กลิ่นอานของสนิมเหล็กผสมผสานกับความอับชื้นของหินผาอายุหลายพันปีลอยอบอวลอยู่ในความมืด มีเพียงแสงสีส้มสั่นไหวจากตะเกียงคาร์ไบด์ที่สาดกระทบโครงสร้างเหล็กกล้าเบื้องหน้า เฟืองจักรขนาดมหึมาสลักลวดลายเรขาคณิตลึกลับขบเข้าหากันด้วยความแม่นยำรากับนาฬิกาชีวจิตของยักษ์ใหญ่ มันคือหัวใจจักรกลของห้องโถงใต้ดินแห่งนี้... และเป็นด่านสุดท้ายที่กั้นระหว่างเรากับความลับที่ถูกฝังกลบ
"ถ้าคุณขยับเฟืองวงแหวนชั้นในไปทางซ้ายอีกสามองศา แรงตึงของสปริงไทเทเนียมโบราณจะดีดใส่หน้าเราทั้งคู่จนกลายเป็นรังผึ้งมนุษย์นะครับ ดร.อคิน"
เสียงกระซิบที่ติดจะเย้ยหยันดังขึ้นจากด้านข้าง เรย์ยืนกอดอกพิงผนังศิลาแลง แสงไฟจากตะเกียงขับให้เงาโครงหน้าคมคายนั้นดูราวกับภาพสลักหินอ่อนที่เปี่ยมด้วยเล่ห์เหลี่ยม นัยน์ตาสีสนิมคู่นั้นกวาดมองแผงกลไกซับซ้อนตรงหน้าด้วยประกายความท้าทาย มากกว่าความหวาดกลัว
ผมละสายตาจากแปลนกระดาษโบราณที่เปื้อนฝุ่นดิน หันไปสบตากับอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบนิ่ง แม้เราจะมีอุดมการณ์ที่สวนทางกันราวเส้นขนาน—เขาผู้เห็นสมบัติล้ำค่าเป็นเพียงตัวเลขในบัญชีธนาคาร ส่วนผมผู้ปกป้องมันในฐานะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจประเมินค่า—แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในสถานการณ์เป็นตายเท่ากันเช่นนี้ ไม่มีใครที่ผมจะไว้วางใจให้คุมเชิงด้านหลังได้ดีไปกว่าคนตรงหน้า
"ถ้าผมต้องการจะตายที่นี่ ผมคงเลือกวิธีที่โรแมนติกกว่าการโดนเหล็กขึ้นสนิมเสียบทะลุอกครับ คุณเรย์" ผมตอบเสียงเรียบ พลางขยับแว่นสายตาที่ขึ้นฝ้าบางๆ จากความชื้น "แต่ถ้าคุณยังยืนวิจารณ์องศาการหมุนด้วยท่าทางสบายใจเฉิบแบบนั้น เกรงว่าเราคงได้กลายเป็นซากฟอสซิลคู่กันก่อนจะได้เห็นว่าข้างหลังประตูบานนี้มีอะไร"
เรย์หัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่แหบพร่าแต่น่าฟัง เขาก้าวเข้ามาประชิดจนกลิ่นน้ำหอมเจือจางปะปนกับกลิ่นดินปืนลอยเข้าจมูก ปลายนิ้วเรียวยาวที่ผ่านงานภาคสนามมาโชกโชนยื่นเข้ามาแตะที่แกนเฟืองทองเหลืองอย่างถือวิสาสะ
"ความโรแมนติกไม่ใช่ทางของคุณหريكหรอก ดร.อคิน คุณมันพวกยึดติดกับพิธีรีตอง" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่จงใจลดระดับลงจนใกล้ชิด "แต่เอาเถอะ... ถ้าอ้างอิงจากบันทึกของนักบวชชั้นสูงในยุคสุวรรณภูมิที่เราเพิ่งถอดรหัสได้เมื่อชั่วโมงก่อน กลไกนี้ไม่ได้ทำงานด้วยแรงกดทางกายภาพธรรมดา แต่มันใช้หลักการสั่นพ้องของคลื่นเสียงและความร้อนจากร่างกายมนุษย์"
ผมขมวดคิ้วเล็กน้อย สมองเริ่มประมวลผลข้อมูลทางโบราณคดีผสานกับวิศวกรรมย้อนยุค "หมายความว่า... แผ่นโลหะตรงกลางนั่นไม่ใช่ตัวล็อกกลไก แต่เป็นเซ็นเซอร์ชีวภาพ?"
"ฉลาดมากครับ คุณนักโบราณคดีผู้เคร่งครัด" เรย์ยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่มักจะซ่อนแผนการร้ายกาจเอาไว้เสมอ "และเนื่องจากน้ำหนักมือและอัตราการเต้นของหัวใจเราแตกต่างกัน เราจึงต้องหมุนมันพร้อมกัน... ด้วยจังหวะที่เท่ากันเป๊ะ มิฉะนั้น สลักเกลียวอาบยาพิษนั่นจะพุ่งออกมาทักทายหลอดลมของเรา"
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหยดน้ำจากเพ้ำถ้ำด้านบนที่ดังติ๋งๆ เป็นจังหวะ ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลัง ความใกล้ชิดระหว่างเราทำให้ผมได้ยินเสียงลมหายใจสม่ำเสมอของอีกฝ่าย ชัดเจนเสียจนน่าหงุดหงิด
ในแง่หนึ่ง เราคือศัตรูที่จ้องจะชิงไหวชิงพริบกันทุกฝีก้าว แต่ในอีกแง่หนึ่ง... จิตวิญญาณที่กระหายความรู้และความท้าทายแบบเดียวกัน กลับดึงดูดเราให้ประสานกันได้อย่างน่าประหลาด ไร้รอยต่อ ราวกับฟันเฟืองสองชุดที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขบเข้าหากันโดยเฉพาะ
"นับสามนะครับ" ผมเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบ พลางวางมือทาบลงบนแกนเฟืองฝั่งซ้าย
เรย์วางมือขวาลงทับบนแกนเฟืองฝั่งขวา ปลายนิ้วของเขาเฉียดผ่านหลังมือผมเล็กน้อย ผิวสัมผัสนั้นเย็นเฉียบแต่กลับทิ้งความร้อนรุ่มราวกับรอยไหม้
"ครับ... ไปด้วยกัน ดร.อคิน" เรย์กระซิบ นัยน์ตาสีสนิมจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม สะท้อนภาพเปลวไฟจากตะเกียงที่ลุกโชน
"หนึ่ง..." ผมเริ่มนับ สายตาจดจ้องไปที่ร่องฟันเฟืองที่กำลังจะขยับ
"สอง..." เรย์ผ่อนลมหายใจ กล้ามเนื้อแขนของเขายืดเกร็งเตรียมพร้อมรับแรงดีดจากกลไกโบราณ
"สาม..."
*คลิก!*
เสียงกลไกภายในกำแพงศิลาส่งเสียงคำรามทุ้มต่ำราวกับสัตว์ประหลาดที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล เฟืองทองเหลืองขนาดมหึมาหมุนวนเข้าหากันด้วยความเร็วสูง แรงสั่นสะเทือนสะท้านขึ้นมาถึงฝ่ามือจนชาหนึบ อากาศรอบตัวร้อนขึ้นฉับพลันราวกับมีเตาหลอมโลหะอยู่หลังผนังหินนั้น เสียงโลหะเสียดสีกันดังสนั่นหวั่นไหวกลบเสียงรอบกายจนหมดสิ้น
ทว่า... แทนที่จะมีลูกศรอาบยาพิษพุ่งออกมาตามที่คาดการณ์ ผนังหินยักษ์เบื้องหน้ากลับค่อยๆ แยกตัวออกจากกันอย่างช้าๆ เผยให้เห็นละอองแสงสีทองระยิบระยับที่ลอยล่องออกมาจากห้องโถงลับภายใน พร้อมกับกลิ่นอายของอารยธรรมโบราณที่สาบสูญมากว่าสองพันปี
ผมถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งเครียดมาตลอดทาง หันไปมองคู่หูเฉพาะกิจที่ยืนอยู่ข้างกัน เรย์กำลังแย้มยิ้มกว้างอย่างผู้ชนะ นัยน์ตาส่องประกายระยับด้วยความตื่นเต้นไม่แพ้เด็กๆ ที่เพิ่งเปิดหีบสมบัติ
"เห็นไหมครับ ดร.อคิน บางครั้งการไว้ใจคนอื่นก็ไม่ได้เลวร้ายเสมอไป..." เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ พลางขยับเข้าไปใกล้ผมอีกก้าว จนไหล่แทบชิดกัน "และผมว่า... เราเพิ่งเปิดประตูสู่อดีตที่น่าสนใจที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติแล้วล่ะ"
ผมพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ เตรียมก้าวเท้าก้าวแรกเข้าไปในความลับที่รอการเปิดเผย แต่ก่อนที่รองเท้าบูทคู่เก่งของผมจะสัมผัสกับพื้นศิลาภายในห้องลับนั้น สายตากลับเหลือบไปเห็นบางสิ่งเข้าเสียก่อน
บนแท่นหินอ่อนใจกลางห้องโถงลับ ซึ่งควรจะเป็นที่ประดิษฐานโบราณวัตถุล้ำค่า กลับมีวัตถุทรงกระบอกโลหะแปลกปลอมวางอยู่ มันไม่ใช่ศิลปวัตถุโบราณยุคสุวรรณภูมิอย่างแน่นอน... แต่มันคือเครื่องส่งสัญญาณวิทยุดิจิทัลรุ่นล่าสุดของโลกยุคปัจจุบัน ที่มีไฟกระพริบสีแดงถี่ๆ ส่งเสียงบี๊บเบาๆ เป็นจังหวะ
*ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด...*
เรย์ชะงักฝีเท้า รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเลือนหายไปในพริบตา นัยน์ตาสีสนิมคู่นั้นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อมองตามสายตาของผมไปที่วัตถุชิ้นนั้น
เสียงฝีเท้าจำนวนมาก... หนักแน่น และรวดเร็วอย่างยิ่ง... กำลังดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์มืดเบื้องหลังที่เราเพิ่งเดินผ่านมาอย่างไม่ขาดสาย!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความมืดมิดนี้ไปด้วยกันนะครับ
เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 21
กลไกจักรกลโบราณ
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!