“ถามจริง นี่คือการจ้างงานหรือการทำสงครามประสาทครับรุ่นพี่?”
ผมโยนซองเอกสารลงบนโต๊ะไม้ในห้องสมุดเสียงดัง ‘ปึก’ จนคนรอบข้างหันมามอง แต่ผมไม่สนใจหรอกครับ ในเมื่อสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันคือความซวยระดับสิบกะโหลกที่ใครบางคนโยนมาให้
ทีปกร เพื่อนสนิทที่นั่งข้างๆ รีบสะกิดแขนผมยิกๆ พร้อมกระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นประสาท “ใจเย็นกร... ดูเงื่อนไขค่าจ้างก่อนไหม มึงจะได้มีเงินไปถอยแม็คบุ๊คเครื่องใหม่ที่เล็งไว้นานไง”
“ต่อให้จ้างด้วยทองคำแท่งทั้งตู้ ถ้าต้องมาติวหนังสือให้ไอ้บ้านั่น ผมก็ไม่เอาครับ”
ผมหันไปมอง ‘เป้าหมาย’ ที่นั่งเอกเขนกอยู่ฝั่งตรงข้าม ภาคิน... ผู้ชายที่ผมพยายามลบออกจากสารบบชีวิตมาตลอดหนึ่งปีเต็ม วันนี้มันดูดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย—ถ้าไม่นับรอยยิ้มกวนประสาทที่มุมปากนั่นน่ะนะ เสื้อช็อปวิศวะตัวเก่งถูกพับแขนขึ้นเผยให้เห็นรอยสักจางๆ ที่ข้อมือ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายสะอาดๆ ผสมกับกลิ่นอายของสนามบาสที่คุ้นเคยกำลังทำให้ผมประสาทเสีย
“ตกลงมึงจะสอนไหมครับวินท์” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้าๆ ภาคินประสานมือวางไว้บนโต๊ะ ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่ผมเหมือนกำลังจะกลืนกิน “หรือต้องให้กูช่วยรื้อฟื้นความหลังหน่อย ว่าทำไมตอนนั้นมึงถึงยอมกูทุกเรื่อง”
“หุบปากไปเลยนะคิน!” ผมแหวใส่ หน้าที่ร้อนผ่าวไม่ใช่เพราะความเขิน แต่มันคือความเดือดดาลล้วนๆ “อย่าเอาเรื่องไร้สาระมาขู่ผม เรื่องที่จบคู่กันไปแล้วมันก็คือจบ ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ที่ปรึกษาบีบมา ผมไม่มีวันเอาเวลาอันมีค่ามานั่งติวให้คนสมองกลวงอย่างคุณหรอก”
ภาคินหลุดขำในลำคอ มันเอียงคอเล็กน้อยอย่างคนถือไพ่เหนือกว่า “สมองกลวงแต่เกรดเฉลี่ยสูงกว่ามึงนะบอกไว้ก่อน ที่เรียนไม่จบเพราะเตะบอล... เอ้ย สตรีทบาสหนักไปหน่อย”
“กวนประสาท” ผมพึมพำ ก่อนจะดึงสมุดจดขึ้นมาเปิด “เริ่มบทที่หนึ่ง กฎของเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น... หวังว่าคุณจะมีความจำดีกว่าความประพฤตินะครับ”
ทีปกรที่นั่งมองเหตุการณ์ทำตาโตเป็นไข่ห่าน มันคงไม่คิดว่าผมจะใจกล้าเปิดฉากปะทะขนาดนี้ แต่นี่แหละครับนิสัยผม ไม่ว่าจะเป็นแฟนเก่าหรือใครหน้าไหน ถ้าจะมาหาเรื่อง ผมก็พร้อมจะสวนกลับจนไปไม่เป็นเหมือนกัน
การติวดำเนินไปท่ามกลางบรรยากาศที่มาคุ ภาคินไม่ได้สนใจเนื้อหาเศรษฐศาสตร์ที่ผมพยายามพ่นใส่สักเท่าไหร่ สายตามันเอาแต่มองมาที่ใบหน้าผมไม่วางตา บางจังหวะที่ผมเผลอเงยหน้าขึ้นไปสบตา มันก็จะแกล้งถามคำถามโง่ๆ เพื่อให้ผมต้องขยับเข้าไปใกล้ๆ เพื่อชี้จุดที่ผิดในหนังสือ
“ตรงนี้มันคืออุปสงค์ หรืออุปทานครับคุณครู... มองไม่เห็นเลย เข้ามาใกล้ๆ ดิ”
“สายตาสั้นก็ไปตัดแว่นครับ ไม่ใช่มาใช้คนอื่นเป็นแว่นขยาย” ผมดุ แต่มือก็ยอมเอื้อมไปชี้ตัวเลขในตารางให้
“ก็ถ้าแว่นนั้นเป็นหน้ามึง... กูก็อยากมองนานๆ ปะวะ”
จังหวะนั้นเอง อุณหภูมิในห้องสมุดดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างประหลาด ผมชะงักไปชั่วครู่ หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะเสียอย่างนั้น ไอ้คำพูดเลี่ยนๆ แบบที่เคยใช้หว่านล้อมผมในอดีต มันถูกงัดออกมาใช้โดยไม่มีการปรับปรุงใหม่เลยสักนิด แต่ทำไม... ทำไมมันถึงยังได้ผลกับผมอยู่นะ?
“ปากเสียไม่เลิก” ผมกัดฟันพูด พยายามตั้งสติให้มั่น “มีนาราเรียกแล้วมั้งครับ เห็นเดินวนอยู่หน้าห้องสมุดตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว ไม่รีบไปหาผู้จัดการทีมคนสวยของคุณล่ะ”
ประโยคชื่อ ‘มีนารา’ ทำให้บรรยากาศในห้องเงียบกริบลงทันที ภาคินหุบยิ้มกวนๆ ลง ใบหน้าคมคายนั้นดูเคร่งขรึมขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“มึงหึงกูเหรอ?” ภาคินถามเสียงเรียบ แต่น้ำเสียงนั้นกลับมีพลังกดดันบางอย่างที่ทำให้ผมต้องหันไปมองหน้ามันตรงๆ
“หึง? ให้เกียรติสมองผมด้วยครับ”
“ถ้าไม่หึง แล้วจะพูดชื่อเขาทำไม” ภาคินขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น จนผมได้กลิ่นบุหรี่จางๆ จากตัวเขา มันวางมือข้างหนึ่งลงบนโต๊ะ ล้อมกรอบผมเอาไว้ “มึงรู้นี่ว่ากูไม่เคยสนใจใคร นอกจากคนที่เคยเป็นแฟนเก่ากู... คนที่ตอนนี้ก็นั่งอยู่ตรงหน้ากูเนี่ย”
ผมพูดไม่ออก ได้แต่จ้องตากับคนตรงหน้า จังหวะหัวใจมันดังจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยิน ความรู้สึกที่พยายามเก็บกดเอาไว้มันเริ่มสั่นคลอน
ทันใดนั้น เสียงรองเท้าส้นสูงก็ดังขึ้นใกล้ๆ พร้อมกับประตูห้องสมุดที่ถูกเปิดออกกว้าง
“คิน! ทำไมไม่รับสายมีนล่ะคะ มีเรื่องสำคัญจะคุยเรื่องสนามบาส...”
เสียงของมีนาราชะงักลงเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ผมกับภาคินที่อยู่ใกล้กันจนลมหายใจรดกันอยู่แล้ว หันไปมองที่ประตูพร้อมกัน
มีนารายืนอึ้งอยู่ตรงนั้น สายตาหล่อนกวาดมองผมด้วยความไม่พอใจก่อนจะเบนไปหาภาคินที่ยังคงวางมือล้อมตัวผมไว้ไม่ยอมปล่อย
“อ้าว มีน” ภาคินพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “มาก็ดีแล้ว ฝากบอกทีมด้วยนะว่าวันนี้กูไม่ซ้อม จะติวหนังสือต่อ”
ผมเบิกตากว้าง มองหน้าคนพูดด้วยความตกใจ นี่มันบ้าอะไรกัน!
ภาคินหันกลับมามองผม แววตาของมันมีความลับบางอย่างที่ทำเอาผมขนลุกวาบ มันกระซิบข้างหูผมเบาๆ ในจังหวะที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากเราสองคน
“คืนนี้อย่าเพิ่งรีบกลับนะวินท์... เรายังมีเรื่อง ‘ค้างคา’ ที่ต้องเคลียร์กันอีกยาวเลยครับ”
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านตอนแรกของความวุ่นวายครั้งนี้ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ!
เซียนสตรีทบาสคนนั้นคือแฟนเก่าผมเอง•ตอนที่ 1
บังเอิญหรือเวรกรรม
ผลงานโดย สแลมดังก์สื่อรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สแลมดังก์สื่อรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนสตรีทบาสคนนั้นคือแฟนเก่าผมเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
