“นางน่ะหรือ? ตายไปเสียก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวสารในบ้านเราอีก!”
เสียงแหลมสูงของสตรีวัยกลางคนที่ดังผ่านผนังดินเหนียวอันผุพัง ไม่ได้ทำให้หลินฟางตื่นขึ้นด้วยความตกใจ ทว่าความรู้สึกแรกที่แล่นผ่านประสาทสัมผัสกลับเป็นกลิ่นเหม็นอับของฟางเก่า และความเย็นเยียบที่กัดกินไปถึงกระดูกสันหลัง
หลินฟางลืมตาขึ้นช้าๆ สายตาของเธอไม่ได้มองหาความอบอุ่น แต่มองพิจารณาคราบน้ำมันที่เปรอะเปื้อนอยู่บนฝ่ามืออันหยาบกร้านผิดวิสัยเชฟระดับห้าดาวที่เธอเคยเป็น มือคู่นี้สั่นเทาด้วยความหิวโหยและอ่อนแรง... ร่างกายนี้ไม่ใช่ของเธอ ทว่าความทรงจำที่ไหลทะลักเข้ามาดั่งน้ำป่า กลับตอกย้ำให้รู้ว่านี่คือ ‘หลินฟาง’ สะใภ้รองตระกูลจางที่ถูกทิ้งให้เน่าตายในกระต๊อบท้ายไร่ชาแห่งนี้เพียงลำพัง
“แม่ครับ... อย่างน้อยก็ส่งน้ำให้เธอบ้างเถอะ” เสียงทุ้มต่ำแต่แหบพร่าของชายหนุ่มดังขึ้น แม้จะฟังดูอ่อนแรงและแฝงไปด้วยความกังวล แต่หลินฟางจำน้ำเสียงนั้นได้ดี นี่คือ ‘จางเว่ย’ ร้อยเอกหนุ่มที่ถูกส่งตัวกลับมาพักฟื้นหลังได้รับบาดเจ็บสาหัสจากสมรภูมิ
“จางเว่ย! แกจะเห็นใจนังตัวไร้ค่านี้ไปถึงไหน? ตั้งแต่แต่งเข้าบ้านมา มีแต่นำพาความซวยมาให้ พ่อแกก็ตายเพราะอาการป่วยที่รักษากันไม่หาย จิตใจมันช่างเป็นกาลกิณีนัก ถ้าแกไม่ตัดขาดจากมัน วันหน้าก็อย่าเรียกฉันว่าแม่!”
เสียงฝีเท้าหนักๆ ของมารดาสามีเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนอึดอัด หลินฟางพยายามยันกายลุกขึ้น แววตาของเธอในตอนนี้ไม่ได้มีเพียงความว่างเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมจะฟาดฟันกับโลกใบนี้
*ในเมื่อสวรรค์ให้โอกาสฉันมาเกิดใหม่ในยุคที่ความขาดแคลนกำลังบีบคั้นชีวิตคน... ฉันก็จะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างให้ใครเหยียบย่ำอีกต่อไป*
ทันทีที่ความคิดนั้นก่อตัวขึ้น ความรู้สึกประหลาดก็แล่นเข้าสู่สมองเสมือนมีกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ วิ่งผ่าน ในหัวของเธอปรากฏภาพ ‘มิติฟาร์มขนาดจิ๋ว’ ที่เต็มไปด้วยผืนดินอุดมสมบูรณ์และแหล่งน้ำสะอาดบริสุทธิ์ มันคือโลกคู่ขนานที่ติดตัวมาด้วย ทว่าพืชพรรณภายในนั้นกลับแห้งเหี่ยวเฉาเพราะขาดพลังงานในการขับเคลื่อน
หลินฟางขบกรามแน่น เธอไม่มีเวลามานั่งเศร้าโศก ในยามที่ท้องหิวจนไส้จะขาดเช่นนี้ สิ่งเดียวที่จะกู้สถานการณ์ได้คือ ‘อาหาร’
เธอควานหาของมีค่าในกระต๊อบ พบเพียงข้าวสารเพียงกำมือที่เหลืออยู่ก้นถุงกับหัวไชเท้าแห้งๆ อีกสองหัว นี่คือวัตถุดิบที่แสนจืดชืดและแทบไร้รสชาติในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับเชฟระดับมาสเตอร์อย่างเธอ มันคือขุมทรัพย์ที่รอการเจียระไน
หลินฟางประคองร่างที่อ่อนแอเดินไปที่เตาไฟหลังบ้าน จางเว่ยยืนอยู่ตรงนั้น ร่างกายที่เคยกำยำบัดนี้ผอมโซจนเห็นกระดูกไหปลาร้า ดวงตาคู่คมของเขาจ้องมองเธอด้วยความประหลาดใจ ผสมกับความเจ็บปวดที่ปิดไม่มิด
“เธอควรพักผ่อนเสียเถอะ... ข้าจะไปหาฟืนเอง” จางเว่ยกล่าวเสียงเรียบ พยายามเบือนหน้าหนี
“หยุดเถอะจางเว่ย” หลินฟางเอ่ยขึ้น เสียงของเธออาจจะไม่ดังนัก แต่กลับแฝงด้วยอำนาจบางอย่างที่ทำให้ชายหนุ่มชะงัก “ถ้าเรายังมัวแต่รอโชคชะตา เราทั้งสองได้ตายก่อนถึงฤดูเก็บเกี่ยวแน่ ช่วยฉันก่อไฟที วันนี้ฉันจะทำให้คุณเห็นว่า ต่อให้มีเพียงข้าวสารก้นถุง เราก็สามารถสร้างรสชาติที่ล้ำค่าขึ้นมาได้”
จางเว่ยหรี่ตามองภรรยาที่เขาจำได้ว่าขี้ขลาดและอ่อนแอมาโดยตลอด แต่วันนี้ แววตาคู่นั้นกลับนิ่งสงบและเย็นชาดั่งคมดาบ เขาไม่ถามคำถามใดเพิ่มเติม เพียงแค่หยิบเหล็กไฟขึ้นมาก่อไฟให้ตามคำสั่ง
หลินฟางเริ่มลงมือ เธอใช้มีดทื่อๆ หั่นหัวไชเท้าเป็นชิ้นเล็กๆ สม่ำเสมอกัน ก่อนจะนำลงไปผัดในกระทะเหล็กที่แห้งสนิท เธอไม่ได้ใส่น้ำมัน เพราะมันไม่มี แต่เธอใช้กลยุทธ์ ‘การดึงรสหวานจากธรรมชาติ’ ผ่านความร้อนที่พอเหมาะ กลิ่นของหัวไชเท้าที่ถูกความร้อนจนคายน้ำตาลออกมาเริ่มอบอวลไปทั่วบริเวณ ก่อนจะเติมน้ำสะอาดที่ตักมาจากลำธารข้างไร่ลงไปตามด้วยข้าวสาร
กลิ่นหอมจางๆ เริ่มกระจายตัว แตกต่างจากโจ๊กจืดชืดที่เธอกินมาตลอดหลายวัน รสสัมผัสที่ซับซ้อนของการเคี่ยวหัวไชเท้าให้ได้ที่ก่อนใส่ข้าว ทำให้ข้าวต้มในหม้อดินธรรมดาๆ ส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายจนแม้แต่จางเว่ยยังต้องลอบกลืนน้ำลาย
ในจังหวะที่อาหารเริ่มเดือดพล่าน หลินฟางแอบถ่ายพลังชีวิตจาก ‘มิติฟาร์ม’ เพียงเศษเสี้ยวลงไปในหม้อดิน เพื่อเร่งกระบวนการปรุงและเพิ่มสารอาหารให้กับคนป่วยอย่างจางเว่ย
ทว่าในตอนที่กลิ่นหอมเข้มข้นกำลังฟุ้งกระจายไปไกลจนถึงบ้านใหญ่ของตระกูลจาง ประตูกระท่อมก็ถูกกระชากเปิดออกโดย ‘จางหลิน’ น้องสาวของสามีที่ถือวิสาสะบุกเข้ามาพร้อมสายตาที่จ้องมองหม้อโจ๊กด้วยความละโมบ
“นังพี่สะใภ้! นี่แกแอบขโมยข้าวสารของบ้านใหญ่ไปทำอะไรกินน่ะ? กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วแบบนี้ แกคิดจะยักยอกสมบัติของตระกูลไปปรนเปรอตัวเองงั้นรึ!”
หลินฟางวางตะหลิวไม้ลง ช้อนสายตามองผู้มาเยือนด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย
“สมบัติของตระกูลจางงั้นหรือ? ถ้าฉันจำไม่ผิด ข้าวสารกำมือนี้คือของที่พ่อแม่ฉันส่งมาให้ฉันเป็นการส่วนตัวในวันแต่งงาน แล้วดูสภาพคุณสิ จางหลิน...” หลินฟางก้าวเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างเชื่องช้า “หุ่นอวบอัดผิวพรรณสดใสแบบนี้ คงจะกินอิ่มนอนหลับสบายดีสินะ ในขณะที่ฉันกับสามีแทบจะคลานอยู่บนพื้นเพื่อหาเศษอาหารประทังชีวิต”
จางหลินหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธจัด “แก! แกกล้าดียังไงมาว่าฉัน!”
หลินฟางไม่รอให้เธอด่าทอต่อ เธอคว้าชามดินเผา ตักข้าวต้มส่งให้จางเว่ย ก่อนจะหันมาเผชิญหน้ากับจางหลินอย่างท้าทาย
“ถ้าอยากได้นัก ก็ลองชิมดูสิ แต่บอกไว้ก่อนนะ อาหารของฉัน... คนที่จิตใจสกปรกกินเข้าไปอาจจะอาเจียนออกมาได้ง่ายๆ”
จางหลินชะงักไปชั่วครู่ด้วยความตื่นตะลึงในท่าทีที่เปลี่ยนไปของพี่สะใภ้ ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของมารดาสามีที่ติดตามมาด้านหลังก็ดังขึ้น พร้อมกับกลิ่นหอมที่เข้มข้นจนแทบหยุดหายใจ ซึ่งจางหลินไม่ได้สังเกตเลยว่า กลิ่นที่หอมหวนนั้นไม่ได้มาจากแค่ข้าวต้ม แต่มันมาจาก ‘ผักป่า’ ที่หลินฟางแอบหยิบออกมาจากมิติฟาร์มเมื่อครู่ ซึ่งกำลังสั่นไหวและส่องประกายเรืองรองอยู่ในตะกร้าใต้โต๊ะอย่างไร้ที่มา
“เอาอาหารของนังนี่มาให้ฉัน!” มารดาสามีตะโกนสั่ง แต่ในขณะที่นางกำลังจะยื่นมือมาแย่งชาม ทันใดนั้นเงาร่างสูงใหญ่ของจางเว่ยก็ก้าวมาบังหน้าภรรยาไว้ สายตาที่เคยเงียบขรึมกลับวาวโรจน์ไปด้วยรังสีสังหาร
“ใครที่กล้าแตะต้องอาหารมื้อนี้ของภรรยาผม... อย่าหาว่าผมไม่เตือน”
ความเงียบเข้าปกคลุมทันที แม้แต่จางหลินยังถอยกรูดไปด้านหลัง ทว่าในความเงียบนั้นเอง เสียงเคาะประตูไม้ที่หน้ากระท่อมก็ดังขึ้นสามครั้งสม่ำเสมอ เป็นจังหวะที่ดูเป็นทางการและหนักแน่นผิดปกติสำหรับกระท่อมท้ายไร่แห่งนี้
จางเว่ยขมวดคิ้วแน่น เขาหันมามองหลินฟางด้วยความสงสัย คนที่มาในเวลานี้และรู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ได้ มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น หลินฟางวางตะหลิวลง แววตาของเธอเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม เธอรู้ดีว่าในยุคที่อาหารขาดแคลนเช่นนี้ กลิ่นหอมของโจ๊กที่เธอปรุงขึ้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาใหญ่ หรืออาจจะเป็นทางรอดที่เธอไม่ได้คาดคิด
ประตูถูกผลักออกช้าๆ ร่างของชายในชุดเครื่องแบบทหารที่ดูสูงศักดิ์กว่าจางเว่ยหลายเท่าก้าวเข้ามา เขามองหม้อดินบนเตาแล้วสูดกลิ่นหอมเข้าปอดอย่างลึกซึ้งก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาทุกคนในห้องต้องหยุดหายใจ
“ข้าเดินทางมาไกลจากเมืองหลวง ได้กลิ่นหอมที่หาไม่ได้แม้แต่ในวังหลวง... บอกข้าทีว่า ใครเป็นคนปรุงอาหารจานนี้?”
หวังว่าทุกท่านจะเพลิดเพลินไปกับรสชาติแห่งความหวังและแผนการเอาคืนที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ!
ฟาร์มเมอร์สุขใจ
เมนูจานโปรดกับยอดชายในไร่ชา•ตอนที่ 1
ตื่นขึ้นมาในยุคแห่งความขาดแคลน
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เมนูจานโปรดกับยอดชายในไร่ชา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
