เส้นสีแดงบนกระดาษไขแผ่นนั้นไม่ได้คดเคี้ยว มันถูกลากด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ของสถาปนิกผู้เชื่อว่าเส้นโค้งสามารถโอบอุ้มจิตวิญญาณของมนุษย์ได้ แต่สำหรับศิลาแล้ว เส้นโค้งเหล่านั้นเป็นเพียงความสิ้นเปลืองเชิงโครงสร้างที่รอวันพังทลายลงมาทับถมผู้คน
"คุณกำลังสร้างอนุสาวรีย์ให้ความเย่อหยิ่งของตัวเอง หรือกำลังออกแบบอาคารให้คนอยู่กันแน่ครับ คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำที่เจือความเยียบเย็นดังขึ้นเหนือโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ในห้องประชุมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความกดดัน รินรดาชะงักปลายดินสอ 2B ในมือ เล็กน้อยจนไส้ดินสอเกือบหัก เธอไม่ได้เงยหน้าขึ้นทันที ปล่อยให้ความเงียบงวดทำหน้าที่กดดันกลับไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ เงยขึ้นสบตากับชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงโปร่งในชุดสูทเข้ารูปอย่างไร้ที่ติ แววตาของศิลานิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึกที่ไร้แรงกระเพื่อม แต่มันกลับคมกริบเสียจนเธอรู้สึกเหมือนถูกกรีดทีละน้อย
"ถ้าความเย่อหยิ่งของคุณหมายถึงการเคารพสุนทรียศาสตร์และการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัย ฉันก็ยอมรับครับว่าใช่" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าดวงตากลมโตกลับไหวระริกด้วยประกายไฟแห่งความท้าทาย "แต่ถ้ามันหมายถึงการตัดทอนทุกรายละเอียดที่มีชีวิตชีวาให้เหลือแค่แท่งคอนกรีตสี่เหลี่ยมไร้หัวใจ... ฉันคงต้องปฏิเสธ"
ศิลาหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นสั้น ห้วน และไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เขายื่นมือหนาหยิบม้วนแบบแปลนส่วนโครงสร้างหลักขึ้นมาวางทับลงบนงานศิลป์ของเธออย่างไร้ความปรานี รอยพับยับย่นบนกระดาษเปรียบเสมือนการเหยียบย่ำหยาดเหงื่อและแรงกายที่เธอทุ่มเทมาตลอดสัปดาห์
"สุนทรียศาสตร์กินไม่ได้ครับ รินรดา" ศิลาโน้มตัวลงมาใกล้ ระยะห่างระหว่างเขากับเธอลดลงจนได้กลิ่นจางๆ ของโคโลญจน์ราคาแพงผสมกับความตึงเครียดทางอารมณ์ "อาคารหลังนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนดินแดนแห่งความฝัน มันตั้งอยู่บนรอยเลื่อนแผ่นดินไหว และฐานรากที่กำลังจะรับน้ำหนักของคนนับพัน ถ้าเสาต้นนี้ถูกบิดองศาตามจินตนาการเพ้อเจ้อของคุณ แรงเฉือนทั้งหมดจะไปกระจายตัวอยู่ที่จุดรับน้ำหนักวิกฤต ในวันที่แผ่นดินไหว... คนกลุ่มแรกที่จะตายคือคนที่เดินเข้ามาเสพงานศิลป์ของคุณนั่นแหละ"
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้า "จุดตาย" ในจิตใจของรินรดาอย่างแม่นยำ ราวกับเขามีแผนที่ความเจ็บปวดของเธออยู่ในมือ ภาพเหตุการณ์อดีตอันเลือนรางแต่ชัดเจนในความทรงจำแวบเข้ามาในหัว เสียงอาคารที่กำลังปริร้าว เสียงกรีดร้อง และความสูญเสียที่พรากทุกสิ่งไปจากชีวิตของเธอ รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความโกรธเกรี้ยวพุ่งพล่านจนใบหน้าร้อนผ่าว แต่เธอยังคงรักษาท่าทีเยือกเย็นไว้ภายใต้หน้ากากของความเป็นมืออาชีพ
"คุณไม่มีสิทธิ์เอาอคติส่วนตัวมาตัดสินงานของฉัน ศิลา" เธอเน้นย้ำทีละคำ แววตาแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ฉันศึกษาเรื่องการรับแรงมาไม่น้อยกว่าที่คุณรู้ และฉันไม่มีวันออกแบบอาคารที่เอาชีวิตคนมาแลกกับความงามเด็ดขาด สิ่งที่คุณเรียกว่าความเพ้อเจ้อ มันคือหัวใจของสถาปัตยกรรม... สิ่งที่คุณไม่มีวันเข้าใจ เพราะหัวใจของคุณมันถูกหล่อหลอมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กไปหมดแล้ว"
ห้องประชุมทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเบาๆ เคียงคู่ไปกับเสียงลมหายใจที่สะดุดเล็กน้อยของทั้งสองฝ่าย ศิลานิ่งงัดกับดวงตาของเธอ เขานิ่งไปนาน เสี้ยววินาทีหนึ่ง แววตาของวิศวกรหนุ่มฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก มันวูบไหวผ่านไปอย่างรวดเร็วก่อนจะกลับคืนสู่ความเย็นชาดังเดิม
"ถ้าหัวใจผมมันแข็งกระด้างจริง... มันก็เป็นเพราะผมเคยไว้ใจงานศิลป์ที่สวยงามเกินไป จนทำให้ครอบครัวผมต้องกลายเป็นแพะรับบาปในซากปรักหักพังมาแล้วล่ะครับ"
ศิลาพูดด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่น้ำหนักคำพูดกลับหนักหน่วงราวนำ้ตักพันตัน รินรดาชะงัก เปลือกตาของเธอกระตุกวูบ ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างตีรวนขึ้นมาในอก ปมความเจ็บปวดของเขาและเธอดำดิ่งมาจากจุดเดียวกัน ความสูญเสียจากอาคารพังทลาย—นี่คือความจริงอันน่าขันที่โชคชะตาจับพวกเขาสองคนที่มีแผลเหวอะหวะในใจมาขยี้รวมไว้ในโปรเจกต์เดียวกัน
ก่อนที่บรรยากาศอึมครึมจะปะทุเป็นคำพูดที่บาดลึกมากกว่านี้ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
*ก๊อก ก๊อก*
ประตูกระจกฝ้าถูกผลเปิดออกโดยผู้ช่วยหนุ่มของศิลา สีหน้าของอีกฝ่ายดูตื่นตระหนกจนเห็นได้ชัด เอกสารในมือสั่นเทาเล็กน้อยขณะที่เขายื่นมันมาให้ศิลาโดยไม่สนมารยาทของการขัดจังหวะการประชุม
"คุณศิลาครับ... มีเอกสารด่วนส่งตรงมาจากสำนักงานตรวจสอบภายในครับ" ผู้ช่วยหนุ่มกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "มันคือรายงานการทดสอบความหนาแน่นของเสาเข็มชุดสุดท้ายจากไซต์งานโปรเจกต์นี้... และผลตรวจมันบอกว่า..."
ศิลาขมวดคิ้วมุ่น เขารับแฟ้มสีน้ำตาลนั้นมาเปิดดูอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกวาดมองตัวเลขบนกระดาษแผ่นนั้นเพียงไม่กี่วินาที ก่อนที่สีหน้าเคร่งขรึมเป็นทุนเดิมจะแปรเปลี่ยนเป็นความมืดมนสนิท แววตาของเขาไหววูบอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก
รินรดาลอบสังเกตความผิดปกติ เธอขยับตัวเข้าไปใกล้โต๊ะโดยไม่รู้ตัว "เกิดอะไรขึ้น?"
ศิลาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาที่เคยมองเธอด้วยความดูแคลน บัดนี้กลับเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งงันอย่างแนบเนียน เขาวางกระดาษแผ่นนั้นลงตรงกลางโต๊ะ ระหว่างรอยร้าวในแบบแปลนของเธอและข้อจำกัดทางวิศวกรรมของเขา
"เสาเข็มหลักโซน A สามต้น... ถูกสับเปลี่ยนวัสดุก่อนเทคอนกรีต" ศิลาเอ่ยเสียงพร่า ประโยคนั้นแขวนลอยอยู่กลางอากาศด้วยความเย็นเยียบ "และคนที่เซ็นอนุมัติรับรองล็อตวัสดุนั้น... คือบริษัทที่ปรึกษาของพ่อคุณเอง"
รินรคารู้สึกราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกบาล โลกทั้งใบหมุนเคว้ง ร่างกายชาวาบจนไร้ความรู้สึก เมื่อเธอก้มลงมองเอกสารในมือศิลา ลายเซ็นที่ปรากฏอยู่บรรทัดสุดท้ายคือชื่อของบิดาผู้ล่วงลับของเธอ—ผู้ชายที่เป็นต้นเหตุแห่งตราบาปทั้งหมดในชีวิตเธอ
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปกับความมืดและแสงสว่างในจิตใจของตัวละครด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด•ตอนที่ 1
รอยร้าวในแบบแปลน
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงา กับวิศวกรผู้ถือไม้บรรทัด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!