ปลายปากกาโลหะหัวเข็มของดร.อคินหยุดชะงักลงกลางอากาศ รอยหมึกสีดำสนิทซึมลงไปตามเนื้อกระดาษไขแผ่นบางจนเกิดเป็นจุดวงกลมทึบ ร่องรอยอารยธรรมที่เขาเพิ่งลอกลายลงบนกระดาษเมื่อครู่ ดูคล้ายกับดวงตาที่กำลังเปิดกว้างขึ้นทีละน้อยในความสลัว
"คุณกำลังทำให้จังหวะการหายใจของผมเสียสมาธิ ดร.อคิน"
เสียงกระซิบที่ลอยมาจากมุมมืดของห้องโถงใต้ดินนั้นเรียบสนิท แต่มันแฝงความเย้าเยือนไว้อย่างแนบเนียน เรย์ยืนพิงเสาศิลาแลงโบราณที่สลักลวดลายรูปงูสลักพันเกี่ยว แสงจากตะเกียงสนามพกพาขับให้โครงหน้าคมคายนั้นดูมีมิติราวกับรูปสลักหินอ่อนที่ถูกปลุกให้มีชีวิต ความตึงเครียดระหว่างพวกเขาสองคนไม่ได้ลดน้อยลงเลย นับตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบย่างลงมาในซากโบราณสถานแห่งนี้ อุดมการณ์ที่สวนทางกันราวฟ้ากับเหว ระหว่างนักโบราณคดีผู้ยึดมั่นในความถูกต้องทุกกระเบียดนิ้ว กับนักล่าสมบัติผู้มองโบราณวัตถุเป็นเพียงตัวเลขบนหน้าเช็ค กลับถูกบีบอัดให้ต้องมาหายใจร่วมกันในพื้นที่ปิดตายแห่งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อคินวางปากกาลงช้าๆ เขาไม่หันไปมองอีกฝ่ายทันที แต่เลือกที่จะใช้นิ้วมือสัมผัสผิวสัมผัสขรุขระของผนังศิลาตรงหน้า ความเย็นยะเยือกของหินโบราณแผ่ซ่านผ่านถุงมือหนังเข้ามาถึงปลายนิ้ว
"ถ้าคุณคิดว่าความเงียบในสุสานแห่งนี้มันน่ารำคาญนัก ทำไมไม่ลองเดินกลับขึ้นไปข้างบนล่ะครับ เรย์" อคินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิม ปรายตาเพียงหางตามองคนที่ยืนกอดอกอยู่ "ที่นี่ไม่มีทองคำแท่งให้คุณเอาไปเร่ขายในตลาดมืด มีเพียงประวัติศาสตร์ที่รอการชำระสะง้างด้วยความเคารพเท่านั้น"
เรย์หัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุ้มต่ำและก้องกังวานในความเงียบงัน ชายหนุ่มขยับตัวเดินเข้ามาใกล้ แสงไฟจากตะเกียงสาดกระทบแววตาพราวระยับที่ซ่อนความเจ้าเล่ห์ไว้ภายใต้ความนิ่งขรึม "ความเคารพกินไม่ได้หรอกครับ ดร.อคิน... และเท่าที่ผมสังเกต ประวัติศาสตร์ที่คุณกำลังพยายามชำระอยู่นี้ ดูเหมือนจะไม่ค่อยต้อนรับพวกเราสักเท่าไหร่"
คำพูดนั้นหยุดชะงักลง เมื่อเสียงหนึ่งดังแทรกขึ้นมา
*กริ๊ก... ครอด...*
ไม่ใช่เสียงจากรองเท้าของพวกเขา ไม่ใช่เสียงหินร่วงหล่นตามธรรมชาติ แต่มันคือเสียงแว่วที่คล้ายกับการขูดขีดด้วยเล็บเหล็กกล้า ลอดผ่านมาจากเนื้อหินทึบตันเบื้องหลังแผ่นศิลาจารึก อคินชะงักกึก กลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาหลังกรอบแว่นหรี่ลงจดจ้องไปยังรอยต่อของผนังหินที่อยู่ห่างไปเพียงเอื้อมมือ
"คุณได้ยินไหม..." อคินเอ่ยเสียงแผ่วเบา สายตายังคงไม่ละไปจากผนัง
เรย์หุบยิ้มทันที ร่างกายที่เคยผ่อนคลายกลับยืดตรงขึ้นโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณของคนที่ผ่านความเป็นความตายมาโชกโชนบอกให้เขารู้ว่า บรรยากาศรอบตัวกำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว "ไม่ใช่เสียงโครงสร้างทรุดตัว..." เรย์พึมพำขณะก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างอคิน ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนไหล่เกือบชนกัน กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝุ่นดินและกลิ่นจางๆ ของโคโลญจ์ราคาแพงลอยปะปนกับกลิ่นอับชื้นของสุสานโบราณ
*ฟึ่บ... ฟึ่บ...*
คราวนี้ไม่ใช่แค่เสียงขูดขีด แต่มันคือเสียง "กระซิบ"
สำเนียงภาษารuicโบราณที่สาบสูญ เสียงนั้นแหบแห้ง ยานคาง และฟังดูคล้ายกับเสียงของลมหายใจที่ถูกบีบอัดอยู่ใต้ชั้นดินหนาทึบหลายร้อยเมตร มันพรั่งพรูออกมาจากซอกมุมของหินศิลา ราวกับวิญญาณนับร้อยกำลังพยายามบอกเล่าเรื่องราวความลับที่ถูกฝังกลบเอาไว้ด้วยเลือดและหยาดน้ำตา
อคินรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่แล่นริ้วขึ้นมาจากกระดูกสันหลัง มือของเขาที่ถือไฟฉายสั่นไหวเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ ความรู้ทางโบราณคดีทั้งหมดที่เขามีร่ำร้องให้หาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์มารองรับ แต่จิตใต้สำนุกกลับถูกตรึงไว้ด้วยความกลัวดิบเถื่อนที่มนุษย์มีต่อความตายและความมืดมิด
"มันไม่ได้มีแค่เราสองคนในห้องนี้..." เรย์พูดขึ้น เสียงของเขาต่ำลงจนแทบจะเป็นเสียงกระซิบ ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องโถงที่เงียบสงบอย่างระแวดระวัง มือขวาเลื่อนลงไปแตะด้ามปืนพกที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อแจ็คเก็ตอย่างเงียบเชียบ "หรือว่า... โครงการสำรวจเมื่อสี่ปีก่อนของอาจารย์คุณ... จะไม่ได้จบลงแค่การพลัดตกหน้าผาอย่างที่รายงานทางการระบุไว้?"
ชื่อของ "อาจารย์" ถูกหยิบยกขึ้นมากลางวงสนทนา ราวกับกุญแจที่ไขล็อกกล่องแพนดอร่า หัวใจของอคินกระตุกวูบ ความโกรธผสมผสานกับความเจ็บปวดพุ่งพล่านขึ้นมาในอก เขาหันขวับไปมองเรย์ด้วยสายตาวาวโรจน์
"อย่าเอาเรื่องของอาจารย์ผมมาล้อเล่นในสถานการณ์แบบนี้ เรย์!" อคินกัดฟันกรวด น้ำเสียงเต็มไปด้วยแรงอารมณ์ที่ถูกกดทับมานาน
"ผมไม่ได้ล้อเล่น ดร.อคิน" เรย์หันมาสบตาเขาตรงๆ แววตานั้นไม่มีร่องรอยของการเยาะเย้ยอีกต่อไป มีเพียงความจริงจังที่น่ากลัว "ดูที่รอยสลักบนผนังนั่นสิครับ..."
อคินหันกลับไปมองตามนิ้วเรียวยาวของเรย์ที่ชี้ไปยังแผ่นศิลาจารึก ภายใต้แสงไฟฉายที่สาดส่อง รอยสลักรูปงูที่เคยดูเหมือนภาพประดับธรรมดา กลับกำลัง... เคลื่อนไหว
ไม่ใช่ภาพหลอน ช่องว่างระหว่างรอยต่อของหินกำลังขยับเปิดออกทีละน้อย ฝุ่นผงและเศษปูนโบราณร่วงกราวลงสู่พื้นเบื้องล่าง เสียงกระซิบที่เคยแว่วอยู่ไกลๆ บัดนี้ดังชัดเจนขึ้น ราวกับมันกำลังกระซิบอยู่ข้างใบหูของพวกเขาโดยตรง และสิ่งที่แปลกประหลาดที่สุดคือ รอยสลักเหล่านั้นไม่ได้ถูกสลักขึ้นด้วยฝีืมือมนุษย์ในยุคโบราณ แต่รอยแผลสดใหม่ที่ปรากฏขึ้นบนเนื้อหิน กลับเป็นรอยกรีดด้วยคมโลหะสมัยใหม่—คมมีดผ่าตัดศพแบบที่อคินมักจะเห็นในห้องแล็บนิติเวช
อคินก้าวถอยหลังโดยสัญชาตญาณเมื่อแผ่นศิลาตรงหน้าเลื่อนเปิดออกเผยให้เห็นความมืดมิดสนิทเบื้องหลัง และกลิ่นบางอย่างก็โชยออกมาเตะจมูก... กลิ่นคาวเลือดสดๆ ที่ยังไม่แห้งสนิท
ก่อนที่ใครจะได้ทันเปล่งเสียงพูดอะไรออกมา มือปริศนาคู่หนึ่งก็ยื่นออกมาจากความมืดมิดหลังผนังศิลา คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของเรย์อย่างรวดเร็วราวกับกรงเล็บของปีศาจ!
"เรย์!"
อคินพุ่งตัวเข้าไปคว้าแขนของเรย์ไว้ได้ทันควัน แรงกระชากมหาศาลจากเบื้องล่างเกือบทำให้ทั้งคู่เสียหลักล้มลงไปในช่องลับ เรย์สบถเสียงดังลั่นพร้อมกับชักปืนพกออกจากซองในเสี้ยววินาที ดวงตาทั้งสองคู่เบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เมื่อแสงไฟฉายสาดส่องทะลุความมืดเข้าไปในช่องลับนั้น และสิ่งที่สะท้อนกลับมา... ไม่ใช่โครงกระดูกโบราณอย่างที่ควรจะเป็น
แต่มันคือ "ร่าง" ของมนุษย์ที่สวมชุดสนามของทีมสำรวจโบราณคดีรุ่นปัจจุบัน ซึ่งป้ายชื่อบนหน้าอกได้เลือนรางจนแทบอ่านไม่ออก... แต่ตัวเลขประจำตัวสี่หลักสุดท้ายบนนั้น ทำให้อคินแทบหยุดหายใจ
นั่นคือรหัสประจำตัวของทีมสำรวจที่สูญหายไปพร้อมกับอาจารย์ของเขาเมื่อสี่ปีก่อน... และศพนั้นกำลังเอื้อมมือขึ้นมาหยิบจับข้อเท้าของเรย์ พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะแหบแห้งออกมาจากลำคอที่แห้งผาก
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางสำรวจความลับอันดำมืดนี้ไปพร้อมกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย•ตอนที่ 6
เสียงกระซิบจากกำแพง
ผลงานโดย บันทึกนักโบราณคดี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกนักโบราณคดี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาโบราณกาลกับมาตรวัดหัวใจที่แตกสลาย นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!