“เจ้าขยะ... หากตายไปแล้ว ก็จงไปเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยให้ต้นท้อหลังเขาเสียดีกว่า อย่าได้เสียเวลามาหายใจรดแผ่นดินสำนักกระบี่เมฆาคล้อยให้หนักหนาเลย”
เสียงเหยียดหยามของชายหนุ่มร่างกำยำดังขึ้นพร้อมกับเสียงถ่มน้ำลายที่รดลงบนใบหน้าของร่างที่นอนนิ่งสนิทอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบ ลู่เหวินจิ่งสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย มันไม่ใช่ความเจ็บจากคมดาบหรือกระบวนท่าเวทมนตร์ทว่ามันคือความรู้สึกราวกับร่างนี้ถูกทุบตีจนกระดูกละเอียดเหลวไปทั่วทั้งร่าง
ความมืดมิดที่เคยกดทับวิญญาณมหาเทพกระบี่ผู้พิชิตสวรรค์มานานนับศตวรรษค่อยๆ มลายหายไป ความทรงจำสุดท้ายก่อนดับสูญคือคมกระบี่ของศิษย์รักที่แทงทะลุหัวใจพร้อมกับรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวด้วยความทะเยอทะยาน... ลู่เหวินจิ่งกระชากลมหายใจเข้าลึกจนทรวงอกกระเพื่อม แรงสั่นสะเทือนนั้นทำให้ร่างที่เปราะบางถึงขีดสุดสั่นไหวอย่างรุนแรง
“มัน... มันยังไม่ตาย!” เสียงอุทานด้วยความตกใจของศิษย์รับใช้อีกคนดังขึ้น
ลู่เหวินจิ่งลืมตาขึ้น ดวงตาสีรัตติกาลที่เคยทรงอำนาจจนฟ้าดินต้องสยบ บัดนี้กลับฉายแววเย็นเยียบและซับซ้อน เขากวาดสายตามองมือที่สั่นเทาของตนเอง มือที่ผอมแห้งและเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการถูกใช้งานเยี่ยงทาส นี่มิใช่ร่างอมตะของมหาเทพผู้สะท้านภพ แต่มันคือร่างของ ‘ลู่เหวิน’ เด็กหนุ่มศิษย์รับใช้อันดับต่ำสุดที่เพิ่งจะขาดใจตายไปเมื่อครู่เพราะถูกซ้อมหนัก
“พวกเจ้า...” เสียงของเขาแหบพร่า ทว่ากลับมีอำนาจกดขี่ที่ทำให้คนตรงหน้าต้องถอยกรูดไปโดยไม่รู้ตัว
“แก... แกเป็นใคร! ไอ้สวะลู่เหวิน ปกติแกต้องร้องขอชีวิตสิ!” ชายหนุ่มร่างกำยำผู้ถือคทาไม้สั่นงันงก แต่มือยังคงกำคทาแน่นหมายจะฟาดซ้ำ
ลู่เหวินจิ่งยันกายลุกขึ้นอย่างช้าๆ แม้จะเจ็บปวดเสียดแทงเพียงใด ทว่าวิญญาณนักรบของเขากลับไม่อนุญาตให้ตนเองก้มหัวให้ใคร เขาสัมผัสได้ถึงลมปราณที่แห้งเหือดในเส้นชีพจร ร่างนี้ช่างอ่อนแอ... ราวกับกิ่งไม้แห้งที่รอวันหักสะบั้น แต่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณนั้น 'กระบี่อักษร' ที่เขาบำเพ็ญมานับพันปียังคงฝังรากลึกอยู่เพียงแต่มันถูกผนึกไว้ด้วยตบะอันน้อยนิดของร่างนี้
“ในยุทธภพนี้” ลู่เหวินจิ่งกล่าวเบาๆ นัยน์ตาทอดมองปลายกระบี่ไม้ที่หักครึ่งอยู่ข้างกาย “ความเมตตาคือจุดเริ่มต้นของความตาย ส่วนความไร้ค่า... คือผลไม้พิษที่คนโง่เขลามักเก็บกิน”
เขาขยับนิ้วเพียงเล็กน้อย ปราณกระบี่ที่เข้มข้นดั่งคมมีดแล่นผ่านปลายนิ้วเข้าสู่กิ่งไม้ที่หักกระเด็นขึ้นมาจากพื้นดิน กิ่งไม้นั้นหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิว ก่อนจะพุ่งเข้าปักลงที่พื้นดินข้างเท้าของศิษย์รับใช้นักเลงทั้งสองอย่างแม่นยำจนฝุ่นตลบ
“ไปเสีย ก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจไม่ปล่อยให้พวกเจ้าเดินกลับไป”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ชายร่างกำยำจะลนลานหันหลังวิ่งหนีไปพร้อมกับลูกสมุน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดและหยาดฝนที่เริ่มร่วงหล่นจากฟากฟ้า
ลู่เหวินจิ่งทรุดตัวลงนั่งบนพื้นดินที่เปียกชื้นอีกครั้ง เขาหลับตาลงสัมผัสถึงไอเย็นจากมวลอากาศที่พัดผ่าน มันคือพลังปราณธรรมชาติที่ไหลเวียนในหุบเขาแห่งนี้ เขาไม่ใช่ลู่เหวินจิ่งมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตอีกต่อไปแล้ว ทว่าในขณะที่เขากำลังจะทบทวนสถานการณ์ รอบกายกลับปรากฏไอเย็นจัดที่ทำให้อุณหภูมิรอบข้างลดฮวบลงอย่างฉับพลัน ดอกท้อสีขาวบริสุทธิ์นับพันกลีบปลิดปลิวลงมาจากท้องฟ้า ทั้งที่ฤดูกาลนี้มิใช่เวลาแห่งการผลิบาน
“เจ้ากล้าดียังไง... ถึงได้ครอบครองไอสังหารที่ข้าคุ้นเคยนัก”
น้ำเสียงที่เย็นชาดั่งน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้นเบื้องหลัง ลู่เหวินจิ่งชะงักงัน เขาจำน้ำเสียงนี้ได้ดี... เสียงที่เขาเคยใฝ่ฝันว่าจะได้ยินในทุกชั่วลมหายใจก่อนวันสิ้นชีพ มู่หานเซียน... นางเซียนผู้เย็นชาแห่งหุบเขาหมื่นบุปผาผู้เป็นที่หมายปองของคนทั้งยุทธภพ
เขาสัมผัสได้ถึงปลายกระบี่อันคมกริบที่จ่ออยู่เหนือลำคอเพียงเส้นผมกั้น กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยเย็นเหยียบโชยมาแตะจมูก
“เจ้าเป็นใครกันแน่... สวะที่ควรตายไปแล้วอย่างเจ้า เหตุใดถึงมีไอสังหารของ ‘อาจารย์’ ข้าติดตัวมาด้วย!”
ลู่เหวินจิ่งค่อยๆ หันใบหน้ากลับไปมองหญิงสาวในชุดคลุมสีขาวหิมะ ดวงตางดงามดุจดาราระยับนั้นฉายแววสังหารที่แท้จริง ทว่าในแววตานั้นกลับมีความสั่นไหวที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิด ความสั่นไหวที่เขาเองก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่านางค้นพบความลับใดในตัวเขา
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับผมในเส้นทางสายอักษรนี้นะครับ
บทกวีใต้ร่มเงา
กระบี่อักษรสะบั้นฟ้า สยบมหาเวทย์ผกาโรย•ตอนที่ 1
ฟื้นตื่นในร่างศิษย์ไร้ค่า
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่อักษรสะบั้นฟ้า สยบมหาเวทย์ผกาโรย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
