เสียงเหล็กกระทบกันดัง *กริ๊ก* สั้นๆ แต่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท มันคือเสียงแห่งความเป็นความตายที่ดังขึ้นพร้อมกับเงาดำที่ทาบทับลงบนพื้นคอนกรีตเบื้องหน้า
กรณ์ไม่หันหลังกลับ
ในเสี้ยววินาทีที่ความมืดพยายามกลืนกินทุกสิ่ง สัญชาตญาณของชายผู้ผ่านสมรภูมิแห่งกาลเวลามาโชกโชนทำงานอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความคิด ร่างกายของเขาพุ่งทะยานเข้าประชิดตัวรินรดา มือหนาคว้าข้อมือเรียวของหญิงสาวแล้วดึงเข้ามาหลบหลังเสาปูนหนาทึบพร้อมๆ กับเสียงคำรามก้องของกระบอกปืนที่คำรามแหวกอากาศ เสียงกระสุนเจาะทะะลุผนังปูนฉาบจนเศษฝุ่นตลบอบولอ
"หมอบลง!" กรณ์คำรามต่ำในลำคอ ดวงตาคมกริบกวาดมองผ่านเงาสลัว ประเมินสถานการณ์ด้วยความนิ่งสงบอย่างน่าประหลาด
รินรดาหอบหายใจถี่กระชั้น ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยและเต็มไปด้วยความมั่นใจของนักจิตวิทยาอัจฉริยะบัดนี้ซีดเผือด ดวงตากลมโตสั่นไหวเล็กน้อยยามที่เงยขึ้นสบตากับเขาในระยะประชิด มือเรียวของเธอสั่นเทาแต่ไม่ได้เอ่ยคำตัดพ้อใดๆ ออกมา มีเพียงความเข้าใจอันลึกซึ้งที่สื่อผ่านแววตา—พวกเขาต่างรู้ดีว่าอดีตที่พยายามจะสลักทิ้ง ไม่เคยปล่อยให้พวกเขาเป็นอิสระอย่างแท้จริง
"คุณ... รู้ตัวไหมว่ากำลังทำอะไรอยู่" เสียงของรินรดากระซิบแผ่วเบา ท่ามกลางเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"ผมกำลังปกป้องอนาคตของตัวเองครับ" กรณ์ตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น ท่ามกลางประกายไฟจากเศษกระสุนที่ยังคงโปรยปรายลงมา
เขากระชับปืนในมือขวา สายตาคมกริบจับจ้องไปที่เงาร่างของมือสังหารที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามาทีละก้าว บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยความตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก แต่ในความมืดมนนั้น มือซ้ายของกรณ์กลับเอื้อมไปกุมมือที่สั่นเทาของรินรดาไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเขาถ่ายทอดผ่านผิวหนัง เยียวยาความหวาดกลัวที่เกาะกุมจิตใจของหญิงสาวทีละน้อย
ไม่มีคำพูดใดหวานซึ้งเกินจริง ไม่มีคำสัญญาที่สวยหรู ทว่า การกระทำที่เดิมพันด้วยชีวิตในวินาทีวิกฤตนี้กลับชัดเจนยิ่งกว่าถ้อยคำใดในโลก
กรณ์สูดลมหายใจเข้าลึก, ก่อนจะพุ่งตัวออกไปจากที่กำบังพร้อมกับเสียงคำรามลั่นลานกว้าง...
***
เวลาล่วงเลยผ่านไปจนกระทั่งความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงสีทองละมุนละไมของยามเช้าที่สาดส่องผ่านร่มไม้ใหญ่ ณ สวนสาธารณะริมทะเลสาบ ความเงียบสงบกลับคืนมาอีกครั้ง ราวกับเหตุการณ์นองเลือดเมื่อคืนก่อนเป็นเพียงภาพฝันร้ายที่เลือนราง
รินรดานั่งอยู่บนม้าไม้สีขาว ตัวชุดโค้ทสีครีมเข้ากันดีกับบรรยากาศอันร่มรื่น สายลมพัดโชยกลิ่นไอความเค็มจางๆ ของน้ำทะเลเข้ามาปะทะใบหน้า ปล่อยให้เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม เธอกำลังจดจ่ออยู่กับการจิบกาแฟอุ่นๆ ในแก้วกระดาษ ทว่าสายตาคู่สวยกลับเหลือบมองชายหนุ่มที่ยืนพิงราวสะพานไม้ทอดตัวลงสู่ผืนน้ำเบื้องหน้า
กรณ์ในยามนี้ดูผ่อนคลายกว่าทุกครั้ง เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นรอยแผลเป็นจางๆ—ร่องรอยแห่งกาลเวลาที่เขาแบกรับไว้
"คุณคิดว่าเราจะหนีพ้นจริงๆ หรือครับ... หรือสุดท้ายแล้ว เราก็เป็นแค่เฟืองตัวเล็กๆ ในระบบที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้" รินรดาเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงของเธอเจือความกังวลลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มบางเบา
กรณ์หันกลับมามองเธอ ดวงตาคมคายคู่นั้นฉายแววอ่อนโยนอย่างที่หาได้ยากยิ่ง เขาก้าวเท้าเดินเข้ามาใกล้ ช้าๆ ทว่ามั่นคง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งเคียงข้างบนม้าไม้ตัวเดียวกัน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของกันและกัน
"ผมไม่รู้ว่าอนาคตข้างหน้า ระบบจะเขียนบทให้เราพบกับอะไรบ้าง" กรณ์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ลึกซึ้ง และจริงจัง "แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมมั่นใจ... ในทุกๆ ไทม์ไลน์ หรือทุกๆ ความทรงจำที่ผมอาจจะเคยสูญเสียไป สิ่งเดียวที่ผมจำได้แม่นยำที่สุด คือความรู้สึกในวินาทีที่ผมเลือกจะปกป้องคุณ"
หัวใจของรินรดาเต้นผิดจังหวะ เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยสบประสานกับนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจของชายหนุ่ม ไอร้อนผ่าวตีตื้นขึ้นมาที่พวงแก้มขาวเนียนอย่างห้ามไม่ได้
"คุณนี่นะ... ชอบพูดจาเหมือนนักเขียนบทละครน้ำเน่าอยู่เรื่อย" รินรดาหลบสายตาอมยิ้มบางๆ ออกมา เป็นรอยยิ้มที่งดงามที่สุดเท่าที่กรณ์เคยเห็นมาในรอบหลายปี
"แต่มันเป็นความจริงจากใจผมนะครับ" กรณ์ยิ้มรับ รอยยิ้มที่มุมปากทำให้ใบหน้าคมเข้มนั้นดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มือหนายื่นออกไปกุมมือเรียวของเธอไว้หลวมๆ บนตัก "นับจากวันนี้ไป... ไม่ว่าความลับของตลาดความทรงจำจะน่ากลัวแค่ไหน หรืออดีตจะตามมาหลอกหลอนเราอย่างไร ผมขอสัญญาว่าเราจะไม่ต้องเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพังอีกต่อไป"
รินรดากะพริบตาไล่ความชื้นที่เอ่อล้นขึ้นมาบริเวณขอบตา เธอซบศีรษะลงบนลาดไหล่กว้างของกรณ์อย่างยอมจำนนต่อความรู้สึกในใจ ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ความหวาดกลัวต่อปริศนาและอดีตอันดำมืดถูกปัดเป่าให้จางหายไปด้วยสัมผัสที่มั่นคงและจริงใจของชายหนุ่ม
แสงแดดยามสายทอประกายระยิบระยับบนผืนน้ำ สะท้อนภาพของคนทั้งสองที่นั่งเคียงคู่กันภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เป็นช่วงเวลาแห่งความสงบสุขที่หาได้ยากยิ่ง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนเพื่อให้พวกเขาได้เริ่มต้นบทใหม่ของชีวิตร่วมกัน...
ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังจะเอ่ยปากตอบรับคำสัญญานั้น เสียงฝีเท้าฝีหนาที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากด้านหลังอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงปรบมือช้าๆ ที่ดัง *แปะ... แปะ... แปะ...* ทำลายบรรยากาศอันแสนหวานลงในพริบตา
"ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริงครับ... น่าเสียดายที่บทสนทนานี้ คงไม่มีโอกาสได้ไปต่อในตอนจบแบบแฮปปี้เอน딩"
เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยเอ่ยขึ้น ร่างสูงโปรดในชุดสูทสีเข้มของบุคคลที่พวกเขาคิดว่าได้สูญหายไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้เมื่อสามเดือนก่อน ค่อยๆ ก้าวออกมาจากหลังม่านต้นไม้ พร้อมกับรอยยิ้มเยือกเย็นที่มุมปาก และในมือของเขากำลังถืออุปกรณ์ชิ้นเล็กที่ส่งเสียงสัญญาณเตือนถี่รัว...
*ตี๊ด... ตี๊ด... ตี๊ด...*
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลามาด้วยกันจนถึงบทนี้นะครับ
สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา•ตอนที่ 44
คำสัญญาใต้แสงตะวัน
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลักรอยอดีต ลิขิตอนาคต: ตลาดมืดความทรงจำข้ามเวลา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!