เสียงคำรามของผืนป่าไม่ได้มาพร้อมกับความเกรี้ยวกราด แต่มันมาในรูปของความเงียบงันที่น่ากลัว—ความเงียบที่กระชั้นชิดจนขนลุกชัน ตะวันจำความรู้สึกขณะที่กระโดดข้ามขอบหน้าต่างไม้เก่าๆ นั่นได้แม่นยำ รองเท้าผ้าใบราคาแพงที่ตอนนี้เต็มไปด้วยโคลนตมเหยียบย่ำลงบนดินเปียกชุ่ม แผนที่ที่ถูกฉีกขาดและขยำทิ้งไว้ในห้องพักเมื่อคืน กลายเป็นเพียงเศษกระดาษไร้ค่าเมื่อเทียบกับความเป็นจริงตรงหน้า: เบื้องหน้าคือป่าทึบสีเขียวเข้มที่ถูกกลืนกินด้วยหมอกหนาทึบราวกับสัตว์ประหลาดอ้าปากรอรับเหยื่อ
"ถ้าก้าวพลาดอีกสามก้าว เราจะไม่ได้คุยกันภาษาคนอีกต่อไป, สหาย"
เสียงแหบห้าวของลุงมาร์คดังขึ้นจากด้านหลัง ชายวัยเกษียณชาวฝรั่งเศสผู้ผ่านโลกมาโชกโชนคนนี้ ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย เขายังคงเคี้ยวใบไม้ป่ารสฝาดในปาก มือข้างหนึ่งจับสายสะพายเป้ใบโตที่สีซีดจนแทบมองไม่เห็นลายเดิม ตะวันหันไปมองหน้าชายแก่ แววตาของนักเดินทางรุ่นพี่ไม่มีความหวาดกลัว มีเพียงความนิ่งสงบที่ชวนให้อุ่นใจท่ามกลางอากาศที่ลดต่ำลงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่ใช่ละอองฝนเม็ดเล็กๆ แต่มันคือม่านน้ำสีเทาขุ่นที่ตกลงมาทุบทำลายทัศนียภาพรอบตัวจนเหลือระยะมองเห็นไม่ถึงสิบเมตร เม็ดฝนกระแทกกับยอดไม้ใบหญ้าเกิดเป็นเสียงซ่าอึงอลกลบเสียงความคิดในหัวของตะวันจนหมดสิ้น ความหนาแน่นของพายุภูเขาทำให้เสื้อกันกันฝนกันน้ำไม่ได้อีกต่อไป น้ำเย็นเฉียบซึมผ่านเส้นใยผ้า เข้าไปเกาะกุมแผ่นหลังและไหล่จนสั่นสะท้าน
"วิ่งไม่ได้ เดินก็อันตราย... เราต้องหาที่กำบัง ไม่งั้นภาวะตัวอุณหภูมิต่ำกว่าปกติจะเล่นงานเราก่อนที่ดวงอาทิตย์จะตก ซึ่งก็ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหนแล้วตอนนี้" ตะวันตะโกนแข่งกับเสียงสายฝน พยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น
"โน่น!" ลุงมาร์คพยักเพยิดหน้าไปทางลาดเขาเบื้องล่าง ที่ซึ่งแสงไฟสีส้มสลัวๆ ดวงหนึ่งกำลังกะพริบไหวอยู่หลังม่านฝน "พระเจ้ายังไม่ใจร้ายกับคนโง่สองคนที่ทิ้งแผนที่หรอกนะ ไป!"
ทั้งคู่ฝ่ากระแสน้ำที่เริ่มไหลหลากลงมาจากภูเขา ลุยผ่านพุ่มไม้หนาทึบจนขาชาดิ่ง สองเท้าวุ่นวายกับการพยุงทรงตัวบนดินโคลนที่ลื่นราวกับทาด้วยน้ำมัน ตะวันหอบหายใจรุนแรง หน้าอกกระกระสนรับออกซิเจนไม่ทัน ความรู้สึกอึดอัดที่ติดตัวมาตั้งแต่กรุงเทพฯ กลับมาอีกครั้ง—ความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็นแค่ฟันเฟืองตัวเล็กๆ ที่ไร้ค่า และพร้อมจะถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อหากตัดสินใจผิดพลาด
กระท่อมไม้ป่าหลังเล็กๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับภาพวาดสีน้ำมันที่ถูกละลายด้วยหยาดน้ำตา ตัวบ้านสร้างจากท่อนซุงหนา ยกพื้นสูงพอประมาณ หลังคามุงด้วยใบจากแห้งสนิท มีควันสีเทาจางๆ ลอยพวยพุ่งออกมาจากปล่องไฟเล็กๆ ด้านหลัง ลุงมาร์คไม่รอช้า พุ่งเข้าไปทุบประตูกระดานไม้เสียงดังสนั่น
เวลาผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที—แต่มันยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์—ประตูกันลมก็ถูกกระชากเปิดออก
แสงไฟสีเหลืองนวลจากตะเกียงน้ำมันสาดส่องกระทบใบหน้าที่เปียกโชกของชายหนุ่มทั้งสอง หญิงสาวชาวเขาในชุดผ้าทอพื้นเมืองสีคราม ใบหน้าคมเข้มแต่แววตากลมโตเต็มไปด้วยความตกใจ เธอยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ก่อนจะกวาดสายตามองสภาพที่เหมือนลูกหมาตกน้ำของพวกเขา รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากปรากฏขึ้นโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ
"เข้ามาเร็วเข้า ก่อนที่ภูเขาจะกลืนพวกคุณไปจริงๆ" น้ำเสียงของเธอเป็นภาษาถิ่นที่สำเนียงแปลกหู แต่ภาษากายนั้นชัดเจนเกินกว่าจะต้องแปล
ภายในกระท่อมอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความอบอุ่น กลิ่นหอมฉุนของสมุนไพรป่าและฟืนไม้แห้งลอยเตะจมูกทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู ตะวันยืนตัวสั่นเทาอยู่มุมห้อง หยาดน้ำฝนยังคงหยดติ๋งๆ ลงจากปลายคาง เสียงฝนที่โหมกระหน่ำซัดสาดหลังคาด้านนอกยิ่งขับเน้นความรู้สึกปลอดภัยภายในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ให้เด่นชัดขึ้น
เจ้าของบ้านเป็นครอบครัวเล็กๆ มีหญิงสูงวัยคนหนึ่งกำลังนั่งต้มน้ำยาสมุนไพรอยู่หน้าเตาผิงดินเผา สามีของหญิงสาวผู้เปิดประตูพยักหน้ารับพวกเขาด้วยรอยยิ้มเรียบง่าย พร้อมกับโยนผ้าขนหนูเนื้อหยาบกลิ่นแดดแห้งๆ มาให้คนละผืน
"เช็ดตัวซะ แล้วดื่มนี่" หญิงสาวคนเดิมยื่นถ้วยดินเผาบรรดาน้ำร้อนสีอำพันส่งให้ตะวัน
ความอุ่นแผ่ซ่านจากถ้วยดินเผาผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระแสเลือด ตะวันก้มมองมือของตัวเองที่ยังสั่นระริก เขายกถ้วยขึ้นจิบ รสชาติขมปร่าผสมความหวานปลายลิ้นของรากไม้ป่าตีรวนขึ้นมาในลำคอ แต่มันกลับเรียกความรู้สึกมีชีวิตชีวาให้กลับคืนสู่ร่างที่เกือบแข็งทื่อได้อย่างน่าอัศจรรย์
"ขอบคุณครับ..." ตะวันกล่าวเสียงเบา หันไปมองลุงมาร์คที่นั่งยองๆ ผิงไฟอย่างสบายใจเฉิบ ราวกับกำลังนั่งจิบไวน์ในคาเฟ่ริมแม่น้ำแซน
"ป่านี้มันดื้อรั้น" ชายสูงวัยเจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นเป็นภาษากลางสำเนียงเหน่อเล็กน้อย ขณะใช้ไม้เขี่ยฟืนในเตาไฟให้ลุกโชน "ถ้าไม่มีแผนที่แล้วยังกล้าเดินลุยเดี่ยวตอนพายุเข้าแบบนี้ พวกคุณไม่ใช่พวกนักท่องเที่ยว... ก็คงเป็นพวกหนีอะไรบางอย่างมา"
คำพูดนั้นแทงใจดำตะวันอย่างจัง ชายหนุ่มชะงักถ้วยในมือ ดวงตาคมเข้มของเจ้าบ้านจ้องมองมาที่เขา ราวกับอ่านทะลุปรุโปร่งถึงเหตุผลที่ทำให้ชายหนุ่มคนนี้ต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาติดแหง็กอยู่กลางป่าลึกในดินแดนที่แม้แต่ชื่อยังสะกดไม่ถูก
บรรยากาศในห้องเงียบลง มีเพียงเสียงฟืนปะทุเปรี๊ยะปร๊ะและเสียงฝนกระหน่ำภายนอก ลุงมาร์คหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ก่อนจะหยิบไปป์เก่าๆ ขึ้นมาคาบไว้โดยไม่จุดไฟ
"บางที... การหนีอาจไม่ใช่เรื่องแย่หรอกนะเพื่อนร่วมโลก" ลุงมาร์คเอ่ยทำลายความเงียบ สายตาทอดมองเปลวไฟ "ตราบใดที่เรายังรู้ว่า เรากำลังวิ่งหนีอะไร และข้างหน้า... มีใครรออยู่"
หญิงสาวเจ้าของบ้านไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเพียงแต่ลุกขึ้นเดินไปหยิบฟืนเพิ่ม แล้วโยนมันเข้ากองไฟ แสงไฟวับแวมสาดส่องกระทบใบหน้าของเธอในเงาสลัว ตะวันสังเกตเห็นสร้อยคอเงินโบราณที่ห้อยคอเธออยู่—มันเป็นลวดลายเรขาคณิตที่คุ้นตาอย่างประหลาด ลวดลายเดียวกับที่เขาเคยเห็นผ่านๆ ในสมุดบันทึกเก่าเล่มหนึ่งที่ร้านหนังสือมือสองในเชียงใหม่... ร้านหนังสือที่จุดประกายให้เขาซื้อตั๋วเที่ยวเดียวนี้
หัวใจของตะวันกระตุกวาบ ความสงสัยเริ่มก่อตัวขึ้นในอกท่ามกลางความอบอุ่นของไอร้อนจากเตาผิง
ทว่า ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถามอะไรออกไป เสียงเคาะประตูดังปึงปังอย่างรุนแรงก็ดังแทรกขึ้นมาเหนือเสียงสายฝน!
ไม่ใช่เสียงเคาะธรรมดา แต่มันคือการทุบด้วยความเร่งรีบและเกรี้ยวกราด เจ้าของบ้านชะงักมือที่กำลังถือฟืน หญิงสาวหันขวับไปมองหน้าประตูด้วยแววตาที่เปลี่ยนจากความสงบเป็นความระแวงทันที
ลุงมาร์คลุกขึ้นยืนช้าๆ มือสอดเข้าในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตอย่างระมัดระวัง
และก่อนที่ใครจะทันได้ขยับตัว ประตูไม้ก็ถูกผลักเปิดผางออกด้วยแรงมหาศาล พร้อมกับร่างของใครบางคนที่ยืนหอบหายใจรดต้นคอ ท่ามกลางสายฝนที่สาดซัดเข้ามาในห้อง... และใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฮู้ดเปียกโชกนั้น ก็ทำให้ลมหายใจของตะวันหยุดกะทันหัน
......................................................................
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางฝ่าสายฝนและกองไฟไปด้วยกันในตอนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ — แบกเป้ท่องโลก
บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่•ตอนที่ 7
มิตรภาพท่ามกลางสายฝน
ผลงานโดย แบกเป้ท่องโลก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบกเป้ท่องโลก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกสะพายเป้: ปลายทางที่ไม่ใช่แค่แผนที่ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!