กลิ่นอายคาวเลือดมิเคยจางหายไปจากหุบเขาหมื่นศพ แม้กระทั่งยามที่เมฆหมอกสีเทาหม่นแผ่ปกคลุมจนแผ่นดินเบื้องล่างดูคล้ายถูกย้อมด้วยความตาย
เยี่ยอู๋เฉินก้าวเท้าเหยียบลงบนซากศพของยอดฝีมือสำนักกระบี่มาร เสียงกระดูกแห้งแตกหักดังกรอบแกลบใต้รองเท้าหนังเก่าคร่ำคร่า ชายหนุ่มหาได้ใส่ใจไม่ ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปรอบกาย ทิวทัศน์เบื้องหน้าคือสุสานขนาดมหึมาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการบำเพ็ญเพียร บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังและรอยแยกของแผ่นดินที่อ้าปากกว้างราวกับอสูรกายรอคัดง้างวิญญาณ
"เจ้านาย... ข้าว่ากลิ่นอายแถบนี้มันชวนให้อาเจียนพิกล เหมือนกลิ่นก้นเตาหลอมโอสถที่ระเบิดคากระทะเมื่อพันปีก่อนไม่มีผิด"
เสียงแหบต่ำดังขึ้นจากเงาดำเบื้องหลัง อสูรพยัคฆ์เหมันต์ในร่างมหึมาขนสีเงินยวงสะบัดหางปัดฝุ่นละอองสีดำออกจากหัว มันแยกเขี้ยวขาววาววับพลันทำจมูกฟุดฟิดด้วยความรังเกียจ
เยี่ยอู๋เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองสัตว์อสูรคู่กาย เขาเพียงยกมือขึ้นปัดเศษเถ้าธุลีบนไหล่เสื้อสีครามซีดจาง "ถ้าเจ้ายังไม่อยากกลายเป็นพรมเช็ดเท้าถาวร ข้าแนะนำให้หุบปากแล้วใช้จมูกดมหาค่ายกลสะกดวิญญาณเสีย อสูรโง่เง่าเช่นเจ้า หากเอาแต่บ่นมากความ ระวังฟ้าผ่าตายคาตูดไม่รู้ตัว"
"ฮึ่ม! ข้าอุตส่าห์เตือนด้วยความหวังดี เจ้ามนุษย์อกตัญญู ลืมแล้วหรือว่าใครเป็นคนช่วยชีวิตเจ้าไว้จากเงื้อมมือของ... อะแฮ่ม ช่างเถอะ ข้าไม่ถือสาคนใกล้ตายอย่างเจ้าหรอก" อสูรพยัคฆ์เหมันต์ส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอ แต่มันก็ยอมก้มหัวต่ำลง ดมกลิ่นไอพลังปราณที่หลงเหลืออยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังตามคำสั่ง
ในมือขวาของเยี่ยอู๋เฉินไม่ได้ถือศาสตราอันเกรียงไกร สิ่งที่กุมอยู่คือ "กระบี่หัก" เล่มหนึ่ง ปลายคมกระบี่ถูกตัดขาดด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวจนเหลือความยาวเพียงครึ่งศอก รอยตัดเรียบเนียนดั่งกระจกสะท้อนเงาความมืดมิด ทว่าแม้จะเป็นเพียงเหล็กกล้าไร้คมที่ผุกร่อนตามกาลเวลา ทุกครั้งที่ลมหายใจของเขาเข้าออก รอยร้าวบนตัวกระบี่กลับเปล่งประกายแสงสีเงินยวดยะเยือกออกมาสายหนึ่ง ราวกับมันกำลังกระหายเลือดของสรรพชีวิตในใต้หล้า
การปรากฏตัวของเขาในสมรภูมิร้างแห่งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ยี่สิบปีที่แล้ว ตระกูลเยี่ยอันเกรียงไกรถูกลบหายไปจากแผนทยุทธภพในชั่วข้ามคืน ทิ้งไว้เพียงปริศนาและรอยแผลเป็นฉกรรจ์ในจิตใจของเด็กชายผู้รอดชีวิต บัดนี้ เมื่อรอยร้าวบนแผ่นฟ้าเริ่มปรากฏเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ประตูแห่งความลับที่ถูกผนึกไว้ด้วยเลือดกำลังจะเปิดออก
ซู่ว์—!
สายลมเย็นยะเยือกพัดกรรโชกผ่านซากเสาหินศิลาแลง อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีขาวโพลนในพริบตา
เยี่ยอู๋เฉินหยุดฝีเท้า ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย เขามิได้ตกใจกับการเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ ตรงกันข้าม มุมปากของเขากลับยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน
"ในที่สุดก็ทนดูอยู่เฉยๆ ไม่ไหวแล้วอย่างนั้นหรือ แม่นางไป๋?"
สิ้นเสียงคำพูดของชายหนุ่ม มวลอากาศเบื้องหน้าก็บิดเบี้ยวเป็นเกลียวคลื่น หิมะโปรยปรายลงมาจากความว่างเปล่าราวกับห่าฝนสีเงินยวง ท่ามกลางละอองเหมันต์อันหนתาวเหน็บ ร่างบอบบางในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ นางลอยตัวลงมาประทับยืนบนยอดเสาหินผุพังอย่างแผ่วเบาราวกับภูตผี
ไป๋หลินซวง เซียนสาวผู้สูงส่งแห่งตำหนักหิมะนิรันดร์
ใบหน้ารูปไข่นั้นงดงามล่มเมืองราวกับภาพวาด ทว่าเย็นชาและไร้อารมณ์ยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี ดวงตาสีครามคู่คมกวาดมองเยี่ยอู๋เฉินด้วยแววตาที่ยากจะหยั่งถึง รัศมีปราณเซียนบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนางจนกดทับบรรยากาศรอบข้างให้หนักอึ้ง แม้แต่ธาตุลมในรัศมีร้อยลี้ยังต้องหยุดนิ่งด้วยความยำเกรง
"เยี่ยอู๋เฉิน... เจ้ากล้าดียังไงถึงก้าวเข้ามาในเขตหวงห้ามแห่งนี้ ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของพวกจอมยุทธ์เร่ร่อนไร้สำนัก" น้ำเสียงของนางราบเรียบทว่าเย็นยะเยือกบาดลึกถึงกระดูก ดุจสายลมหนาวเหน็บที่พัดผ่านยอดเขาเซียน
เยี่ยอู๋เฉินหัวเราะในลำคอเบาๆ เขาหยิบเศษหินขึ้นมาดีดเล่นอย่างไร้ความสำรวม "สนามเด็กเล่นงั้นหรือ? แม่นางไป๋ ตาเจ้ามีปัญหาหรือสมองเจ้าฝ่อกันแน่ เจ้าดูซากศพพวกนี้สิ นี่คือฝีมือของพวกสำนักมารที่พวกเจ้าคอยตามล้างตามผลาญไม่ใช่หรือไง หรือว่าสำนักหิมะนิรันดร์อันสูงส่งของเจ้า ถือคติ 'เห็นคนตายทำเป็นเมินเฉย เห็นคนชั่วทำเป็นมองไม่เห็น' กันแน่?"
คิ้วเรียวสวยของไป๋หลินซวงขมวดเข้าหากันเล็กน้อย นางเกลียดชังความยียวนกวนประสาทของบุรุษผู้นี้ที่สุด ทุกครั้งที่พบกัน เขาไม่เคยพูดจาภาษาคนกับนางเลยสักครั้ง
"วาจาต่ำทราม เจ้าคิดว่ารอดชีวิตมาได้จนถึงตอนนี้เพราะเหตุใด?" นางเอ่ยเสียงเย็น เยื้องย่างกรายเข้ามาใกล้ชิดขึ้นอีกนิด กลิ่นอายหอมเย็นประหลาดลอยมาแตะจมูก "กระบี่หักในมือเจ้า... ซ่อนความลับอะไรไว้ เหตุใดจึงมีกลิ่นอายของพลังบรรพกาลที่ถูกผนึกไว้ในแดนสวรรค์เล็ดลอดออกมา?"
เยี่ยอู๋เฉินหุบยิ้ม ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาสีครามคู่นั้น บรรยากาศรอบตัวพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที ราวกับเส้นด้ายที่ถูกดึงจนตึงเปรี๊ยะ พร้อมจะขาดผึ่งได้ทุกเมื่อ
"ความลับงั้นหรือ..." เยี่ยอู๋เฉินก้าวเข้าไปประชิดตัวนางอย่างไร้ความเกรงกลัว ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงคืบเดียว จนไป๋หลินซวงสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่ปะทะเข้ากับผิวแก้มขาวเนียนของนาง หัวใจที่สงบนิ่งมาตลอดหลายร้อยปีของการบำเพ็ญเพียรกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างใบหูของเซียนสาว น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและทรงพลัง จนสะเทือนไปถึงก้นบึ้งจิตวิญญาณ
"หากเจ้าอยากรู้ความลับของกระบี่เล่มนี้... ก็จงเอาชีวิตของเจ้ามาแลกกับความจริงซะ!"
เคร้ง—!
ทันทีที่สิ้นคำพูด เสียงกระบี่แหลมคมดังกังวานเสียดฟ้า ท้องนภเบื้องบนที่เคยขมุกขมัวพลันแยก1ออกเป็นรอยร้าวสีม่วงเข้ม สายฟ้าคำรามลั่นสะท้อนก้องหุบเขาหมื่นศพ แรงกดดันมหาศาลจากเบื้องบนกดทับลงมาจนร่างของอสูรพยัคฆ์เหมันต์หมอบราบคาบพื้น
ไป๋หลินซวงเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย นางสัมผัสได้ถึงภัยพิบัติอันน่าสะพรึงกลัวที่กำลังพุ่งตรงมายังพวกเขาทั้งสอง ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้านยิ่งกว่า คือเงาร่างของบุคคลปริศนาที่ก้าวทะลุมิติออกมาจากรอยร้าวบนแผ่นฟ้าเบื้องบน—บุคคลที่ถือครองกระบี่เล่มเดียวกับเยี่ยอู๋เฉิน!
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าทัณฑ์สวรรค์ไปกับผมนะครับ
- ลั่วอสูรหมื่นภูผา -
กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะนิรันดร์: บันทึกอสูรผ่าสวรรค์•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนแผ่นฟ้า
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับหิมะนิรันดร์: บันทึกอสูรผ่าสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
