละคำกลับคมกริบเหมือนปลายมีดแล่เนื้อ เธอไม่ได้ตื่นตระหนก แต่กลับเลื่อนมือไปสัมผัสจี้ห้อยคอที่เป็นมรดกเพียงชิ้นเดียวที่พ่อทิ้งไว้ให้—กุญแจสำคัญสู่มิติลับที่เป็นฟาร์มส่วนตัวของเธอ
“นังเด็กปากดี! แกจะรู้อะไร ชีวิตในเมืองกับชีวิตในไร่มันต่างกัน แกมันก็แค่คนดวงตกที่ถูกไล่ออกจากร้านอาหารหรู จะเอาปัญญาที่ไหนมาดูแลผืนดินมหาศาลนี่!” ป้าสมศรีถลึงตาใส่ ขยับตัวเข้ามาใกล้หมายจะใช้แรงกดดันเข้าข่ม
“ถ้าป้าแน่ใจว่าฉันดูแลไม่ได้... งั้นเรามาทำข้อตกลงกันไหมครับ” รินรดาฉีกยิ้มที่มุมปาก “ภายในหนึ่งเดือน ถ้าที่ดินผืนนี้ไม่สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำ หรือฉันทำไร่ไม่ได้เรื่องตามที่ป้าสบประมาท ป้าเอาที่ดินไปได้เลยตามใจชอบ แต่ถ้าฉันทำได้... ป้าต้องเซ็นชื่อสละสิทธิ์การเป็นญาติผู้อุปถัมภ์ที่ดินผืนนี้โดยเด็ดขาด ต่อหน้าผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านทุกคน”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ป้าสมศรีชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหัวเราะร่าด้วยความสะใจ ราวกับเห็นเหยื่อเดินเข้ากรงด้วยตัวเอง “ได้! แกพูดเองนะนังรินรดา อีกสามสิบวันเจอกัน!”
เมื่อร่างท้วมของป้าสมศรีเดินกระทืบเท้าจากไป รินรดาก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบาๆ เธอหันหลังเดินกลับไปยังพื้นที่ไร่เก่าที่เต็มไปด้วยวัชพืชและเศษดินแห้งแล้ง แต่ในใจของเธอกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรง เพราะในจังหวะที่ปลายนิ้วสัมผัสกับพื้นดิน แสงสีทองจางๆ ก็วาบผ่านในมิติจิต เธอสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของดินที่อุดมสมบูรณ์และพืชพันธุ์หายากที่รอการปลูก
“เฮ้อ... งานหนักรออยู่สินะ” รินรดาพึมพำกับตัวเอง
ขณะที่เธอกำลังก้มลงสำรวจผืนดิน เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับกลิ่นอายของบุรุษเพศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหญ้าแห้งและสายฝน รินรดาหันกลับไปเผชิญหน้ากับร่างสูงใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงหน้า เขาคือ ‘ขุนพล’ ชายหนุ่มผิวเข้มที่ใครๆ ในหมู่บ้านต่างขนานนามว่าอดีตนายทหารผู้ดุร้าย ทว่าแววตาของเขากลับดูขัดกับรูปลักษณ์ที่ดูเคร่งขรึมนั้น
“จะทำไร่หรือจะทำสงครามครับ?” ขุนพลเอ่ยถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ เขาไม่ได้มีท่าทีรุกราน แต่กลับยื่นขวดน้ำเย็นจัดมาให้เธอ “ถ้าจะเอาชนะป้าสมศรี ต้องใช้แรงมากกว่าแค่ปากดีนะครับ”
รินรดาเงยหน้าสบตากับดวงตาคมกริบของอีกฝ่าย เธอรับขวดน้ำมาแล้วยิ้มบางๆ “ฉันมีวิธีของฉันครับคุณขุนพล แต่ถ้าคุณอยากช่วย... พรุ่งนี้เช้าช่วยมาปรับหน้าดินให้หน่อยก็ดีครับ ค่าจ้างน่ะไม่โกงแน่นอน”
ขุนพลกระตุกยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ทำให้หัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบโดยไม่รู้ตัว “ค่าจ้างเปลี่ยนเป็นอาหารฝีมือคุณแทนล่ะกันครับ ได้ยินว่าเชฟใหญ่จากกรุงเทพฯ เก่งนักหนา ไม่รู้ว่าจะทำอาหารป่าบ้านๆ ให้อร่อยถูกปากผมได้หรือเปล่า”
“ระวังจะถอนตัวไม่ขึ้นก็แล้วกันครับ” รินรดาท้าทาย
ในคืนนั้น รินรดาตัดสินใจเข้าสู่มิติลับเป็นครั้งแรกหลังจากที่ทิ้งร้างไปนาน กลิ่นของเครื่องเทศหายากและผลไม้เมืองร้อนที่ออกดอกออกผลในพื้นที่มิติทำให้เธอยิ้มออกมาได้ เธอเลือกหยิบ ‘พริกป่าสีทอง’ และ ‘ไก่ป่าเนื้อแน่น’ ออกมาเพื่อเตรียมตัวทำมื้ออาหารเช้าที่เธอจะใช้พิสูจน์ฝีมือ
เช้าวันรุ่งขึ้น กลิ่นหอมฟุ้งของเครื่องแกงสูตรลับที่ผ่านการเคี่ยวด้วยเทคนิคระดับเชฟมิชลินสตาร์กระจายตัวไปทั่วไร่ จนแม้แต่ขุนพลที่เดินถือจอบมาหยุดชะงักลงที่หน้าบ้าน แสงแดดสีทองยามเช้ากระทบกับควันไฟที่พวยพุ่งจากเตาถ่านเก่าๆ รินรดาในชุดลุยไร่ที่ดูทะมัดทะแมงกำลังตักแกงไก่ลงชามไม้ กลิ่นหอมนั้นรุนแรงและเย้ายวนจนแทบจะหยุดหายใจ
ขุนพลเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมนั้นชัดขึ้น เขามองรินรดาที่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่ความสนอกสนใจธรรมดา แต่มันคือความตื่นเต้นที่สัมผัสได้ว่า ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่แค่ ‘เชฟ’ แต่คือ ‘หัวใจ’ ของไร่ที่เขารอคอยมาตลอด
“หอมขนาดนี้... คนในหมู่บ้านคงพากันเดินตามกลิ่นมาถึงหน้าบ้านคุณแล้วครับ” ขุนพลเอ่ยพลางวางจอบลง สายตาจับจ้องไปที่ชามแกง “ผมว่างานนี้ป้าสมศรีคงไม่ได้สู้แค่กับคุณแล้วล่ะ เพราะดูเหมือนจะมีคนอีกมากมายที่อยากจะเข้ามาแย่งชิง ‘กับข้าว’ มื้อนี้ไป”
รินรดาหันมามองขุนพลด้วยสายตาเป็นประกาย เธอรู้ดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลง “งั้นก็ดีครับ... เพราะสิ่งที่ฉันจะทำต่อจากนี้ ไม่ใช่แค่การทำอาหาร แต่เป็นการเปลี่ยนที่ดินร้างให้กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ใครก็แตะต้องไม่ได้”
ยังไม่ทันที่ขุนพลจะได้ตอบกลับ เสียงรถยนต์ราคาแพงและเสียงฝีเท้าของคนหลายสิบคนก็ดังสนั่นเข้าใกล้ตัวไร่พร้อมกับเสียงโหวกเหวกโวยวายของป้าสมศรีที่ดังขึ้นว่า “รินรดา! ออกมาเดี๋ยวนี้! แกแอบไปเอาวัตถุดิบมาจากไหนมาทำอาหาร! ฉันจะแจ้งความว่าแกขโมยของป่าผิดกฎหมาย!”
รินรดาแค่นยิ้ม เธอหันไปสบตาขุนพลที่ขยับตัวยืนบังหน้าเธออย่างปกป้องโดยสัญชาตญาณ ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าออกจากบ้านไปเผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่ล้อมไร่ไว้ด้วยความมั่นใจเกินร้อย
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับ "ฟาร์มเมอร์สุขใจ" ในตอนแรกนี้ แล้วมาลุ้นกันต่อในตอนหน้านะครับ!
เชฟสาวร้านอาหารป่ากับสามีนักรบผู้หวงที่ดิน•ตอนที่ 1
ทิ้งคราบเชฟ สู่ชีวิตชาวไร่
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวร้านอาหารป่ากับสามีนักรบผู้หวงที่ดิน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!