"ความเงียบงัน... บางครั้งก็เป็นโครงสร้างทางวิศวกรรมที่เปราะบางที่สุดนะครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำของศิลาดังขึ้นท่ามกลางลมหนาวบนดาดฟ้าตึกสำนักงานใหญ่ ร่างสูงในชุดสูทสีเข้มที่ถอดเนคไทออกแล้ว ยืนพิงราวกันตกกระจกใส สายตาทอดมองแสงไฟระยิบระยับของกรุงเทพมหานครเบื้องล่าง เปรียบเสมือนแผนผังวงจรชีวิตอันยุ่งเหยิงที่ไม่มีวันแก้โจทย์ได้ลงตัว
รินรดายืนอยู่ห่างออกไปเพียงช่วงแขน เธอกอดอกแน่นราวกับเกราะกำบังอันเปราะบาง ปลายนิ้วเรียวเย็นเฉียบจากการกุมแก้วกาแฟกระดาษที่ไร้ซึ่งความอุ่น เธอมองแผ่นหลังของวิศวกรหนุ่มผู้ซึ่งมักใช้เหตุผลและตัวเลขเข้าหั่นทอนความรู้สึกของเธอมาตลอด แต่ในคืนนี้... ความเย็นชาเหล่านั้นกลับเจือด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าที่เธอไม่เคยสังเกตมาก่อน
"คุณกำลังพยายามบอกว่า ฉันสร้างกำแพงหลอกๆ ขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวเองจากความจริงสินะคะ... อ้อ ขอโทษทีค่ะ ความจริง... ผมหมายถึง นะครับ" รินรดาเผลอหลุดคำพูดติดปากแบบเดิมออกไป ก่อนจะแก้ไขด้วยน้ำเสียงติดจะประชดนิดๆ
ศิลาหันกลับมามอง ดวงตาคมกราบใต้กรอบแว่นสายตาไหววูบเล็กน้อย เขายกยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่งอย่างเคย แต่เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความยอมจำนนต่อบางสิ่ง
"คุณไม่ต้องระวังคำพูดกับผมขนาดนั้นหรอกครับ รินรดา" เขาเรียกชื่อเธอโดยไม่มีคำนำหน้าเป็นครั้งแรก น้ำเสียงนั้นราบเรียบแต่นุ่มนวลอย่างประหลาด "เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา มีเพียงคุณคนเดียว... ที่กล้าใช้ความรู้สึกพังทลายกำแพงเหล็กกล้าที่ผมสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเอง"
บรรยากาศรอบตัวราวกับถูกบีบอัดด้วยความตึงเครียดที่เปลี่ยนรูปไป ความโกรธแค้นเรื่องอดีต การปะทะคารมในห้องประชุม หรือกระทั่งรอยร้าวจากคดีตึกถล่มของบิดาเธอและครอบครัวเขา ถูกชะล้างด้วยความเงียบงันของค่ำคืนนี้
รินรดากัดริมฝีปากแน่น ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาในอก เธอกลืนก้อนสะอื้นลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะตัดสินใจพูดในสิ่งที่เก็บงำไว้ในใจมาเนิ่นนาน
"ทำไมล่ะคะ... ทำไมคุณถึงต้องยอมแบกรับความเกลียดชังทั้งหมดไว้คนเดียว ทำไมไม่บอกความจริงเรื่องพยานปากเอกคนนั้นตั้งแต่แรก ปล่อยให้ฉันมองว่าคุณเป็นไอ้พวกเลือดเย็นที่เห็นตัวเลขสำคัญกว่าชีวิตคนอื่นทำไมกัน!" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ หยดน้ำตาเอ่อคลอเบ้าแต่ถูกสะกดกลั้นไว้ด้วยความทิฐิอันดื้อรั้น
ศิลาถอนหายใจยาวนาน เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นหอมจางๆ ของโคโลญจ์ผสมกับกลิ่นไอฝนยามค่ำคืนลอยมาแตะจมูก "ถ้าผมบอกคุณในวันที่เรายังไม่รู้จักกันดีพอ คุณจะเชื่อไหมล่ะครับ? หรือคุณจะเอาแผ่นแปลนของพ่อคุณมาฟาดหน้าผมแล้วบอกว่าผมกำลังแก้ตัวเพื่อตระกูลตัวเอง?"
คำถามนั้นทรงพลังดั่งคานรับน้ำหนักที่ถูกกดทับจนถึงขีดจำกัด รินรดาชะงัก เถียงไม่ออก เพราะเธอกลัวว่า... ในอดีตเธออาจจะทำเช่นนั้นจริงๆ
"ผมสูญเสียพ่อไปจากเหตุการณ์เดียวกันกับที่คุณสูญเสียรอยยิ้มของแม่ไปนะรินรดา" ศิลาพูดต่อ เสียงของเขาเบาราวกับเสียงกระซิบแต่กลับก้องกังวานในความรู้สึก "ความแตกต่างคือ... พ่อของคุณเลือกที่จะปิดบังความผิดพลาดของโครงสร้างเพื่อแลกกับชื่อเสียง แต่วิศวกรอย่างพ่อผม กลับต้องมารับบาปแทนในฐานะแพะรับบาปที่เซ็นชื่ออนุมัติแบบแปลนฉบับนั้น... แบบแปลนที่ถูกแก้ไขโดยลับหลัง"
หัวใจของสถาปนิกสาวกระตุกวูบ ภาพความทรงจำในวัยเด็กที่บิดานั่งกุมขมับหน้ากองกระดาษไข รอยยิ้มฝืนๆ และคำพูดที่ว่า *'พ่อทำเพื่อพวกเรานะลูก'* ผุดขึ้นมาซ้อนทับกับความจริงอันโหดร้ายที่ศิลาเพิ่งเปิดเผย
"ไม่จริง... พ่อฉันไม่ใช่คนแบบนั้น!" รินรดาส่ายหน้าช้าๆ ถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยอัตโนมัติ ราวกับพื้นคอนกรีตใต้ฝ่าเท้ากำลังจะยุบตัวลง
"ความจริงไม่ได้งดงามเหมือนเส้นดราฟต์ในกระดาษหรอกครับ" ศิลาเอื้อมมือออกมารั้งข้อมือเธอไว้เบาๆ สัมผัสอุ่นจากปลายนิ้วของเขาแผ่ซ่านเข้ามาในความหนาวเหน็บ "ผมไม่ได้ต้องการทำลายความทรงจำเกี่ยวกับพ่อของคุณ... แต่ผมต้องการรื้อถอนมันลง เพื่อที่เราจะได้สร้างความจริงขึ้นมาใหม่... บนรากฐานที่มั่นคงกว่าเดิม"
ดวงตาทั้งคู่ประสานกันในแสงจันทร์สลัว ความโกรธเกรี้ยว ความหวาดระแวง และความเจ็บปวด หลอมรวมเข้ากับแรงดึงดูดประหลาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ รินรดามองลึกเข้าไปในดวงตาของวิศวกรหนุ่ม เธอพบความจริงใจที่ซ่อนอยู่หลังท่าทีเย่อหยิ่ง และนั่นคือสิ่งที่อันตรายที่สุดสำหรับกำแพงในใจเธอ
"คุณนี่มัน... ร้ายกาจจริงๆ ศิลา" เธอยิ้มทั้งน้ำตา เป็นรอยยิ้มแรกในรอบหลายเดือนที่ออกมาจากใจจริง
"ผมแค่เป็นคนซื่อตรงต่อโครงสร้าง... และหัวใจตัวเองครับ" ศิลาตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปากของเขา เป็นภาพที่หาดูได้ยากยิ่ง
ทว่า... ก่อนที่บรรยากาศอันเปราะบางและลึกซึ้งนี้จะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นคู่หนึ่งก็ดังขึ้นจากบันไดหนีไฟที่เชื่อมต่อสู่ดาดฟ้า ตามด้วยเสียงก้าวเท้าที่พยายามย่องเบาแต่ไม่อาจหลุดรอดประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของวิศวกรผู้ระแวดระวังภัย
ศิลาชะงัก ร่างสูงดึงรินรดาเข้ามาหลบหลังแผงกันลมของคอมเพรสเซอร์แอร์ตัวใหญ่โดยสัญชาตญาณ ปลายนิ้วชี้จรดริมฝีปากเป็นเชิงส่งสัญญาณให้เงียบกริบ
เงาสืบสวนร่างหนึ่งทอดทาบบนพื้นคอนกรีตภายใต้แสงจันทร์ พร้อมกับเสียงพูดคุยแผ่วเบาที่ลอยมาตามลม... เป็นเสียงของบุคคลที่พวกเขาคิดว่าควรจะอยู่ในเรือนจำ หรือไม่ก็หายสาบสูญไปจากโปรเจกต์นี้ตั้งแต่เมื่อหลายเดือนก่อนแล้ว
และเอกสารในมือของบุคคลปริศนารายนั้น... คือสำเนาแบบแปลนฉบับจริงที่ควรจะสูญหายไปพร้อมกับความลับทั้งหมดของคดีตịchถล่ม!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวของความจริงและอุดมการณ์ไปพร้อมกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด•ตอนที่ 14
ภายใต้แสงจันทร์บนดาดฟ้า
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!