"ถ้าแกกล้าเซ็นใบลาออกวันนี้ จำไว้เลยนะรินรดา ว่าสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลที่ภูเก็ต แกจะไม่ได้แม้แต่เศษอิฐผุๆ สักก้อนเดียว!"
เสียงแหลมสูงของป้ามาลีทะลุกระจกโทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดดังลั่นห้องครัวสเตนเลสสตีลระดับมิชลินสตาร์ รินรดาปรายตามองหน้าจอที่สั่นระริกด้วยแรงอารมณ์ของอีกฝ่าย ก่อนจะหัวเราะในลำคออย่างไม่ยี่ห้อ เธอยังคงใช้มีดเชฟด้ามถนัดสไลด์เนื้อปลาแซลมอนสีส้มสดให้บางเฉียบด้วยความนิ่งสนิท ราวกับเสียงกรีดร้องของญาติผู้พี่จอมโลภเป็นเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรร้องยามค่ำคืน
"ขู่เก่งเสียจริงครับคุณป้า..." รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าเจือแววเย้ยหยันชัดเจน "บ้านหลังริมทะเลที่หาดไม้ขาวนั่นน่ะ มันเป็นชื่อของแม่ฉันตั้งแต่ท่านยังไม่เสียชีวิตต่างหาก เอกสารสิทธิ์โฉนดตัวจริงอยู่ในมือฉันเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่เมื่อวาน... ส่วนไอ้ตึกแถวเก่าๆ ที่พวกท่านพยายามจะฮุบมาแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ เชิญเอาไปตามสบายเลยนะครับ ผมสละสิทธิ์ให้พวกท่านเอาไปเคี้ยวเล่นกันให้ฟันหักคอปากไปเลย"
*ติ๊ด!*
นิ้วเรียวกดตัดสายทันทีโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แผดเสียงโวยวายต่อ รินรดาระบายลมหายใจยาวเหยียดออกทางปาก ความกดดันจากคราบน้ำมัน ควันไฟ และแรงกดดันในครัวภัตตาคารหรูใจกลางกรุงเทพฯ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา สุมรวมกันจนทำให้เขาเบื่อหน่ายถึงขีดสุด การเป็นเชฟฝีมือระดับท็อปที่ต้องก้มหัวให้หุ้นส่วนหน้าเลือดและญาติผู้ใหญ่จอมสูบเลือดสูบเนื้อ มันสิ้นสุดลงแล้ว ณ วินาทีนี้
จานเซรามิกสีขาวทรงรีถูกตกแต่งด้วยเนื้อปลาแซลมอนแล่บาง ราดซอสพอนzuสูตรพิเศษแต่งหน้าด้วยไข่ปลาแซลมอนและพริกไทยสีชมพู รินรดากวาดสายตามองผลงานชิ้นสุดท้ายในฐานะเชฟใหญ่ ก่อนจะถอดผ้ากันเปื้อนสีดำสนิทออกโยนลงตะกร้าซักผ้าอย่างไม่ใยดี
"จะไปจริงๆ หรือครับเชฟริน?" ลูกมือหนุ่มคนสนิทเอ่ยถามด้วยแววตาอาลัยอาวรณ์ "ที่นี่เงินเดือนดีมากนะครับ..."
"เงินเดือนดี แต่ชีวิตไม่มีความสุข หายใจเข้าออกมีแต่กลิ่นความโลภของคน ผมขอไปปลูกผักกินริมทะเล รับลมเค็มๆ ดีกว่าต้องมาทนเห็นหน้าคนพวกนั้นจ้องจะแทงข้างหลังครับ" รินรดาตบบ่ารุ่นน้องเบาๆ "ตั้งใจทำงานต่อเถอะครับ สูตรอาหารทั้งหมดผมทิ้งไว้ในแฟลชไดร์ฟบนโต๊ะทำงานแล้ว ลาก่อนนะ"
การเดินทางออกจากเมืองหลวงมุ่งสู่ภาคใต้กินเวลาหลายชั่วโมง รินรดาเลือกขับรถกระบะคันเก่าสีบรอนซ์เงินที่อัดแน่นไปด้วยกระเป๋าเดินทางและอุปกรณ์ทำสวน มุ่งหน้าสู่บ้านไม้สองชั้นสไตล์โคโลเนียลที่ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเตี้ยๆ ติดชายหาดส่วนตัว
ทันทีที่ล้อรถหยุดหมุน กลิ่นอายของเกลือทะเลและเสียงคลื่นซัดสาดกระทบฝั่งก็โหมเข้าปะทะประสาทสัมผัส ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือผืนน้ำสีครามกว้างใหญ่สุดสายตา แสงแดดช่วงบ่ายสาดส่องกระทบผิวน้ำเป็นประกายระยิบระยับราวกับโรยด้วยผงเพชร แม้ตัวบ้านจะดูทรุดโทรมไปตามกาลเวลา หน้าต่างไม้บางบานมีคราบสนิมเกาะ และสวนหย่อมรอบบ้านกลายเป็นป่ารกช้าง แต่ในสายตาของอดีตเชฟผู้รักความสงบ ที่นี่คืออาณาจักรส่วนตัวที่เขารอคอยมาตลอดชีวิต
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะรินรดา" เขาพึมพำกับตัวเองขณะก้าวลงจากรถ สูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการหักดิบชีวิตในเมืองใหญ่ราวกับถูกชะล้างหายไปจนหมดสิ้น
ทว่า ความสงบสุขมักมีอายุสั้นเสมอ...
ในขณะที่รินรดากำลังไขกุญแจประตูรั้วไม้หน้าบ้าน เสียงเครื่องยนต์ของรถจี๊ปทหารคันใหญ่โตก็แล่นมาจอดเทียบท่าอย่างอุกอาจ ล้อรถบดขยี้กิ่งไม้แห้งจนส่งเสียงดังลั่น ร่างสูงโปร่งในชุดไปรเวททะมัดทะแมง ก้าวลงจากรถด้วยท่าทีองอาจ ผាយไหล่กว้างและสันจี้มนโดดเด่นรับกับดวงตาคมกริบทรงอำนาจที่มองมาทางเขาพอดิบพอดี
รินรดากะพริบตาปริบๆ เมื่อพบว่าเพื่อนบ้านคนใหม่ของเขา... ช่างดูไม่ธรรมดาเอาเสียเลย
"คุณเป็นเจ้าของบ้านคนใหม่สินะครับ?" เสียงทุ้มต่ำทรงพลังเอ่ยขึ้น ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดรั้วไม้เตี้ยๆ โดยไม่เกรงกลัวสายตาตื่นตะลึงของอีกฝ่าย นาวาเอกธันวาแย้มยิ้มมุมปากเล็กน้อย แววตาพินิจพิเคราะห์มองสำรวจเชฟหนุ่มร่างบางตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความสนใจใคร่รู้ "ผมธันวาครับ ผู้บัญชาการฐานทัพเรือฝั่งโน้น... แล้วก็เป็นสามี... เอ่อ หมายถึง ว่าที่สามี... เอ่อ ช่างเถอะครับ เอาเป็นว่าผมเป็นเพื่อนบ้านที่พร้อมจะดูแลคุณทุกเรื่อง... ทั้งเรื่องในบ้าน และเรื่องบนเตียง... หมายถึงเรื่องทำความสะอาดบ้านน่ะครับ"
รินรดาขมวดคิ้วมุ่น ปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบตึงทันที "ผมไม่ได้ขอร้องให้ใครมาดูแลหรอกนะฃรับผู้กอง แล้วก็ช่วยถอยห่างจากรั้วบ้านผมไปสักสามเมตรด้วย กลิ่นอายความเป็นระเบียบวินัยของคุณมันรบกวนสมาธิในการทำสวนของผม"
ธันวายิ้มกว้างขึ้น ดวงตาพราวระยับด้วยความถูกอกถูกใจ เขาไม่เพียงแต่ไม่ถอยหลัง แต่กลับโน้มตัวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกจนได้กลิ่นหอมจางๆ จากกายของรินรดา "ปฏิเสธคนเก่งเสียจริงนะครับ... แต่บอกไว้ก่อนนะว่า ที่นี่อันตราย ป้าแก่ๆ คนหนึ่งที่ชื่อมาลี กำลังขนพวกนักเลงท้องถิ่นมาที่นี่เพื่อจะพังรั้วบ้านคุณภายในสิบนาทีนี้แล้ว... ถ้าคุณไม่มีผมช่วยจัดการ รับรองว่าเย็นนี้คุณคงไม่ได้กินข้าวแกงฝีมือตัวเองแน่นอน"
รินรดาชะงัก สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบขึ้นมาทันที ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยปากซักถามอะไร เสียงเครื่องยนต์รถกระบะหลายคันก็แล่นมาจอดปิดท้ายรถของธันวาอย่างกะทันหัน พร้อมกับร่างท้วมของป้ามาลีที่ก้าวลงมาพร้อมกับชายฉกรรจ์หน้าตาถมึงทึงอีกสี่คนในมือถือไม้ท่อนยาว
"นังรดา! แกคิดว่าจะหนีพ้นเรอะ! ส่งโฉนดบ้านมาให้ฉันเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นฉันจะพังบ้านหลังนี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง!" เสียงแผดร้องแหลมแสบแก้วดังลั่นชายหาด
รินรดายืนนิ่ง มือเรียวข้างหนึ่งกำกุญแจบ้านแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยวที่ถูกระรานไม่เว้นแม้แต่ลมหายใจแรกที่ก้าวเท้าเหยียบแผ่นดินเกิด แต่ก่อนที่เขาจะทันได้หยิบสายยางฉีดน้ำมารับมือกับพวกอันธพาล ร่างสูงใหญ่ของนาวาเอกธันวาผู้เป็นเพื่อนบ้านสายเปย์ ก็ก้าวมาขวางหน้าเขาไว้ด้วยความเร็วสูง พร้อมกับควักสมาร์ทโฟนขึ้นมากดโทรออกด้วยมือเดียวอย่างใจเย็น
"กองร้อยปฏิบัติการพิเศษทางน้ำ เตรียมกำลังพลพร้อมกระสุนยางและรถยกสิบสองล้อ... มาที่หาดไม้ขาวด่วนครับ มีหมาบ้ากำลังจะมาก่อกวนภรรยาผม... อ้อ ส่งรถพยาบาลมาเผื่อด้วยนะ เผื่อพวกมันกระดูกหักหลายท่อน"
ธันวาหันกลับมาส่งยิ้มละลายใจให้รินรดาที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ด้านหลัง ดวงตาคมกริบเป็นประกายวิบวับด้วยความเจ้าเล่ห์
"สนใจให้สามีคนนี้จัดการพวกเศษสวะให้ไหมครับที่รัก? แลกกับมื้อค่ำฝีมือเชฟมิชลินสักมื้อ... ผมว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มนะ"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากบทแรกไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซียนเกษตรอารมณ์ร้ายกับนายทหารข้างบ้านสายเปย์•ตอนที่ 1
ลาออกล่ะนะ ชีวิตในเมืองที่แสนวุ่นวาย
ผลงานโดย ลมทะเลพัดรัก
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลมทะเลพัดรัก)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนเกษตรอารมณ์ร้ายกับนายทหารข้างบ้านสายเปย์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!