"ถ้าคุณป้ายังกล้าส่งจดหมายทวงเงินค่าปรับปรุงศาลเจ้าประจำตระกูลมาอีกใบ ผมเกรงว่าทนายความส่วนตัวของผมคงต้องไปเยี่ยมถึงหน้าบ้านเพื่อคุยเรื่องบัญชีทรัพย์สินที่ท่านเคยยักยอกไปเมื่อสี่ปีก่อนแทนนะครับ"
น้ำเสียงราบเรียบเย็นเยียบแต่ทรงพลังของรินรดา ดังลอยผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือราคาแพงที่ถูกเปิดสปีกเกอร์โฟนไว้ ปลายสายเงียบกริบไปชั่วอึดใจ ก่อนที่เสียงโวยวายด้วยความตกใจและโกรธเกรี้ยวของป้าสะใภ้จะแผดลั่นออกมาจนเธอต้องขยับโทรศัพท์ออกห่างจากใบหูเล็กน้อยด้วยความรำคาญใจ
"ยัยริน! นี่แกกล้าขู่ฉันเหรอ นังเด็กเนรคุณ พ่อแม่ตายหมดแล้วยังไม่มีสำนึกบุญคุณตระกูล..."
*ติ๊ด!*
รินรดาตัดสายทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ปล่อยให้เสียงแว้ดๆ ของญาติผู้ใหญ่จอมปลอมขาดหายไปกลางคัน เธอโยนโทรศัพท์มือถือลงบนเบาะข้างคนขับอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันมามองทัศนียภาพเบื้องหน้าผ่านกระจกหน้ารถกระบะมือสองคันโทรมที่เพิ่งถอยมาหมาดๆ
นี่คือมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้—ที่ดินแปลงเล็กๆ ชายขอบอำเภอเงียบสงบ ห่างไกลจากความวุ่นวายของเมืองกรุงและสังคมจอมปลอมที่เธอเพิ่งตัดสินใจเดินหันหลังให้อย่างเด็ดขาด หลังจากแบกรับความกดดันในฐานะเชฟมือหนึ่งของร้านอาหารไฟน์ไดน์นิ่งชื่อดังจนร่างกายและจิตใจแทบพังทลาย การลาออก การตัดขาดจากเครือญาติที่จ้องแต่จะสูบเลือดสูบเนื้อ และการหอบกระเป๋ามาเริ่มต้นชีวิตใหม่ คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในรอบสิบปีของชีวิตเธอ
รถกระบะแล่นเลี้ยวผ่านป้ายไม้ผุๆ ที่แทบมองไม่ออกว่าเขียนว่าอะไร เลี้ยวเข้าสู่ถนนลูกรังขรุขระที่สองข้างทางเต็มไปด้วยพงหญ้ารกเรื้อ ล้อรถบด
เบียดก้อนกรวดส่งเสียงดังครูดคราดสะเทือนไปถึงเบาะนั่ง จนกระทั่งพ้นโค้งสุดท้าย ทัศนียภาพของเป้าหมายปลายทางก็ปรากฏแก่สายตา
รินรดาเหยียบเบรกช้าๆ จนรถหยุดสนิท ดวงตากลมโตภายใต้กรอบแว่นกันแดดราคาแพงกะพริบปริบๆ เผลอถอนหายใจยาวเหยียดออกมาเฮือกใหญ่
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ "บ้านสวนอบอุ่น" อย่างที่ฝันไว้ในจินตนาการแม้แต่น้อย
มันคือซากปรักหักพังกลายๆ บ้านไม้ชั้นเดียวทรงยกพื้นสูงที่เคยร่มรื่น ในยามนี้สภาพทรุดโทรมจนน่าใจหาย หลังคากระเบื้องลอนคู่บางส่วนยุบตัวลงมาจนเห็นโครงสร้างไม้เนื้อแข็งด้านในที่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา หน้าต่างกระจกแตกละเอียดเหลือเพียงวงกบว่างเปล่า ปล่อยให้เถาวัลย์และวัชพืชหนาทึบเลื้อยพันขึ้นมาปกคลุมระเบียงหน้าบ้านราวกับบ้านร้างในภาพยนตร์สยองขวัญ รั้วไม้ไผ่รอบบริเวณล้มระเนระนาดไม่เหลือชิ้นดี มีเพียงต้นมะม่วงแก่โบราณต้นใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางความเงียบสงบที่วังเวงจนน่าขนลุก
"ให้ตายเถอะ... นี่ฉันต้องนอนกลางดินกินกลางทรายจริงๆ สินะ" รินรดาพึมพำกับตัวเอง มุมปากกระตุกยิ้มหยันให้กับโชคชะตา
แต่ถ้าเป็นคนอื่นคงทรุดตัวลงร้องไห้ไปแล้ว สำหรับอดีตเชฟผู้ผ่านศึกสงครามในห้องครัวระดับนรกมานับไม่ถ้วน ความกดดันระดับนี้เทียบไม่ได้เลยกับช่วงเวลาที่ต้องควบคุมลูกน้องนับสิบคนในครัวช่วงเวลาเร่งด่วน สิ่งที่เธอมีในตอนนี้ไม่ใช่ความสิ้นหวัง แต่เป็นความท้าทาย และที่สำคัญที่สุด... ในห้วงความคิดลึกๆ ของเธอนั้น มีความลับที่คนพวกนั้นไม่มีวันล่วงรู้ซ่อนอยู่
รินรดายกมือขึ้นสัมผัสสร้อยข้อมือหินหยกโบราณที่สวมติดตัวไว้ตลอดเวลา มิติลับขนาดใหญ่ที่อัดแน่นไปด้วยดินอุดมสมบูรณ์ น้ำพุวิเศษ และเมล็ดพันธุ์พืชหายากนับพันชนิด คือไพ่ตายในมือที่เธอซ่อนไว้ ที่ดินรกร้างพังๆ ตรงหน้า จะต้องถูกพลิกฟื้นให้กลายเป็นสวรรค์บนดินโดยฝีมือของเธอเอง
แกร๊ก...
เสียงเปิดประตูรถดังขึ้น รินรดาก้าวเท้าลงมาเหยียบพื้นดินแห้งแล้ง เสียงใบไม้แห้งกรอบใต้รองเท้าผ้าใบดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ เธอสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ แม้จะมีกลิ่นอับชื้นของดินและซากไม้ผุผสมอยู่บ้าง แต่มันก็ไร้ซึ่งกลิ่นควันพิษและความตึงเครียดของเมืองกรุง
เธอกำลังจะเดินสำรวจตัวบ้านที่ใกล้พังเต็มที ทันใดนั้นเอง...
*โครม!*
เสียงบางอย่างพังทลายดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านหลังตัวบ้าน ตามมาด้วยเสียงสบถต่ำๆ ในลำคอของผู้ชายคนหนึ่งที่ฟังดูคุ้นหูและดุดันอย่างยิ่ง
"บ้าเอ้ย... คานตรงนี้ปลวกกินจนหมดสภาพแล้วรึวะเนี่ย"
รินรดาชะงักฝีเท้า หัวใจกระตุกวูบ มือเรียวเผลอคว้าประแจเลื่อนที่หยิบติดมือมาจากเบาะหลังขึ้นมาถือไว้โดยอัตโนมัติ ดวงตากวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวดระวัง ที่ดินรกร้างแห่งนี้ควรจะไม่มีใครอยู่สิ หรือว่าจะมีพวกโจรขึ้นบ้าน หรือพวกอันธพาลที่ญาติเธอบ่งการมาข่มขวัญ?
เธอค่อยๆ ย่องเงียบผ่านทางเดินแคบๆ ด้านข้างตัวบ้านที่มีหญ้ารกสูงท่วมหัว สายตาเพ่งมองผ่านช่องว่างของผนังไม้ที่ผุพังเพื่อสำรวจสถานการณ์
ภาพที่ปรากฏเบื้องสายตาทำให้รินรดาต้องกะพริบตาปริบๆ ด้วยความคาดไม่ถึง
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อกล้ามสีเขียวเข้มและกางเกงคาร์โก้ขายาวลุยสวน กล้ามเนื้อช่วงไหล่และแขนเป็นมัดชัดเจนชุ่มไปด้วยเหงื่อประกายสะท้อนกับแสงแดด ใบหน้าคมเข้มมีหนวดเคราครึ้มเล็กน้อยเพิ่มความดิบเถื่อนและน่าเกรงขาม เขากำลังใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดท่อนไม้เก่าที่พังลงมาขวางทางเดินอย่างคล่องแคล่ว ท่าทางทรงพลังและเด็ดเดี่ยวราวกับทหารหน่วยรบพิเศษที่กำลังปฏิบัติภารกิจกู้ระเบิด ไม่ใช่โจรผู้ร้ายอย่างที่เธอหวาดระแวงแม้แต่น้อย
และที่สำคัญ... ผู้ชายคนนั้นคือเพื่อนบ้านข้างเคียงที่เธอเพิ่งเห็นผ่านเอกสารโฉนดที่ดิน—พันตรีธนา อดีตทหารหนุ่มผู้ผันตัวมาทำไร่สโลว์ไลฟ์ที่ดินแปลงติดกัน!
ราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาที่จ้องมอง ชายหนุ่มหยุดมือจากเลื่อยไฟฟ้าในมือทันที เขาสลัดคราบเหงื่อที่หน้าผากด้วยหลังมือ ก่อนจะหันขวับมามองตรงจุดที่รินรดายืนซ่อนตัวอยู่ด้วยสายตาดุดันคมกริบราวกับพญาอินทรีที่พบเหยื่อ
"ใครวะ! ออกมาโผล่หัวมาซะดีๆ ถ้าไม่อยากให้ลูกปืนเฉียดหัวกบาล"
เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยขึ้นอย่างเฉียบขาด พร้อมกับที่ธนาหันปลายเลื่อยไฟฟ้าในมือมาทางเธอโดยไม่ลังเลแม้แต่นินทเดียว!
รินรดาสูดหายใจเข้าลึก กัดฟันกรอด ไม่คิดว่าการมาถึงวันแรกจะต้องเปิดฉากปะทะคารมกับเพื่อนบ้านสายเถื่อนคนนี้เสียแล้ว
...
*(ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาเปิดฟาร์มและสร้างชีวิตใหม่ไปด้วยกันนะครับ)*
เชฟสาวมือโปรกับฟาร์มสเตย์ข้างบ้านนายทหารสายเปย์•ตอนที่ 1
หอบชีวิตหนีมาเปิดฟาร์ม
ผลงานโดย ฟาร์มเมอร์สุขใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟาร์มเมอร์สุขใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟสาวมือโปรกับฟาร์มสเตย์ข้างบ้านนายทหารสายเปย์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
