กลิ่นอายของกระดาษโบราณผสมผสานกับฝุ่นละอองที่ลอยเคว้งคว้างในแสงจันทร์สลัว คือสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเซวียรินในยามวิกาลนี้ค่ะ
หอสมุดกลางแห่งราช akademy อาณาจักรเวทมนตร์ออสตราเรีย ในยามที่ระฆังบอกเวลาเที่ยงคืนดังขึ้น สามัญสำนึกของนักเรียนปีสองทุกคนควรจะอยู่ใต้ผ้าห่มนวมหนานุ่มภายในห้องพัก แต่สำหรับเซวียรินแล้ว กฎระเบียบลักษณะนั้นเป็นเพียงตัวอักษรไร้ค่าบนกระดาษที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อขัดขวางการค้นหาความจริงเท่านั้น
ร่างโปร่งในชุดคลุมนักเรียนสีดำสนิทขยับตัวอย่างเงียบเชียบ ปลายน้องเรียวยาวตวัดผ่านสันหนังสือปกหนังสีเข้มใน "โซนอัคนีวิกาล" พื้นที่ระดับห้ามเข้าเด็ดขาดซึ่งมีเพียงผู้มีสิทธิ์พิเศษระดับสภานักเรียนหรืออาจารย์อาวุโสเท่านั้นที่ย่างกรายเข้ามาได้ แต่ด้วยการคำนวณวงจรเวทพรางตาที่เซวียรินใช้เวลาศึกษาโครงสร้างอักษรยันต์โบราณนานแรมเดือน ทำให้ม่านพลังป้องกันระดับสามของหอสมุดสลายตัวลงอย่างนุ่มนวล ราวกับน้ำค้างที่ระเหยหายไปในยามเช้า
ดวงตาสีเทาเข้มคู่คมกริบกวาดมองรายชื่อตำราด้วยความเย็นชา แม้ภายนอกเขาจะเป็นเพียงแค่นักเรียนทุนผู้เงียบขรึม ไร้ซึ่งเส้นสายตระกูลขุนนางค้ำจุน และมักถูกมองข้ามจากบรรดาเพื่อนร่วมชั้นสายเลือดบริสุทธิ์ แต่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ภายใต้ความเงียบงันนั้น สมองของเซวียรินกำลังประมวลผลทฤษฎีเวทมนตร์ซับซ้อนนับพันรูปแบบในเสี้ยววินาที
สาเหตุที่เขาต้องเสี่ยงชีวิตลัก Mian เข้ามาในโซนหวงห้ามแห่งนี้ ไม่ใช่เพื่อการสอบเลื่อนขั้น หรือเพื่อความทะเยอทะยานไร้สาระ หากแต่เป็นเพราะ "บันทึกของบรรพชน" สายเลือดตระกูลวาลคีเรียที่สูญหายไปเมื่อสองร้อยปีก่อน—ตระกูลที่ถูกตราหน้าว่าเป็นกบฏ และถูกลบชื่อออกจากประวัติศาสตร์เวทมนตร์อย่างเลือดเย็น
"ถ้ายังเดินวนเวียนอยู่แถวชั้นหนังสือหมวดอักษรวิบัติอีกสามนาที เจ้าอาจจะได้กลิ่นอายของไม้กวาดผู้คุมหอสมุดลอยมาเตะจมูกก่อนที่จะทันได้เปิดหน้าแรกเสียด้วยซ้ำนะคะ นายน้อยผู้เคร่งขรึม"
เสียงกระซิบแหบพร่าแต่แฝงด้วยความเย้าแหย่ดังขึ้นจากความว่างเปล่าข้างกาย
เซวียรินไม่ได้สะดุ้งตกใจ เขาลอบถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะเหลือบสายตาไปมองกระจกพกพาบานเล็กที่เหน็บไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุม ผิวกระจกสีเงินยวงสะท้อนภาพเงาของชายหนุ่มในชุดสูทโบราณย الحقกาล ดวงตาสีเพลิงที่จ้องมองกลับมาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และร่องรอยของประสบการณ์อันยาวนาน—เรเวนัส วิญญาณอดีตจอมเวทผู้ทรงพลังที่ติดอยู่ในพันธนาการแห่งกระจกสะท้อนเงาตั้งแต่วันที่เขาบังเอิญไปปลุกมันขึ้นมาในซากปรักหักพังเมื่อปีก่อน
"นายพูดมากเกินไปแล้ว เรเวนัส" เซวียรินตอบกลับด้วยกระแสเสียงเรียบเรื่อย โทนเสียงต่ำนุ่มแต่แฝงความเฉียบขาด "ถ้าผู้คุมหอสมุดมาจริง คนที่จะร่างสลายกลายเป็นผุยผงก่อนไม่ใช่ฉัน แต่เป็นนายที่ต้องติดอยู่ในมิติกระจกบานนั้นไปชั่วนิรันดร์ต่างหาก"
"โอ้ พูดจาใจร้ายเป็นบ้าเลยนะ เซวียริน ทั้งๆ ที่ฉันคอยเตือนด้วยความหวังดีแท้ๆ" เรเวนัสในกระจกทำท่าทางเบะปากอย่างน่าหมั่นไส้ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนผิวกระจกเบาๆ จนเกิดระลอกคลื่นสีฟ้าจางๆ "อีกอย่าง... เจ้าก็รู้ดีว่าฉันไม่มีทางยอมให้เด็กปั้นอัจฉริยะอย่างเจ้ามาตายน้ำตื้นในที่โสโครกแบบนี้หรอกน่า บรรยากาศอับชื้นนี่มันชวนให้อึดอัดเป็นบ้า รีบๆ หาของที่ต้องการแล้วออกไปเถอะ ฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเวทมนตร์แปลกประหลาดที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แล้วนะ"
คำเตือนของเรเวนัสทำให้เซวียรินหรี่ตาลง สัญชาตญาณการเอาตัวรอดเตือนให้เขารีบเร่งมือ
ปลายนิ้วเรียวเอื้อมไปแตะที่ชั้นหนังสือลึกลับหลังสุด ซึ่งถูกคลุมไว้ด้วยม่านอาคมสีม่วงเข้ม อาคมนี้ไม่ใช่ระบบป้องกันของหอสมุด แต่มันคือ "ซีลเวทเฉพาะตัว" ที่เก่าแก่กว่าตัวอาคารเสียอีก ทว่าด้วยความสามารถในการวิเคราะห์โครงสร้างพลังงานระดับสูง เซวียรินใช้ปลายนิ้วแตะลงไปตามจุดประสานพลังสามจุด หมุนเวียนมานาในร่างกายตามทิศทางทวนเข็มนาฬิกา เสียงฉีกขาดเบาๆ ของอากาศดังขึ้น พร้อมกับม่านพลังที่มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
บนชั้นไม้สักเก่าคร่ำครึ มีวัตถุเพียงชิ้นเดียววางสงบนิ่งอยู่ตรงนั้น
มันคือ "สมุดบันทึก" ปกหนังสีดำสนิทที่ไร้ซึ่งลวดลายประดับใดๆ ไม่มีชื่อผู้แต่ง ไม่มีตราประทับตระกูลขุนนาง และไม่มีแม้แต่ชื่อเรื่องสลักไว้บนสันหนังสือ สิ่งที่ทำให้มันดูน่าพิศวงที่สุดก็คือ เมื่อเซวียรินหยิบมันขึ้นมาพลิกดูด้วยมือเปล่า หน้ากระดาษทุกแผ่นภายในกลับว่างเปล่า... ไม่มีตัวอักษรแม้แต่ตัวเดียว เป็นเพียงกระดาษสีเหลืองกรอบตามกาลเวลาที่ไร้ร่องรอยการบันทึกข้อความใดๆ ทั้งสิ้น
"ฮึ่ม สมุดบันทึกไร้ตัวอักษร? หรือว่าบรรพชนตระกูลวาลคีเรียของเจ้าจะสติฟั่นเฟือนไปแล้ว ถึงได้เก็บสมุดเปล่าไว้ในโซนหวงห้ามระดับสูงสุดแบบนี้" เรเวนัสหัวเราะในลำคอด้วยความขบขัน ขณะที่ดวงตาสีเพลิงในกระจกหรี่ลงพิจารณาวัตถุในมือเด็กหนุ่ม "หรือนี่จะเป็นมุกตลกฝืดเคืองของคนโบราณกันแน่นะ"
เซวียรินไม่ตอบคำถามนั้น เขายังคงจ้องมองหน้ากระดาษว่างเปล่าด้วยแววตาครุ่นคิด
หัวใจของเขาเต้นรัวขึ้นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะเขาสัมผัสได้ถึง "แรงกระตุ้นบางอย่าง" ที่ไหลเวียนอยู่ใต้ผิวสัมผัสของกระดาษ มานาในตัวของเขาเริ่มสั่นพ้องกับสมุดบันทึกเล่มนี้อย่างประหลาด ราวกับว่ามันกำลังรอคอยกุญแจบางอย่างเพื่อปลดล็อกความลับที่ถูกซ่อนเร้นมานานนับร้อยปี
เซวียรินสูดลมหายใจเข้าลึก หลับตาลงชั่วพริบตาเพื่อตั้งสมาธิ ก่อนจะปล่อยให้หยดโลหิตสีแดงสดจากปลายนิ้วที่เขาจงใจสะกิดด้วยเวทมนตร์หยดลงบนกึ่งกลางหน้ากระดาษสีขาวโพลน
*แปะ...*
หยดเลือดซึมหายเข้าไปในเนื้อกระดาษอย่างรวดเร็ว ราวกับมันมีความกระหายที่จะกลืนกินสิ่งนั้น
ทันใดนั้นเอง... ความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวก็เกิดขึ้น
ความมืดมิดรอบตัวพลันบิดเบี้ยว อุณหภูมิภายในโซนหวงห้ามลดฮวบลงจนเกิดเกล็ดน้ำแข็งเกาะตามชั้นหนังสือ เสียงกระซิบโหยหวนนับร้อยเสียงดังขึ้นในโสตประสาท ราวกับวิญญาณจำนวนมากกำลังกรีดร้องจากห้วงมิติอื่น และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง หน้ากระดาษที่เคยว่างเปล่าก็เริ่มปรากฏเส้นสายอักษรเวทสีทองอร่ามขึ้นทีละตัวอย่างช้าๆ บิดตัวไปมาคล้ายกับงูพิษมีชีวิต
"เฮ้ เซวียริน ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!" เสียงของเรเวนัสเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "นั่นไม่ใช่บันทึกธรรมดา! มันคือ...!"
ยังไม่ทันที่เรเวนัสจะพูดจบ ประตูเหล็กหนาหนักของโซนหวงห้ามที่ควรจะถูกล็อกด้วยอาคมสมบูรณ์แบบ กลับถูกระเบิดออกด้วยแรงระเบิดมหาศาล!
*ตูมมม!*
เศษซากไม้และเหล็กกระจายว่อน ท่ามกลางกลุ่มควันสีดำทึบ ร่างของใครบางคนก้าวเท้าเดินผ่านม่านควันเข้ามาอย่างเชื่องช้า เงาร่างนั้นสูงโปร่งและแผ่รังสีสังหารอันเยือกเย็นที่กดทับจนเซวียรินแทบหายใจไม่ออก
แสงไฟจากคบเพลิงเวทส่องกระทบใบหน้าของผู้มาใหม่—รอยยิ้มเยาะหยันที่มุมปากและดวงตาสีฟ้าครามที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียม ทำเอาเซวียรินต้องขบกรามแน่น
"ไม่นึกเลยว่าเด็กทุนไร้ค่าอย่างแก จะมีความสามารถในการลอบเข้ามาถึงใจกลางหอสมุดได้... เซวียริน" เสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่ยขึ้นอย่างเยือกเย็น พร้อมกับประกายแสงเวทสีครามที่ลุกโชนขึ้นในมือขวาของอีกฝ่าย "ส่งสมุดเล่มนั้นมาให้ฉันซะดีๆ หรือจะต้องให้ฉันฉีกกระชากแขนแกออกเป็นชิ้นๆ ก่อน ถึงจะยอมส่งมันมา?"
เซวียรินก้มมองสมุดในมือที่ตอนนี้ตัวอักษรสีทองเส้นสุดท้ายเพิ่งจะสลักเสร็จสิ้นพอดี และก่อนที่เขาจะทันได้พลิกอ่านข้อความสำคัญบรรทัดแรก—
นิ้วมือของเขาก็ถูกกระชากด้วยแรงดึงดูดประหลาดจากตัวสมุด พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนจากระบบเวทมนตร์โบราณที่ดังขึ้นในหัวอย่างกะทันหัน:
*[ ตรวจพบการปลดล็อก: ทฤษฎีเวทบทสุดท้ายระดับ SSS - "เงาสะท้อนแห่งจุดจบ" เริ่มต้นการทำงาน ]*
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับปริศนานี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ! — แอสทริดธาตุมนต์
ทฤษฎีเวทบทสุดท้ายกับคู่หูผู้มาจากเงาสะท้อน•ตอนที่ 1
หน้ากระดาษที่ไร้ตัวอักษร
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทฤษฎีเวทบทสุดท้ายกับคู่หูผู้มาจากเงาสะท้อน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
