สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด•ตอนที่ 8

คำเตือนบนหน้ากระดาษ

ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
กลิ่นอับชื้นของอิฐเก่าและฝุ่นปูนที่หมักหมมมาหลายทศวรรษ ไม่เคยจางหายไปจากอาคารพาณิชย์ทรงคุณค่าหลังนี้ เช่นเดียวกับความเงียบงันที่มักซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้เบื้องหลังคานคอนกรีตเสริมเหล็กที่เริ่มกะเทาะ เสียงกระดาษแผ่นบางถูกดึงออกจากซองจดหมายสีชาดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องทำงานชั่วคราวบนชั้นสาม รินรดาชะงักมือที่กำลังร่างเส้นแปลนโครงสร้าง สัญชาตญาณบางอย่างบอกให้เธอนิ่งค้าง ราวกับสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่ลดฮวบลงอย่างกะทันหันในอากาศ บนโต๊ะไม้สักเก่าคร่ำครึ มีเพียงซองจดหมายสีชาไร้แสตมป์และชื่อผู้ส่ง วางทับอยู่บนกองแบบแปลนอาคารที่พ่อของเธอเป็นคนร่างไว้เมื่อสามสิบปีก่อน "คุณกำลังทำอะไรอยู่" เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังขึ้นจากกรอบประตู ศิลาก้าวเข้ามาในห้องโดยปราศจากซุ่มเสียง ปลายรองเท้าหนังขัดมันหยุดลงที่รอยต่อระหว่างกระเบื้องยางเก่าๆ ดวงตาคมกราบกรานมองประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว ผ่านกรอบแว่นสายตาไร้กรอบที่สะท้อนแสงไฟนีออนสลัว รินรดาไม่ตอบ เธอยังคงจ้องมองกระดาษแผ่นนั้น มือเรียวบางสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นความรู้สึกประหลาดที่คล้ายกับถูกสายตาคู่หนึ่งจ้องมองมาจากความมืด "ผมถามว่า คุณกำลังดูอะไร" ศิลาย้ำคำถาม น้ำเสียงของเขากดต่ำลงเล็กน้อยเมื่อเห็นความผิดปกติบนใบหน้าของเธอ ชายหนุ่มสาวเท้าเข้าไปใกล้ กวาดสายตาไปยังวัตถุแปลกปลอมบนโต๊ะ รินรดายื่นแผ่นกระดาษพิมพ์ดีดเก่าคร่ำครึให้เขา ลายมือบนนั้นไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึกปากกา แต่เป็นการพิมพ์จากเครื่องพิมพ์ดีดรุ่นโบราณที่ตัวอักษรบางตัวเบี้ยวเอียงและจางหาย *‘สถาปนิกผู้พยายามชุบชีวิตตึกผีสิง มักจบลงด้วยการฝังกลบไปพร้อมกับซากปรักหักพัง... หากไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเหมือนพ่อของคุณ จงหยุดมือแล้วไสหัวไปซะ ก่อนที่ไม้บรรทัดเหล็กจะกลายเป็นเครื่องวัดขนาดหลุมศพของคุณเอง’* ไม่มีเสียงลมหายใจหรือเสียงอุทานจากศิลามีเพียงกล้ามเนื้อบริเวณกรามที่ขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน ดวงตาสีเข้มคมกริบกวาดอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับต้องการเผาไหม้ตัวอักษรแต่ละคำให้สลายกลายเป็นจุล บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่ตึงเครียดขึ้นจนแทบมีประกายไฟประทุ ความเงียบงันในห้องกว้างนับร้อยตารางเมตรขับเน้นให้เสียงหัวใจเต้นโครมครามดังชัดเจนยิ่งขึ้น "จดหมายนี่มาอยู่บนโต๊ะคุณตั้งแต่เมื่อไหร่" ศิลาเงยหน้าขึ้นถาม น้ำเสียงเรียบสนทนาราวกับกำลังประเมินความเสียหายของโครงสร้างที่สั่นคลอน "ฉันเพิ่งเข้ามา... มันวางอยู่ตรงนี้" รินรดาตอบเสียงแผ่วเบา แต่แววตาเต็มไปด้วยความดื้อรั้นที่เริ่มคุกกรุ่น "และมันพูดถึงพ่อของฉัน" "มันเป็นแค่เกมจิตวิทยาของพวกที่เสียผลประโยชน์" ศิลาตัดบททันควัน น้ำเสียงของวิศวกรหนุ่มไร้ซึ่งความอ่อนโยน เขาวางกระดาษแผ่นนั้นลงบนโต๊ะด้วยท่าทีเยือกเย็นราวกับหุ่นยนต์ "คุณก็รู้ว่าตึกนี้กำลังจะถูกรื้อถอนเพื่อทำโครงการคอมเพล็กซ์มูลค่าหลายพันล้าน มีคนเสียประโยชน์มหาศาลจากการที่คุณดึงดันจะบูรณะมัน" "แต่มันไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจ!" รินรดาตบโต๊ะเสียงดังลั่น ดวงตาคู่สวยรื้นไปด้วยหยดน้ำตาแห่งความคับแค้นใจ เธอก้าวเข้าประชิดตัวเขา ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ลดลงจนแทบสัมผัสได้ถึงไออุ่น "คุณก็ฟังประโยคนั้นเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ... *'เอกสารตัวจริงชิ้นนี้... ที่ทำให้พ่อของคุณต้องตาย'* ศิลา! คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้รู้เรื่องคดีในอดีต เขารู้ว่าความจริงคืออะไร!" ศิลาชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาคมกวาดมองลึกลงไปในนัยน์ตาของหญิงสาวที่เต็มไปด้วยคำถามและความเจ็บปวด เขารู้ดีว่าเธอกำลังพูดถึงอะไร ความลับที่เขาเองก็กำลังตามล่าหาคำตอบมาตลอดหลายปี เพื่อกู้ชื่อเสียงของตระกูลวิศวกรที่ต้องพังทลายลงจากข้อกล่าวหาว่าออกแบบโครงสร้างผิดพลาด ชายหนุ่มถอนหายใจยาวนาน มือหนายกขึ้นถอดแว่นตาออกแล้วนวดสันจมูกเบาๆ เพื่อระงับความอึดอัดที่ตีตื้นขึ้นมาในอก "รินรดา คุณกำลังเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับหลุมพราง" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย แต่มันยังคงความเด็ดขาดไว้อย่างเหนียวแน่น "ถ้าข้อความนี้เป็นความจริง แปลว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการพังทลายของตึกเมื่อสามสิบปีก่อน ยังคงลอยนวลอยู่ และพวกมันกำลังจับตาดูเราทุกฝีก้าว" "ยิ่งพวกมันจับตาดู ยิ่งแปลว่าเราเข้าใกล้ความจริงเข้าไปทุกที" รินรดายืนกราน น้ำเสียงของเธอสั่นเครือแต่ทว่าหนักแน่น "คุณกลัวเหรอ ศิลา... วิศวกรผู้ถือไม้บรรทัดผู้ไม่เคยกลัวอะไร กลัวความจริงที่อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณไปตลอดกาลอย่างนั้นเหรอ" คำพูดเสียดสีนั้นทำให้ศิลาแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหนา "ผมไม่เคยกลัวความจริง รินรดา... ผมกลัวแค่ความโง่เขลาที่เอาชีวิตของคุณมาเดิมพันกับอดีตที่มันตายไปแล้วต่างหาก" เขาก้าวเข้าไปประชิดเธอจนแผ่นหลังบางชนเข้ากับชั้นวางแบบแปลนด้านหลัง ศิลาโน้มตัวลงมา ใบหน้าของทั้งคู่อยู่ห่างกันเพียงคืบ ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะกันท่ามกลางความมืดสลัวของห้อง "ถ้าคุณอยากรู้นักว่าใครอยู่เบื้องหลัง... คุณต้องฟังผม และทำตามคำสั่งของผมทุกอย่าง เข้าใจไหม" รินรดานิ่งงัง เธอมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่ดุดันแต่กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เคมีระหว่างคนทั้งคู่ระอุขึ้นท่ามกลางความกดดันและความหวาดระแวงรอบตัว ราวกับเปลวไฟที่โหมกระหน่ำบนกองฟืนแห้ง ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักหน่วงก็ดังขึ้นแว่วมาจากโถงบันไดทางหนีไฟด้านนอก... *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของคนเดินปกติ แต่มันทุบลงมาเป็นจังหวะสามครั้ง ราวกับเป็นการเคาะประตูห้องเพื่อประกาศการมาถึงของใครบางคน ทั้งคู่หันขวับไปมองประตูห้องที่ปิดสนิททันที ศิลายกมือขึ้นส่งสัญญาณห้ามส่งเสียง พร้อมกับเอื้อมมือไปหยิบประแจเลื่อนเหล็กขนาดใหญ่ที่วางอยู่ข้างกองเครื่องมือช่างขึ้นมาถือไว้มั่น กล้ามเนื้อทั่วร่างตึงเกร็งเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะก้าวเข้ามา ลูกบิดประตูห้องทำงานบิดหมุนช้าๆ จากด้านนอก... พร้อมกับเสียงโลหะเสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ในขณะที่ไฟนี오นบนเพดานกระพริบไหวติดๆ ดับๆ ราวกับกระแสไฟฟ้ากำลังจะถูกตัดขาดโดยฝีมือใครบางคน... ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับอุดมการณ์อันเปราะบางแต่เด็ดเดี่ยวของพวกเขาในตอนนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%