โลหิตหนึ่งหยด… ร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาที่แตกละเอียด
เสียงเปาะแปะของเม็ดฝนที่โหมกระหน่ำลงมาจากนภากาศ ยามนี้มิอาจกลบเสียงครางฮือของกระแสปราณอันบ้าคลั่งที่กำลังแผดเผาบรรยากาศรอบด้านให้บิดเบี้ยวได้ สำนักกระบี่เมฆาอัสนีที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกร บัดนี้เหลือเพียงซากปรักหักพังที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานของกองเพลิงและคราบเลือด ม่านฝนสีเทาทึบขับเน้นให้เงาร่างหนึ่งที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางซากศพ ดูโดดเดี่ยว ทระนง และน่าสะพรึงกลัวยิ่ง
นั่นคือไป๋หลาง
ชายหนุ่มผู้มีเรือนผมสีหมึกปลิวสยายตามแรงพายุ แววตาคู่คมกริบดั่งคมกระบี่ที่ซ่อนฝักสะท้อนประกายสายฟ้าฟาดผ่านบนนภากาศ ในมือขวาของเขาถือกระบี่เหล็กดำสนิทเล่มหนึ่ง กระบี่ที่ไม่มีลวดลายวิจิตรบรรจง ไม่มีอัญมณีประดับประดา ทว่ากลับแผ่ไอสังหารที่ทำให้มิติรอบกายสั่นระริกราวกับหวาดกลัวต่อตัวตนของเขา
"ไป๋หลาง! เจ้า… เจ้ามนุษย์เดรัจฉาน กล้าดีอย่างไรจึงบังอาจเหยียบย่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเรา!"
เสียงตะโกนอย่างหวาดผวาแต่ยังคงไว้ซึ่งความเย่อหยิ่งดังขึ้นจากผู้วอาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่เมฆาอัสนี ร่างของมันสั่นเทิ้มด้วยความกลัว ยามเมื่อกวาดสายตามองศิษย์นับร้อยที่นอนไร้ลมหายใจอยู่เกลื่อนพื้น ดาบกระบี่ในมือมันสั่นสะท้านจนแทบประคองไว้ไม่อยู่
ไป๋หลางไม่แม้แต่จะปรายตาแลมองผู้เฒ่าผู้นั้น เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย มองหยดน้ำฝนที่ไหลรินอาบคมกระบี่สีดำสนิท น้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงก้องกังวานมาจากขุมนรกเอ่ยขึ้นอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกคำกลับบาดลึกเข้าไปในจิตวิญญาณของผู้ฟัง
"ดินแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นรึ?… หึ สถานที่ที่ย้อมด้วยโลหิตของผู้บริสุทธิ์นับพัน ย่อมคู่ควรเพียงแค่การถูกลบให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เท่านั้น"
สิ้นคำพูด ร่างของไป๋หลางก็หายวับไปจากจุดเดิมราวกับภูตผี!
*เปรี้ยง!*
ประกายสายฟ้าสีม่วงเข้มผ่าลงมากลางลานกว้าง พร้อมกับรัศมีกระบี่รูปจันทร์เสี้ยวที่ระเบิดออกอย่างไร้ความปรานี พลังปราณระดับขอบเขตผ่าปฐพีขั้นสมบูรณ์ถูกปลดปล่อยออกมาในคราเดียว แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าของผู้อาวุโสแตกร้าวแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างนับร้อยวา
ผู้วอาวุโสกรีดร้องสุดเสียง พยายามรวบรวมลมปราณทั้งหมดที่มีเพื่อยกกระบี่ขึ้นต้านรับ แต่ทว่า… ช่องว่างระหว่างพวกมันช่างห่างไกลกันราวฟ้ากับเหว
*ฉับ!*
เงากระบี่วาดผ่านอย่างไร้ร่องรอย ทุกอย่างหยุดนิ่งลงในเสี้ยววินาที สายฝนที่กำลังโปรยปรายราวกับถูกคมกระบี่ตัดขาดเป็นสองเสี่ยง ร่างของผู้อาวุโสสูงสุดแข็งค้าง ดวงเบิกโพลงด้วยความตื่นตระหนก ก่อนที่ลำคอจะปรากฏเส้นบางสีแดง และร่างนั้นก็แยกออกเป็นสองส่วนล้มลงจมกองเลือด
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงคำรามก้อง
ไป๋หลางยืนนิ่งสงบ ลลมหายใจของเขาแทบไม่เปลี่ยนสีหน้า แววตาของเขายังคงว่างเปล่าและเย็นชา ทว่าลึกลงไปในก้นบึ้งของดวงตากลับอัดแน่นไปด้วยความแค้นส3ชั่วอายุคนที่ถูกกดทับไว้ด้วยสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่
ทันใดนั้นเอง มิติเบื้องหน้าของเขาก็พลันบิดเบี้ยว ไอเย็นเยือกที่หนทบจนน้ำกลายเป็นน้ำแข็งในพริบตาแผ่ซ่านเข้ามาในรัศมีสิบวา เม็ดฝนที่ตกลงมาถูกแช่แข็งกลางอากาศจนกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งนับหมื่นชิ้นที่สะท้อนแสงจันทร์สีเลือด
กลิ่นอายอันคุ้นเคยและสูงส่งจนผู้คนต้องก้มกราบปรากฏขึ้น
ท่ามกลางม่านหมอกสีขาวโพลนและเกล็ดน้ำแข็งที่โปรยปรายลงมาดั่งหิมะโปรย ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเซียนสาวจากแดนสรวงก้าวเดินออกมาอย่างเชื่องช้า นางถือกระบี่น้ำแข็งที่ปล่อยไอความเย็นยะเยือกตัดขาดจากโลกหล้า เส้นผมสีดำสนิทขลับกับผิวขาวดั่งหยกสลัก ใบหน้ารูปไข่ที่งดงามล่มเมืองไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ ดวงตาคู่งามดั่งหงส์มองตรงมาที่ไป๋หลางเพียงผู้เดียว
หลี่ชิงฮั่น
นางเซียนผู้ใช้กระบี่น้ำแข็ง ผู้ที่ทั่วทั้งยุทธภพต่างหวาดกลัวในความเย็นชาและไร้ความเมตตาของนาง ยามนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าบุรุษที่มือเปื้อนเลือด
ไม่มีคำทักทาย ไม่มีรอยยิ้ม มีเพียงสายตาคู่หนึ่งที่มองลึกลงไปในดวงตาของไป๋หลาง สายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอันล้ำลึกที่นางเก็บซ่อนไว้จากสายตาของคนทั้งโลก และหยาดน้ำใสๆ เม็ดหนึ่งที่ร่วงหล่นจากหางตา ก่อนจะถูกความเย็นยะเยือกแช่แข็งกลายเป็นผลึกน้ำแข็งก่อนจะตกถึงพื้น
"เจ้า… ทำเกินไปแล้ว" น้ำเสียงของนางราบเรียบดั่งน้ำในบึงลึก ไร้ซึ่งร่องรอยของอารมณ์ ทว่ามือเรียวบางที่ถือกระบี่น้ำแข็งกลับสั่นน้อยๆ อย่างไม่มีใครสังเกตเห็น
ไป๋หลางหันกลับไปสบตานึงนาง รังสีสังหารที่แผ่ซ่านเมื่อครู่พลันมลายหายไปจนสิ้น เหลือเพียงความอ่อนโยนที่เขามอบให้แก่สตรีผู้เดียวในใต้หล้าผู้นี้
มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ขัดกับสภาพแวดล้อมอันนองเลือด
"หากข้าไม่ทำเช่นนี้ แล้วความยุติธรรมในใจข้า จะไปทวงถามจากผู้ใดเล่า ชิงฮั่น" เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าท่ามกลางความเงียบงันนั้นกลับดังก้องกังวานในหัวใจของนาง
หลี่ชิงฮั่นเม้มริมฝีปากแน่น นางก้าวเข้ามาประชิดตัวเขา กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยขาวโชยปะปนกับกลิ่นคาวเลือด นางยกมือขึ้นใช้ปลายนิ้วเรียวดั่งหยกเช็ดคราบเลือดที่เปื้อนแก้มสากของชายหนุ่มอย่างเบามือที่สุด ราวกับกลัวว่าเขาจะเจ็บปวด
"โลกหล้าจะพิพากษาเจ้าเช่นไร หาใช่เรื่องที่ข้าต้องใส่ใจไม่" นางกระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากจนแทบจะสัมผัสกับใบหูของเขา "แต่หากฟ้าดินกล้าพรากเจ้าไปจากข้า… ข้าจะคว่ำทัณฑ์สวรรค์ และแช่แข็งนภากาศนี้ให้ดับดิ้นไปพร้อมกับข้าด้วย"
หัวใจของไป๋หลางกระตุกวูบ สัจธรรมแห่งกระบี่ที่เขาเพียรบำเพ็ญมาตลอดชีวิตราวกับสั่นคลอนด้วยถ้อยคำอันทรงพลังและหนักแน่นของนาง
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังลึกซึ้งถึงขีดสุดนั้นเอง!
*ตูมมมมมม!*
เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวมาจากทิศทางของยอดเขาบรรพกาล ท้องฟ้ายามราตรีที่ถูกย้อมด้วยสีเลือดพลันฉีกขาดออกเป็นทางยาว เปลวเพลิงสีทองอร่ามพวยพุ่งขึ้นเสียดฟ้า พร้อมกับแรงกดดันระดับมหาเทพที่ทำให้กระบี่ในมือของไป๋หลางและหลี่ชิงฮั่นสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
แสงสีทองสายหนึ่งพุ่งแหวกอากาศลงมาปักลงตรงหน้าของพวกเขาทั้งสอง ร่างของชายชราในชุดคลุมลายแผนที่ดาราปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่สะท้อนก้องไปทั่วหุบเขา
"ฮ่าๆๆๆ! ไป๋หลาง เจ้าเด็กโง่ คิดว่าสังหารสำนักกระบี่เมฆาอัสนีแล้วจะจบสิ้นงั้นรึ? ความลับของคัมภีร์บรรพกาลอยู่ที่ไหน จงคายออกมา มิฉะนั้นวันนี้… เจ้าและนางเซียนผู้นี้จะต้องถูกเผาผลาญจนจิตวิญญาณแตกดับชั่วนิรันดร์!"
หมื่นกระบี่คืนรัง (ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ)
กระบี่ทะยานฟ้าท้าลิขิต: บันทึกโลหิตแดนเซียน•ตอนที่ 1
เงากระบี่ใต้แสงจันทร์โลหิต
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ทะยานฟ้าท้าลิขิต: บันทึกโลหิตแดนเซียน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!