“ถ้าจะเสียเวลาตักเข้าปากเพื่อทำหน้าตาเหมือนกินยาพิษแบบนั้น ผมแนะนำให้คุณวางช้อนลงแล้วเช็คบิลออกไปจากร้านผมเสียเดี๋ยวนี้ครับ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลดังขึ้นจากเบื้องหลัง ร่างสูงโปร่งในชุดเชฟสีขาวสะอาดตาของ ‘คิณ’ ก้าวเข้ามาหยุดยืนที่ข้างโต๊ะอาหารของหญิงสาวผู้มาเยือนอย่างเงียบเชียบ ราวกับเสือที่ย่องเข้ามาประชิดเหยื่อโดยที่เจ้าตัวไม่ทันตั้งตัว
รินรดาชะงักมือที่กำลังถือช้อนเงินค้างไว้กลางอากาศ เธอไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองเจ้าของเสียงในทันที แต่กลับค่อยๆ วางช้อนลงบนจานกระเบื้องเคลือบราคาแพงด้วยจังหวะที่เนิบช้าและท้าทาย ก่อนจะหันมาสบตาชายหนุ่มด้วยนัยน์ตาเรียบเฉยที่ซ่อนความพยศไว้ลึกๆ
“เชฟคิณ... เจ้าของร้านผู้โด่งดังเรื่องความเย็นชาและฝีมือระดับมิชลินสตาร์สินะคะ” รินรดาแค่นยิ้มมุมปาก “ฉันกำลังคิดอยู่ว่า ถ้าจานนี้คือมาสเตอร์พีซตามคำเล่าลือ ทำไมรสสัมผัสถึงได้ฟ้องว่าคนทำกำลัง ‘โกรธ’ จนลืมใส่หัวใจลงไปในอาหารล่ะคะ?”
บรรยากาศภายในร้านที่เคยขวักไขว่ด้วยเหล่าพนักงานและเสียงช้อนส้อมกระทบจานพลันเงียบกริบลงทันที ทุกสายตาจับจ้องมาที่โต๊ะมุมในสุดของร้าน พนักงานเสิร์ฟต่างหยุดมือด้วยความกังวล เพราะไม่มีใครกล้าหาญพอจะตั้งคำถามกับมาตรวัดความสมบูรณ์แบบของคิณเช่นนี้มาก่อน
คิณโน้มตัวลงมาเล็กน้อย ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเขากับเธอลดลงจนรินรดาสัมผัสได้ถึงกลิ่นจางๆ ของเครื่องเทศและอำนาจดิบเถื่อนที่เขาสั่งสมมาจากการคุมห้องครัวที่ร้อนระอุ
“หัวใจงั้นหรือครับ?” คิณเลิกคิ้ว สายตาที่เย็นชาดั่งน้ำแข็งขั้วโลกจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ “อาหารของผมมีไว้ให้คนที่มี ‘ลิ้น’ รับรสได้จริงวิจารณ์ ไม่ใช่คนที่มีไว้แค่ประดับหน้าเพื่อปั่นกระแสเรียกยอดไลก์จากโซเชียลมีเดีย ถ้าคุณไม่ชอบ... ก็แค่ไสหัวออกไปครับ”
“แรงดีนี่คะ” รินรดาไม่สะทกสะท้าน เธอหยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กออกมาวางบนโต๊ะ “น่าเสียดายที่ชื่อเสียงของคุณกำลังจะพังเพราะทิฐิที่สูงลิ่วเกินไป... อ้อ! อีกอย่างนะคะ ซอสที่ราดตัวปลานี่น่ะ มันเปรี้ยวโดดจนกลบความหวานของเนื้อปลาไปหมด ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันจะเลิกทำตัวเป็นพ่อครัวเอาแต่ใจ แล้วหันกลับไปทบทวนเบสิกการปรุงใหม่นะคะ”
คิณขบกรามแน่น สันกรามของเขาขึ้นนูนเด่นชัดด้วยความโกรธที่ถูกจี้จุดอย่างแรง เขาไม่ได้โกรธที่โดนวิจารณ์ แต่เขาโกรธที่คำพูดของเธอมัน ‘แม่นยำ’ จนน่าขนลุก
“ผมไม่รับฟังความคิดเห็นจากคนที่ไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับปรัชญาอาหารของผม” เขากดเสียงต่ำ “เชิญครับ”
“ได้ค่ะ ฉันจะออกไป” รินรดาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เธอจงใจขยับเข้าไปใกล้จนไหล่เกือบชนกัน ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคน “เตรียมตัวไว้ให้ดีเถอะค่ะ เพราะบทวิจารณ์ชิ้นต่อไป... มันจะทำให้ร้านหรูๆ แห่งนี้ไร้ค่าไปในพริบตา”
เธอกำลังจะเดินผ่านเขาไป ทว่าคิณกลับคว้าข้อมือของเธอไว้แน่นแรงบีบนั้นไม่ได้รุนแรงจนน่าเกลียด แต่มันหนักแน่นและทรงพลังพอที่จะตรึงเธอไว้กับที่ รินรดาชะงักมองมือที่รั้งเธอไว้ด้วยสายตาท้าทาย
ในจังหวะนั้นเอง ประตูบานใหญ่ของร้านถูกผลักเข้ามาอย่างแรงพร้อมเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบของใครบางคน
“คิณ! ฉันได้ยินมาว่ามีนักวิจารณ์จากนิตยสารชื่อดังมาที่ร้าน แกคงยังไม่ทำพังหรอกนะ?”
เสียงของ ‘ธันวา’ ดังขึ้นทำลายความเงียบที่น่าอึดอัด คิณปล่อยมือจากข้อมือของรินรดาทันที สายตาของเขาเปลี่ยนจากความโกรธเกรี้ยวเป็นความเย็นชาที่อ่านไม่ออก รินรดาหันกลับไปมองชายที่เพิ่งก้าวเข้ามา—ชายผู้ที่เป็นศัตรูทางธุรกิจคนสำคัญของคิณ—ก่อนจะแสยะยิ้มที่ดูราวกับมีแผนการร้ายซ่อนอยู่
“อ้าว... ดูเหมือนฉันจะมาผิดจังหวะสินะครับ” ธันวาเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันพลางกวาดตามองทั้งคู่
รินรดาไม่ตอบคำถามใคร เธอเพียงแค่หยิบกระเป๋าถือขึ้นมา แล้วหันไปจ้องตาคิณนิ่งๆ ก่อนจะทิ้งระเบิดลูกสุดท้ายไว้กลางร้าน
“ไม่ต้องห่วงนะคะเชฟ... เพราะหลังจากจบมื้อนี้ไป ร้านของคุณจะไม่ใช่แค่ร้านอาหารธรรมดาอีกต่อไป แต่มันจะกลายเป็น ‘สนามรบ’ ที่คุณจะไม่มีวันชนะฉันได้”
เธอก้าวเดินออกไปจากร้าน ทิ้งให้คิณยืนนิ่งค้างอยู่ท่ามกลางสายตาของพนักงานและรอยยิ้มที่น่ารังเกียจของธันวาที่ขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ คิณสูดลมหายใจลึก เขาเพิ่งตระหนักได้ว่า... ความวุ่นวายที่แท้จริง เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับความขัดแย้งบทแรกนี้นะครับ สเปซโอเดสซีย์หวังว่าทุกท่านจะพร้อมสำหรับตอนต่อไปครับ
เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดความใจอ่อน•ตอนที่ 1
จานแรกที่ไร้รสชาติ
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนของคนหัวรั้นกับมาตรวัดความใจอ่อน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
