เงาซ้อนฆาตกร: บันทึกหลังกระจกบานที่สิบสาม•ตอนที่ 1

กระจกบานที่หนึ่ง

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
“คุณกำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่า รินทร์” คำถามนั้นกรีดผ่านความเงียบงันในห้องทำงานที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นไม้สน ธามนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังสีเข้ม สายตาของเขาคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะผ่าพิสูจน์ทุกร่องรอยของความโศกเศร้าที่ฉันพยายามซุกซ่อนเอาไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย ฉันไม่ได้ตอบ แต่เลือกจะหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมาขีดเขียนลงบนสมุดบันทึกเล่มหนา เสียงปลายปากกาเสียดสีกับกระดาษดังแผ่วเบา เป็นจังหวะเดียวกับที่หัวใจของฉันเต้นโครมครามอยู่ในอก ฉันไม่อยากสบตาเขา เพราะฉันรู้ดีว่าธามไม่ใช่แค่เพื่อนสนิทที่คอยปลอบประโลม แต่เขาเป็น ‘พยาน’ คนเดียวที่เห็นเศษซากความพังทลายของฉันในคืนที่อุบัติเหตุนั้นพรากทุกอย่างไป “คนไข้ของผมมักจะมีอาการแบบนี้” ธามพูดต่อ น้ำเสียงราบเรียบจนน่าขนลุก “พวกเขาพยายามสร้างโลกอีกใบขึ้นมา เพื่อหลบซ่อนความจริงที่ว่า... คนที่เขาเฝ้าโหยหา ไม่ได้อยู่ในโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว” “ฉันเป็นนักจิตวิทยานะ ธาม” ฉันเงยหน้าขึ้น สบตากับเขาตรงๆ “ฉันรู้วิธีจัดการกับความทรงจำของตัวเองดีพอ” “งั้นเหรอ?” เขาเลิกคิ้ว มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มที่สื่อความหมายได้ยาก “ถ้าอย่างนั้น ลองบอกฉันสิ ว่าทำไมวันนี้ถึงได้ดูอ่อนเพลียเหมือนคนไม่ได้นอนมาเป็นเดือน ทั้งที่ประวัติการรักษาที่คุณเขียนเองบอกว่าอาการดีขึ้นแล้ว” ฉันชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกในลำคอ ฉันไม่ได้อ่อนเพลียเพราะนอนไม่หลับ แต่เป็นเพราะ ‘การเฝ้าระวัง’ ต่างหาก ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง... ความผิดปกติที่เริ่มต้นเมื่อสามวันก่อน ในวันที่กระจกบานใหญ่ในห้องนั่งเล่นเริ่มแสดงภาพที่ ‘ช้ากว่า’ ความจริงไปเพียงเสี้ยววินาที เมื่อบทสนทนาจบลง ธามก็จากไป ทิ้งให้ฉันอยู่กับความเงียบและเงาของตัวเองที่ทอดตัวยาวลงบนพื้นห้อง ฉันเดินตรงไปที่หน้ากระจกบานใหญ่ที่ติดตั้งอยู่หลังโต๊ะทำงาน กระจกเงาโบราณกรอบสีดำสนิทที่ฉันได้รับสืบทอดมาจากมรดกของครอบครัวฝั่งแม่ ผิวแก้วมันวาวสะท้อนใบหน้าที่ซีดเซียวของฉัน รอยคล้ำใต้ตาและดวงตาที่ดูเหนื่อยล้าเกินบรรยาย ฉันยกมือขึ้นสัมผัสแก้มตัวเอง เงาในกระจกทำตาม—แต่มีบางอย่างผิดพลาด ฉันขยับนิ้วชี้เบาๆ ลงบนโหนกแก้ม แต่ในเงาสะท้อนนั้น นิ้วของฉันกลับค้างนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ ขยับตามมาด้วยความหน่วงที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ มันเหมือนกับการดูวิดีโอที่สัญญาณกระตุก แต่ทว่านี่คือชีวิตจริง... นี่คือแรงสะท้อนจากกระจกที่ไม่ควรจะมีชีวิตเป็นของตัวเอง หัวใจฉันบีบคั้นราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นขย้ำ ฉันรีบถอยห่างออกมา แผ่นหลังกระแทกเข้ากับชั้นหนังสือจนกรอบรูปใบหนึ่งร่วงลงมาแตกกระจาย เสียงแก้วแตกดังสนั่นหวั่นไหวในห้องที่เคยเงียบสงัด ฉันไม่กล้ามองกระจกอีกครั้ง แต่ฉันรู้สึกได้... รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองทะลุผ่านออกมาจากแผ่นกระจกแผ่นนั้น มันไม่ใช่สายตาของฉัน มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความแค้น ความหิวโหย และความต้องการที่จะ ‘ยึดครอง’ ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น ฉันสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะคว้ามันขึ้นมาดู ข้อความจากเบอร์แปลกหน้าที่ไม่มีชื่อผู้ส่งปรากฏบนหน้าจอ *‘อย่ามองบ่อยนัก ถ้าไม่อยากให้มันหาทางออกมาได้’* ฉันนิ้วสั่นระริกขณะพิมพ์ตอบกลับไปอย่างรวดเร็วว่า *‘คุณเป็นใคร?’* คำตอบที่เด้งกลับมาในทันทีทำเอาเลือดในกายฉันเย็นเฉียบจนแทบหยุดไหล *‘คนที่คุณเพิ่งคุยด้วยเมื่อครู่นี้ไงล่ะ... แต่ไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับคุณในตอนนี้หรอกนะ รินทร์’* ฉันรีบหมุนตัวกลับไปมองยังเก้าอี้ตัวที่ธามเพิ่งนั่งไปเมื่อสักครู่ ทว่าความว่างเปล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ฉันหวาดกลัวที่สุด สิ่งที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจคือ ‘เงา’ บนผนังของธามที่ยังคงประทับอยู่ตรงนั้น—ทั้งที่ตัวจริงของเขาเดินออกไปนานแล้ว และเงานั้น... กำลังค่อยๆ หมุนศีรษะกลับมามองที่ฉัน พร้อมกับฉีกยิ้มกว้างจนถึงใบหู ในขณะที่ฉันยังยืนตัวแข็งทื่ออยู่กลางห้อง หวังว่าเรื่องราวที่เริ่มต้นขึ้นนี้จะทำให้คุณนักอ่านตื่นเต้นไปกับความลับหลังเงาในกระจกนะคะ กระจกเงาต้องสาป
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาซ้อนฆาตกร: บันทึกหลังกระจกบานที่สิบสาม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%