เศษเสี้ยวความแค้นบนแท่นพิจารณาคดี•ตอนที่ 1

หวนคืนในเงามืด

ผลงานโดย บันทึกคนจร
กลิ่นไวน์วินเทจราคาแพงระยับเคล้ากับเสียงหัวเราะสำราญใจของผู้คนที่สวมสูทตัดเย็บเนี๊ยบและชุดราตรีปักเลื่อมระยิบระยับ ภายในห้องจัดเลี้ยงชั้นบนสุดของโรงแรมหรูใจกลางเมืองหลวงกำลังฉลองความสำเร็จครั้งใหญ่ของบริษัท "ธันวา กรุ๊ป" คืนนี้ธันวาคือศูนย์กลางของจักรวาล เขายืนเด่นเป็นสง่าอยู่ท่ามกลางแสงไฟสปอตไลท์ รอยยิ้มภาคภูมิใจประดับอยู่บนใบหน้าคมคายที่ผ่านการขัดเกลามาอย่างดีด้วยอำนาจและเงินตรา ในมือของเขาถือแก้วคริสตัลบรรจุของเหลวสีอำพัน ดวงตาสีเข้มกราดมองผู้ร่วมงานด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง ความเหนื่อยยากตลอดหลายปีที่ผ่านมา — ปีที่เขาเคยละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างเพื่อแลกมากับความก้าวหน้า — บัดนี้มันออกดอกออกผลเป็นอาณาจักรธุรกิจที่คู่แข่งต่างพากันเกรงกลัว "ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ คุณธันวา ดีลซื้อกิจการครั้งนี้ ทำให้พวกเราแทบไม่เหลือพื้นที่หายใจในตลาดเลย" เสียงทุ้มของตัวแทนจากบริษัทคู่แข่งเอ่ยขึ้น พร้อมรอยยิ้มเจื่อนที่ซ่อนความเคียดแค้นไว้มิดชิด ธันวาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขายกแก้วขึ้นจิบพล Sเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมั่นใจเกินร้อย "ธุรกิจก็คือสนามรบครับคุณวิชัย คนที่อ่อนแอก็ต้องยอมรับชะตากรรมถูกกลืนกินไปตามกฎธรรมชาติ ผมแค่ทำในสิ่งที่จำเป็นต้องทำเท่านั้นเอง" ทว่า ประโยคอันฮึกเหิมนั้นยังไม่ทันจางหายไปจากอากาศ เสียงปรบมือเบาๆ แต่กลับทรงพลังเยือกเย็นราวกับคมมีดที่กรีดผ่าความอึกทึกในห้องจัดเลี้ยงก็ดังแทรกขึ้นจากเบื้องหลัง "กฎธรรมชาติที่ว่า... รวมถึงการเหยียบย่ำซากปรักหักพังของคนที่เคยร่วมสร้างมาด้วยกันหรือเปล่าคะ... เอ๊ย ขออภัยครับ ผมหมายถึง 'หรือเปล่าครับ' คุณธันวา" เสียงนั้นเรียบ นิ่ง และเจือไปด้วยรอยยิ้มหยันที่สะท้อนผ่านแววตาคมกริบ ธันวาชะงัก ร่างสูงใหญ่ที่เคยผึ่งผายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับไปช้าๆ ราวกับกลัวว่าภาพที่ปรากฏตรงหน้าจะเป็นเพียงภาพหลอนจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ที่นั่น... เบื้องหน้าของเขา คือร่างเพรียวระหงในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิท ดีไซน์เรียบหรูแต่แฝงด้วยความดุดันและทรงอำนาจ เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างประณีตเผยให้เห็นลำคอระหงและใบหน้าที่เคยคุ้นเคยยิ่งกว่าเงาของตัวเอง รินรดา อดีตภรรยาผู้เคยเงียบขรึม เจียมเนื้อเจียมตัว และถูกเขาซุกซ่อนไว้ในมุมมืดของคฤหาสน์หลังใหญ่ราวกับเป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ไร้ค่าชิ้นหนึ่ง เธอกลับมาแล้ว... แต่ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่คอยก้มหน้าก้มตารอคอยเศษเสี้ยวความสนใจจากเขาในยามดึกดื่น หากแต่เป็นผู้หญิงคนใหม่ที่มีประกายตาดุดัน เย็นชา และแผ่รังสีแห่งการคุกคามที่ทำให้แม้แต่นักธุรกิจรุ่นลายครามยังต้องผวา "ริน..." ธันวาเผลอหลุดปากเรียกชื่อนั้นออกมา เสียงของเขาแห้งผาก หัวใจในอกกระหน่ำซัดรุนแรงจนเจ็บแปลบ "เธอ... เธอมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง" รินรดายกมุมปากขึ้นยิ้มเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตาคู่สวยคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย เธอก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยจังหวะที่มั่นคงและสง่างาม ส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะจะโคนราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลัง "แปลกใจมากเลยเหรอครับ คุณธันวา" รินรดาจงใจใช้น้ำเสียงสุภาพแต่เชือดเฉือน เธอกวาดสายตามองไปรอบห้องก่อนจะสบตาตรงกับเขา "โลกธุรกิจมันแคบกว่าที่คุณคิดนะครับ และคนที่คุณเพิ่งเซ็นสัญญาฮุบกิจการไปเมื่อเช้า... บังเอิญแต่งตั้งให้ผม... อ้อ ขอโทษทีครับ 'ดิฉัน' เป็นที่ปรึกษาอาวุโสเต็มตัวในโปรเจกต์นี้" คำว่า 'ที่ปรึกษา' พ่นออกมาพร้อมกับแฟ้มหนังสีดำสนิทในมือเรียวบาง เธอไม่ได้ถือมันไว้เฉยๆ แต่ยื่นมันออกไปข้างหน้าเล็กน้อย ราวกับจะตอกย้ำว่าการปรากฏตัวครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเกมที่ถูกวางหมากไว้อย่างแยบยลเพื่อรอเวลาตลบหลังเขาให้ดิ้นไม่หลุด บรรยากาศรอบตัวราวกับลดอุณหภูมิลงจนติดลบ ผู้คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติและถอยร่นออกไปเว้นระยะห่าง ธันวาขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความตื่นตระหนกพุ่งพล่านเข้าตีตู้ซ่านในอก แต่ความทระนงตนที่มีมานานทำให้เขาต้องฝืนยืดอกขึ้นสู้ "เธอเล่นเกมอะไรอยู่ รินรดา" ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน ก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอในระยะที่ได้ยินกันแค่สองคน กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยผสมกับกลิ่นอายความเย็นชาทำให้เขายิ่งสับสน "คิดจะแก้แค้นฉันเรื่องในอดีตอย่างนั้นเหรอ? ไร้สาระน่า เรื่องมันจบไปนานแล้ว ใบหย่าก็เซ็นกันไปเรียบร้อย เธอก็ได้เงินชดเชยที่มากพอจะใช้ชีวิตสุขสบายไปทั้งชาติแล้ว ทำไมถึงยังไม่เลิกราวี?" รินรดาไม่สะทกสะท้านต่อแรงกดดันจากร่างกายที่ใหญ่โตกว่าของอดีตสามี เธอกลับเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาคู่นั้นว่างเปล่าจนน่ากลัว มันคือความเย็นชาที่ผ่านการเผา "เงินชดเชยงั้นเหรอครับ?" รินรดาหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข "คุณคิดจริงๆ เหรอธันวา ว่ากระดาษไม่กี่แผ่นกับเศษเงินที่คุณโยนให้เหมือนทานบุญ จะลบเลือนหยาดน้ำตาและความเจ็บปวดที่ฉันต้องทนกลืนกินตลอดห้าปีที่ผ่านมาได้? คุณคิดว่าความตายของความรู้สึกมันตีราคาเป็นตัวเลขได้จริงๆ งั้นเหรอ" คำพูดนั้นแทงทะลุกลางใจของธันวา ภาพความทรงจำเก่าๆ ย้อนกลับมาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก ภาพของหญิงสาวที่นั่งรอเขาอยู่บนโต๊ะอาหารที่เย็นชืดทุกคืน ภาพที่เธอนั่งกอดเข่าร้องไห้ลำพังในห้องนอนมืดๆ ในวันที่เธอป่วยหนักแต่เขาเลือกที่จะไปฉลองความสำเร็จกับเลขาฯ สาว ภาพที่เขาเคยผลักไสและมองข้ามเธอราวกับเธอเป็นอากาศธาตุ ธันวาหายใจติดขัด ความโกรธเคืองเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหนVเหน็บแปลกประหลาดในช่องท้อง เขาพยายามจะเอ่ยอะไรบางอย่างเพื่อแก้ตัว แต่รินรดากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทางเยือกเย็น "อย่าเพิ่งรีบปฏิเสธความทรงจำสิครับ ธันวา..." เธอกระซิบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ก้องกังวานในโสตประสาทของเขา "เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้... มันเป็นเพียงแค่บทนำของละครฉากใหญ่ที่คุณเป็นพระเอก และฉัน... จะเป็นผู้กำกับที่จะทำให้คุณได้ลิ้มรสความพินาศทีละนิด... จนกว่าคุณจะร้องขอความตาย" พูดจบ รินรดาก็หมุนตัวเตรียมจะเดินผละจากไปเพื่อเข้าสู่ห้องรับรอง V.I.P. ตามคำเชิญของประธานบริษัทคู่แข่ง ทิ้งให้ธันวายืนแข็งค้างอยู่กับที่ด้วยความเคียดแค้นและหวาดหวั่นที่ตีรวนอยู่ในอก ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่เธอหมุนตัวผ่านหน้าเขาไปนั้น ประตูลิฟท์วีไอพีที่อยู่ด้านหลังสุดของโถงทางเดินก็เปิดออกพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนเบาๆ เด็กชายตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบ ในชุดสูทเด็กตัวจิ๋วที่ตัดเย็บอย่างประณีต วิ่งดุ๊กดิ๊กออกมาจากลิฟท์ด้วยความซุกซน ดวงตากลมโตเป็นประกายใสแจ๋ว แก้มยุ้ยขึ้นสีเลือดฝาด และที่สำคัญที่สุด... โครงหน้า โครงจัน และแม้แต่ไฝเม็ดเล็กที่หางตาขวาของเด็กชายคนนั้น ถอดแบบพิมพ์เดียวกันกับธันวาอย่างไร้ที่ติ! เด็กน้อยวิ่งชนชายผ้าสูทของรินรดาเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มให้เธอ พร้อมกับเอ่ยเรียกด้วยเสียงใสแจ๋วที่ดังลั่นโถงทางเดินจนทุกคนต้องหันไปมอง "คุณแม่ครับ... คุณแม่ขา คุณอาบอกว่าถ้าเสร็จธุระแล้ว ให้พาผมไปกินไอศกรีมช็อกโกแลตไม่ใช่เหรอครับ?" ธันวาเบิกตากว้าง ร่างกายทั้งร่างชาดิกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อม ภาพทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่ง รินรดย่อตัวลงลูบศีรษะเด็กชายคนนั้นด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ธันวาไม่เคยได้รับมาตลอดชีวิตการแต่งงาน... รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความรักและความหมายอันลึกซึ้งที่กำลังเชือดเฉือนวิญญาณของเขาให้แตกสลายเป็นจุล ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ห้วงแห่งความแค้นนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความแค้นบนแท่นพิจารณาคดี นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%