เสียงโลหะกระทบพื้นปูนเปียกชื้นดังสะท้อนก้องในความเวิ้งว้างของโครงสร้างคอนกรีตดิบที่ยังสร้างไม่เสร็จ มันไม่ใช่เสียงของการต่อสู้ แต่เป็นเสียงแห่งความจริงที่กำลังกัดกร่อนความเชื่อมั่นทั้งหมดที่ศิลาเคยยึดถือ
รินรดายังคงยืนนิ่งอยู่เบื้องหลังแผ่นเสาเข็มขนาดใหญ่ ลมหายใจของเธอติดขัดอยู่ที่ลำคอ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อมองไปยังรอยสลักรูปวงกลมซ้อนทับสามเหลี่ยมเรขาคณิตบนด้ามปืนของชายแปลกหน้าคนนั้น มันคือสัญลักษณ์เดียวกับที่ประทับอยู่บนมุมขวาล่างของเอกสารลับบัญชีดำโครงการก่อสร้างเมื่อสามปีก่อน—เอกสารที่พ่อของเธอเคยนำกลับมาบ้านด้วยใบซีดเผือด ก่อนที่โศกนาฏกรรมตึกถล่มจะพรากทุกอย่างไปจากครอบครัว
"อย่าขยับ" ศิลาเอ่ยเสียงต่ำลอดไรฟัน มือหนาที่กำเศษเหล็กเส้นขึ้นมาเตรียมพร้อมสั่นเทาเล็กน้อยไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะแรงอัดอั้นทางอารมณ์ที่พุ่งพล่านจนแทบระเบิด เขากวาดสายตาประเมินระยะทางและมุมอับสายตาอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณวิศวกรโครงสร้าง
ชายในเงาดำไม่ได้เหนี่ยวไก เขาเพียงแต่ลดปืนลงช้าๆ นัยน์ตาคมกริบภายใต้หมวกไอ้โม่งกวาดมองทั้งคู่ก่อนจะหันหลังแล้วหายลับไปกับความมืดของช่องลิฟท์ที่ยังไม่มีการติดตั้งตู้ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นดินปืนจางๆ และความเงียบงันที่กดดันเสียยิ่งกว่าเสียงคำรามของเครื่องจักร
ศิลาก้าวเท้าออกไปเพื่อจะติดตาม แต่รินรดากลับเอื้อมมือมาคว้าชายเสื้อสูทของเขาไว้แน่น แรงดึงนั้นเบาหวิวแต่กลับทรงพลังพอกที่จะทำให้ฝีเท้าของวิศวกรหนุ่มชะงักงัน
"ปล่อยผมริน..." ศิลาหันกลับมามอง น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อยเมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ไหวระริกของหญิงสาว
"อย่าไปเลยค่ะ... เอ๊ด... ศิลา" รินรดากลืนคำพูดเก่าๆ ลงคอ มือที่กำเสื้อเขาสั่นระเทือน "คุณก็เห็นใช่ไหมคะ สัญลักษณ์นั้น... มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ"
ศิลานิ่งเงดไปชั่วขณะ ดวงตาคมกริบฉายแววซับซ้อน เขาทิ้งเศษเหล็กในมือลงพื้น เสียงโลหะกระทบพื้นคอนกรีตดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะจมหายไปในความเวิ้งว้าง เขากวาดสายตามองไปรอบอาคารร้างแห่งนี้ที่มีเพียงแสงไฟนีออนดัดสีส้มสลัวๆ จากไซต์งานก่อสร้างฝั่งตรงข้ามสาดส่องเข้ามา
"เราต้องหาที่คุยกัน" ศิลาถอนหายใจยาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยกฎเกณฑ์ตอนนี้กลับเจือความอ่อนล้าอย่างเห็นได้ชัด "ไม่ใช่ที่นี่"
สิบนาทีต่อมา พื้นที่มุมอับสายตาบนชั้นเจ็ดซึ่งควรจะเป็นห้องชุดตัวอย่าง กลับถูกเปลี่ยนเป็นสถานที่หลบภัยชั่วคราว มีเพียงลังกระดาษลังคว่ำลงเป็นโต๊ะเตี้ยๆ และหลอดไฟนีออนดวงเดียวที่ต่อพ่วงมาจากสายไฟชั่วคราวสาดแสงสีขาวนวลตกกระทบฝุ่นปูนที่ฟุ้งกระจายในอากาศ
ไม่มีบทสนทนาใดๆ เริ่มต้นขึ้นทันที มีเพียงเสียงถอนหายใจและความอึดอัดที่หนาแน่นเสียยิ่งกว่าเนื้อปูนซีเมนต์ผสมเสร็จ
ศิลานั่งลงบนลังไม้กระดาษฝั่งตรงข้าม มือหนายกขึ้นถูขมับทั้งสองข้างอย่างใช้ความคิด แว่นตากรอบบางถูกถอดออกวางไว้บนตัก เผยให้เห็นรอยย่นระหว่างคิ้วที่เกิดจากการขมวดมุ่นมาเป็นแรมปี ร่างกายที่เคยตั้งตรงอย่างมั่นคงตามหลักการวิศวกรรมบัดนี้ดูผ่อนคลายลงราวกับคานรับน้ำหนักที่กำลังจะรับภาระเกินขีดจำกัด
รินรดายืนกอดอกพิงเสาคอนกรีต สายตาจับจ้องไปยังใบหน้าด้านข้างของชายหนุ่ม แสงไฟสลัวขับเน้นสันจิรูปคมและกรามที่ขบเข้าหากันแน่น ความรู้สึกบางอย่างในใจของเธอตีรวนขึ้นมา—ความโกรธ ความหวาดกลัว และความเห็นอกเห็นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน
"คุณรู้เรื่องนี้มานานแค่ไหนแล้วคะ?" รินรดาทำลายความเงียบขึ้น น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่เต็มไปด้วยแรงสั่นสะเทือนภายใน
ศิลาเงยหน้าขึ้นสบตาเธอ นัยน์ตาคู่นั้นสะท้อนภาพของเธอท่ามกลางฝุ่นละอองที่ลอยเคว้ง "ผมรู้ว่าตระกูลของผมถูกใส่ร้ายในคดีวัสดุก่อสร้างได้มาตรฐาน... แต่ผมเพิ่งรู้ในวินาทีนี้เองว่า มันเชื่อมโยงกับอุบัติเหตุอาคารที่พ่อของคุณเป็นผู้ออกแบบ"
ศิลาเว้นจังหวะ เลียริมฝีปากที่แห้งผาก ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ลุ่มลึกและจริงจังกว่าครั้งไหนๆ
"ผมขอโทษริน... สำหรับท่าทีเย็นชาและคำพูดถางถางที่ผมใช้กับคุณตลอดมา ผมแค่... กลัวว่าความรู้สึกส่วนตัวจะทำให้ผมไขว้เขวจากเป้าหมายในการล้างมลทินให้พ่อของผม แต่พอผมได้มายืนเคียงข้างคุณจริงๆ ผมถึงเพิ่งรู้ว่า... คุณแบกรับแผลเป็นที่หนักหนาสสาหัสกว่าผมเสียอีก"
คำพูดนั้นทำเอารินรดากลั้นหายใจ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำจนเจ็บแปลบที่หน้าอก ผู้ชายคนที่เคยบอกว่าโลกนี้ขับเคลื่อนด้วยตัวเลขและสมการความปลอดภัย ตอนนี้กลับกำลังเปิดเปลือยความเปราะบางในจิตใจให้เธอได้เห็น
"คุณคิดว่าพวกมันเป็นใครคะ..." รินรดาก้าวเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด ระยะห่างระหว่างพวกเขาลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย "บริษัทที่ใหญ่โตขนาดนี้ มีอิทธิพลมากพอที่จะบิดเบือนผลชันสูตรโครงสร้าง และสั่งฆ่าปิดปากใครก็ได้... เรากำลังสู้กับอะไรอยู่กันแน่ ศิลา"
ศิลาเงยหน้ามองหญิงสาว ร่างสูงใหญ่ลุกขึ้นยืนช้าๆ จนระยะห่างแทบไม่เหลือ เขายื่นมือออกไป ปลายนิ้วเรียวยาวแตะเบาๆ ที่กลุ่มผมของรินรดาเพื่อปัดเศษฝุ่นปูนสีขาวที่ติดอยู่ออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อ่อนโยนนี้ขัดกับบุคลิกเคร่งครัดของเขาอย่างสิ้นเชิง แต่มันกลับทำให้ขอบตาของรินรดาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
"เรากำลังสู้กับความจริงที่ถูกฝังไว้ใต้คอนกรีตเสริมเหล็กนับล้านตันครับริน" ศิลาเอ่ยกระซิบ เสียงของเขาพร่าต่ำและใกล้ชิดจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่บนพวงแก้มของเธอ "และไม่ว่ามันจะแลกมาด้วยอะไร ผมจะไม่ยอมให้คุณต้องแบกรับมันไว้คนเดียวอีกต่อไป"
ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในความเงียบงัน ท่ามกลางบรรยากาศที่เต็มไปด้วยเศษซากปรักหักพังและความลับอันดำมืด เคมีระหว่างสถาปนิกสาวผู้มีแผลใจและวิศวกรหนุ่มผู้เย็นชาหลอมรวมเข้าด้วยกันอย่างแยกไม่ออก มันไม่ใช่แค่ความร่วมมือทางวิชาชีพ แต่มันคือพันธสัญญาทางจิตวิญญาณที่ก่อตัวขึ้นจากกองเพลิงแห่งอดีต
ทว่า ในจังหวะที่หัวใจของทั้งคู่กำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกันนั้นเอง...
*แกร๊ก...*
เสียงรองเท้าหนังเหยียบลงบนเศษกระจกแตกดังขึ้นแผ่วเบาจากมุมมืดบริเวณทางขึ้นบันไดหนีไฟชั้นแปด ด้านบนศีรษะของพวกเขา
ศิลาชะงัก ร่างกายของเขากลับมาตึงเครียดในเสี้ยววินาที มือหนาคว้าแขนรินรดาให้ก้าวถอยหลังเข้าไปในมุมอับของเสาต้นเดิมทันที พร้อมกับที่หลอดไฟนีออนดวงเดียวเหนือหัวกระพริบไหวรุนแรงสามครั้งก่อนจะดับวูบลงสนิท ทิ้งให้ทั้งคู่อยู่ในความมืดมิดที่มีเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน
และก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง เสียงกระซิบเยียบเย็นผ่านความเงียบก็ลอยลงมาจากด้านบน—
*"รินรดา... ลูกสาวสถาปนิกผู้ล่วงลับ... เธอกำลังหาทางขุดหลุมศพให้ตัวเองเพิ่มอีกคนสินะ"*
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับตัวละครของผมเสมอนะครับ
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด•ตอนที่ 10
มื้อค่ำท่ามกลางฝุ่นปูน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!