"หากท่านคิดว่ากระดาษแผ่นเดียวจะสามารถลบเกียรติยศของตระกูลวาเลเรียลงได้... ท่านก็คงประเมินความโง่เขลาของตัวเองต่ำไปหน่อยนะคะ เจ้าชายอาร์เธอร์"
เสียงทุ้มหวานแต่เยียบเย็นก้องกังวานไปทั่วห้องโถงจัดเลี้ยงสีทองอร่ามของพระราชวังหลวง กลิ่นอายของดอกกุหลาบขาวและน้ำหอมราคาแพงระยับอบอวลผสมปนเปกับบรรยากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ทว่าจุดศูนย์กลางของสายตานับร้อยคู่กลับไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองระยิบระยับ เอเลน่า ฟอน วาเลเรีย ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววคมกริบดั่งใบมีดที่เพิ่งถูกชักออกจากฝัก ริมฝีปากอิ่มระเรื่อแย้มยิ้มเยาะหยันอย่างไม่คิดจะปิดบัง
ความทรงจำวูบไหวเข้ามาในห้วงความคิดราวกับภาพยนตร์ม้วนเก่า... ในชาติภพก่อน เธอก็ยืนอยู่ ณ จุดนี้ ในชุดเจ้าสาวที่ถูกตราหน้าว่าเป็น 'ผู้หญิงไร้ค่า' ถูกเจ้าชายอาร์เธอร์ฉีกสัญญาหมั้นหมายทิ้งต่อหน้าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของสตรีหน้าซื่อใจคดอย่างเลดี้ไอรีน วันนั้นเอเลน่าร้องไห้อ้อนวอน คุกเข่าอย่างไร้ศักดิ์ศรี จนกระทั่งถูกขับไล่ออกจากสังคมชั้นสูง และจบชีวิตลงอย่างโดดเดี่ยวในคุกมืดอันหนาวเหน็บ
แต่นั่นมันคือเรื่องของ 'เอเลน่าคนเก่า' คนโง่เขลาผู้มอบหัวใจให้ผิดคนผู้นั้น ได้ตายไปพร้อมกับลมหายใจเฮือกสุดท้ายบนกองฟางสกปรกเรียบร้อยแล้วค่ะ
"เอเลน่า! เจ้ารู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอยู่กับใคร?" เสียงทุ้มห้าวขององค์ชายอาร์เธอร์ตวาดกร้าว ใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว มือหนากำกระดาษแผ่นบางในมือแน่นจนยับยู่ยี่ "ในเมื่อเจ้าไร้ซึ่งพลังเวทมนตร์ และตระกูลวาเลเรียก็กำลังจะล้มละลาย เจ้าก็ไม่มีค่าคู่ควรที่จะยืนเคียงข้างบัลลังก์ของข้าอีกต่อไป การถอนหมั้นวันนี้คือความเมตตาเดียวที่ข้าจะมอบให้!"
เสียงซุบซิบนินทาดังระงมขึ้นรอบทิศทาง บรรดาคุณหญิงคุณนายต่างใช้พัดขนนกบังปากแล้วปรายตามองมาด้วยความสมเพชเวทนา เลดี้ไอรีนที่ยืนแสร้งทำเป็นบอบบางอยู่เบื้องหลังองค์ชาย แอบซ่อนรอยยิ้มสะใจไว้ภายใต้ใบหน้าที่จำยอมน้ำตาคลอเบ้า
เอเลน่ามิได้สะท้านสะเทือนแม้แต่น้อย เธอก้าวเท้าช้าๆ เข้าหาอดีตคู่หมั้นอย่างมั่นคง เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นหินอ่อนดัง *กริ๊บ... กริ๊บ...* ราวกับนาฬิกามรณะที่กำลังนับถอยหลังสู่ความพินาศของพวกเขาเอง
"เมตตาหรือคะ?" เอเลน่าหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยเวทมนตร์แห่งความกดดันจนผู้คนรอบข้างถึงกับขนลุกซู่ "ท่านต่างหากเล่าอาร์เธอร์ ที่กำลังเอาอนาคตของราชวงศ์ไปจำนำไว้กับกองหนี้สินท่วมหัว ทรัพย์สินทั้งหมดที่ท่านใช้จัดงานเลี้ยงฉลองโง่ๆ นี้ รวมถึงแหวนเพชรบนนิ้วของนางสารเลวข้างกายท่าน... ล้วนเป็นเงินกู้ยืมจากธนาคารกลางภายใต้ชื่อของตระกูลวาเลเรียทั้งสิ้น!"
สิ้นคำพูดนั้น ทั่วทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบงันชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นมาดังสนั่นยิ่งกว่าเดิม เจ้าชายอาร์เธอร์หน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ มือที่ถือเอกสารสั่นเทา "เจ้า... เจ้าโกหก! หลักฐานอยู่ที่ไหน!"
"หลักฐานน่ะหรือคะ?" เอเลน่าปรายตามองไปทางประตูห้องโถงใหญ่ที่ปิดสนิท มุมปากยกยิ้มขึ้นอย่างงดงามแต่กลับน่ากลัวเกินกว่าจะคาดเดา "ไม่ต้องรีบร้อนไปหรอกค่ะท่านอาร์เธอร์ เพราะอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า เจ้าของหนี้ตัวจริง... เขาคงจะมาเคาะประตูทวงเงินด้วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ"
*แอ๊ด...*
บานประตูไม้สักทองแกะสลักลวดลายวิจิตรค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกช้าๆ ลมหนาวจากภายนอกพัดพาเอากลิ่นอายอันทรงอำนาจและเยือกเย็นเข้ามาปกคลุมพื้นที่ บุรุษผู้ก้าวเข้ามาใหม่หยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู ร่างสูงสง่าในชุดสูทสั่งตัดเข้ารูปสีดำสนิท เส้นผมสีเงินยวงสะท้อนกับแสงไฟระยิบระยับ ดวงตาคมกริบสีอำพันกวาดมองผู้คนในห้องด้วยความเหยียบเย็น ราวกับพญาอินทรีที่กำลังมองฝูงมดปลวก
ดยุกคาสเซียน แวน ฮาร์ท... บุรุษผู้กุมอำนาจเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของอาณาจักร และเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดที่แม้แต่พระราชาทรงยังต้องเกรงอกเกรงใจ
ความตื่นตระหนกฉายชัดบนใบหน้าของเจ้าชายอาร์เธอร์ทันทีที่เห็นว่าใครมาเยือน ชายหนุ่มรีบเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้งแล้วก้าวเข้าไปต้อนรับ "ทะ... ท่านดยุกคาสเซียน ลมอะไรหอบท่านมาถึงงานเลี้ยงส่วนตัวเช่นนี้เล่าครับ?"
คาสเซียนมิได้ชายตามองเจ้าชายอาร์เธอร์แม้แต่น้อย รองเท้าหนังขัดมันก้าวผ่านร่างขององค์ชายไปอย่างไม่ไว้หน้า ร่างสูงโปร่งเดินตรงดิ่งเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าเอเลน่า สายตาคมกริบที่เคยไร้ความรู้สึก บัดนี้กลับทอประกายบางอย่างที่ลึกล้ำเกินกว่าจะหยั่งถึง
ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วบริเวณ ทุกสายตาต่างจับจ้องมาที่คนทั้งคู่ด้วยความระทึกใจ ว่าท่านดยุกผู้เย็นชาจะทรงกริ้วหรือลงทัณฑ์สตรีที่บังiอาจสร้างความวุ่นวายในงานหลวงเช่นนี้อย่างไร
ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทุกคนอ้าปากค้างจนแทบกลืนน้ำลายไม่ลง...
คาสเซียนยกมือขึ้น ปลายนิ้วเรียวยาวสัมผัสเบาๆ ที่หลังมือของเอเลน่าอย่างทะนุถนอม ราวกับเธคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในจักรวาล ก่อนที่เขาจะโน้มใบหน้าลงกระซิบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่ได้ยินกันเพียงแค่สองคน ทว่ากลับชัดเจนพอที่จะทำให้คนรอบข้างหัวใจวายตายได้
"มาช้าไปนิด หวังว่าข้าคงไม่ได้พลาดความสนุกตอนที่เจ้ากำลังตบหน้าพวกสวะนี่หรอกนะ... ที่รักของข้า"
เอเลน่าช้อนสายตาขึ้นสบมองดวงตาสีอำพันคู่นั้น รอยยิ้มหวานหยดถูกจุดขึ้นบนเรียวปากอีกครั้ง รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหวาดกลัว เจียมเนื้อเจียมตัว หรืออ่อนแอหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความมั่นใจและอำนาจที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินอาณาจักรนี้ให้คว่ำลง
"ไม่สายเกินไปหรอกค่ะท่านดยุก..." เอเลน่าเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส ชนิดที่ตั้งใจให้ทุกคนในห้องได้ยินอย่างชัดเจน "เพราะความสนุก... มันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหากล่ะคะ"
ดวงตาสีอำพันของคาสเซียนไหววับด้วยความพึงพอใจ มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ เขาผายมือออกด้านข้างอย่างสง่างาม ในขณะที่พ่อบ้านประจำตัวก้าวเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารสีดำสนิทประทับตราประทับทองคำแท้ของธนาคารหลวง
"ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่และเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของตระกูลรอยัล" คาสเซียนประกาศกร้าว เสียงทุ้มกังวานทรงพลังสะท้อนก้องไปทุกอณูอากาศ "ข้าขอประกาศอายัดทรัพย์สินและสิทธิ์การครอบครองดินแดนทั้งหมดขององค์ชายอาร์เธอร์ ณ บัดนี้!"
เพล้ง! แก้วไวน์ในมือของเจ้าชายอาร์เธอร์ร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย สีหน้าของเขาซีดเผือดไร้สีเลือด เลดี้ไอรีนกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจจนเป็นลมล้มพับไปกับพื้น
เอเลน่ายืนมองภาพความพินาศตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ ปลายเลิ็บสีแดงระเรื่อแตะเบาๆ ที่ปกเสื้อสูทของคาสเซียนอย่างสนิทสนม เกมเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และเธอก็พร้อมแล้วที่จะขยี้พวกมันให้จมดินทีละคน
ขอขอบพระคุณนักอ่านที่น่ารักทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่โลกแห่งเวทมนตร์และการล้างแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ!
คุณหนูตัวร้ายกับเวทมนตร์แห่งการพลิกโฉมอาณาจักร•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนชีพในวันที่โลกต้องจารึก
ผลงานโดย ม่านหมอกโรแมนซ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ม่านหมอกโรแมนซ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหนูตัวร้ายกับเวทมนตร์แห่งการพลิกโฉมอาณาจักร นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
