“อย่าให้ผมเห็นว่าคุณทำแก้วแตกอีกเป็นครั้งที่สอง รินรดา งานประมูลคืนนี้สำคัญเกินกว่าจะให้ความผิดพลาดไร้สาระมาทำลายบรรยากาศ”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยอำนาจการสั่งการของ ‘กวินทร์’ ดังขึ้นจากทางด้านหลังของหอศิลป์ส่วนตัว ใจกลางกรุงเทพมหานคร รินรดาหยุดฝีเท้าที่กำลังก้าวเดินอย่างมั่นคง เธอไม่ได้หันกลับไปมองเจ้าของเสียงในทันที แต่เลือกที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความสั่นไหวที่พยายามตีตื้นขึ้นมาในอก ก่อนจะหมุนตัวกลับไปเผชิญหน้ากับชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเธอเคยเรียกเขาว่า ‘สามี’
ทว่าในวันนี้ เขาเป็นเพียงนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลที่ไร้ซึ่งเงาของคนรักเก่า ในแววตาคู่นั้นว่างเปล่าราวกับทุ่งหิมะที่ถูกแผดเผาด้วยความเย่อหยิ่ง เขาจำเธอไม่ได้... หรืออาจจะแค่ไม่อยากจำ
“ดิฉันชื่อ รินรดา และในฐานะภัณฑารักษ์ที่ดูแลนิทรรศการนี้ งานทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างดีที่สุดด้วยมาตรฐานมืออาชีพครับ คุณกวินทร์” เธอเน้นย้ำชื่อของตัวเองด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ผิดกับหัวใจที่เต้นรำด้วยจังหวะหน่วงร้าว “หากคุณกังวลเรื่องแก้วแตก ดิฉันแนะนำให้เชิญพนักงานบริการระดับพรีเมียมมาดูแลจะเหมาะสมกว่าการมาจับผิดดิฉันที่นี่นะครับ”
กวินทร์หรี่ตามองผู้หญิงตรงหน้า ร่างระหงที่เคยเป็นเพียงเงามัวๆ ในความทรงจำที่บิดเบี้ยวของเขา บัดนี้เธอดูสง่างามและเยือกเย็นดั่งรูปปั้นหินอ่อนที่ไม่มีวันแตกสลาย ความรู้สึกประหลาดบางอย่างแล่นผ่านขั้วหัวใจของเขา มันคือความคุ้นเคยที่แฝงมากับความเจ็บปวดแปลบปลาบ แต่เขาก็เลือกที่จะสะบัดมันทิ้งไป
“ปากคอเราะร้ายขึ้นนะ” เขาแค่นยิ้มที่มุมปาก ท่าทีนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิจนแทบติดลบ “ถ้างานคืนนี้มันออกมาไม่สมบูรณ์แบบ อย่าหวังว่าประวัติการทำงานของคุณจะสะอาดไปมากกว่านี้เลย”
รินรดาเพียงแค่คลี่ยิ้มจางๆ ยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา “ดิฉันไม่เคยกังวลเรื่องชื่อเสียงที่สร้างจากความพยายามของตัวเองครับ ขอตัวนะครับ”
เธอก้าวผ่านเขาไปอย่างไม่ลังเล กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคยแตะเข้าที่ปลายจมูกของกวินทร์อย่างจัง มันเป็นกลิ่นของดอกมะลิซ้อนที่เขาเคยชังนักหนาในอดีต แต่ไม่รู้ทำไม วินาทีนี้มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนมีใครบางคนกระชากวิญญาณเขาให้วูบไหว กวินทร์หันกลับไปมองแผ่นหลังของเธอที่เดินห่างออกไป พร้อมกับความรู้สึกที่ว่าเขากำลังสูญเสียอะไรบางอย่างที่สำคัญที่สุดในชีวิตไปอย่างไม่มีวันหวนคืน
...
เวลาสามทุ่มตรง ในมุมหนึ่งของห้องพักส่วนตัวภายในงาน รินรดาทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาหนังอย่างหมดแรง มือเรียวสวยลูบไล้ไปบนหน้าจอโทรศัพท์ซึ่งมีรูปภาพของเด็กชายตัวน้อยวัย 4 ขวบ กำลังยิ้มแป้นแล้นอยู่ในอ้อมกอดของเธอ
“ภูผาครับ... วันนี้แม่เหนื่อยจังเลย” เสียงหวานพึมพำกับรูปภาพด้วยความอ่อนโยน แววตาที่เคยแข็งกร้าวต่อหน้ากวินทร์บัดนี้กลับกลายเป็นความรักที่เอ่อล้น “อีกไม่นานนะคนเก่ง เราจะได้อยู่ด้วยกันจริงๆ จังๆ แล้ว แม่สัญญาว่าจะไม่ให้ใครมาพรากเราจากกันอีก”
ความทรงจำย้อนกลับไปถึงวันที่เธอก้าวเดินออกจากคฤหาสน์หลังใหญ่ ทิ้งไว้เพียงความเจ็บช้ำและชีวิตเล็กๆ ที่ก่อกำเนิดขึ้นในครรภ์ ภูผาคือสิ่งเดียวที่เตือนใจเธอว่าเธอไม่ใช่ผู้หญิงที่อ่อนแออีกต่อไป แต่เป็นแม่ที่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าเพื่อปกป้องลูกชายคนเดียว
เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น รินรดารีบเก็บโทรศัพท์เข้ากระเป๋าและปรับสีหน้าให้กลับมาเรียบเฉยตามเดิม “เข้ามาได้ครับ”
ประตูเปิดออก พร้อมกับร่างของภูผาที่วิ่งเข้ามาหาเธอด้วยรอยยิ้มสดใส เด็กน้อยวัยสี่ขวบคนนี้คือตัวแทนของความรักและความแค้นที่ผสมปนเปกันอยู่ภายในใจของผู้เป็นแม่
“แม่ครับ! ผมเจอพี่คนหนึ่งข้างนอก เขาดูใจดีจังเลยครับ เขาให้ขนมผมด้วย” ภูผาพูดเจื้อยแจ้ว พลางชูห่อลูกอมในมือให้ดู
รินรดารู้สึกใจหายวาบ เธอรีบดึงตัวลูกชายเข้ามากอดไว้แน่น “ภูผาครับ แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าไปรับของจากคนแปลกหน้า”
“แต่เขาหน้าเหมือนผมเลยนะแม่ เหมือนส่องกระจกเลยครับ!” เด็กชายหัวเราะร่าด้วยความไร้เดียงสา
หัวใจของรินรดาหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ทันใดนั้นประตูห้องก็ถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง กวินทร์ก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตะลึง มือหนาของเขาสั่นเทาขณะที่ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่เด็กชายร่างเล็กที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งมีใบหน้าถอดแบบมาจากเขาตอนเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน...
กวินทร์ก้มลงมองพื้น แล้วเขาก็เห็นซองเอกสารสำคัญที่หลุดออกมาจากกระเป๋าเสื้อของรินรดาขณะที่เธอพยายามดึงลูกชายเข้ามากอด มันเป็นเอกสารผลตรวจทางพันธุกรรม (DNA) ที่มุมกระดาษระบุชื่อชัดเจนว่า ‘กวินทร์ อัครบดินทร์’ และ ‘ด.ช. ภูผา’ ในสถานะ ‘บิดาและบุตรชาย’
กระดาษแผ่นนั้นร่วงลงบนพื้นพรมแทบเท้าของกวินทร์ เขาค่อยๆ ก้มลงหยิบมันขึ้นมาด้วยมือที่สั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างเมื่อตัวเลขความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมร้อยละ 99.99 ปรากฏชัดเจนตรงหน้า
“นี่มัน... หมายความว่ายังไง รินรดา?”
กวินทร์เงยหน้าขึ้น สายตาของเขาเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความเจ็บปวดลึกสุดหัวใจ เขาเพิ่งค้นพบว่าตลอดเวลาที่เขาสูญเสียความทรงจำไป เขากำลังทำลายโลกทั้งใบของตัวเองทิ้งไปเพียงเพราะความเย่อหยิ่งโง่เขลาเพียงครั้งเดียว
รินรดาขยับตัวยืนขึ้นบังร่างลูกชายไว้ แววตาของเธอในตอนนี้ไม่ใช่ทั้งน้ำแข็งและหินผา แต่มันคือแววตาของผู้ล่าที่พร้อมจะตัดสินความผิดพลาดของชายตรงหน้าให้สาสมที่สุด
“หมายความว่า... ความทรงจำที่หายไปของคุณ มันไม่มีวันแลกคืนด้วยคำขอโทษไงครับ กวินทร์”
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและหัวใจที่กำลังจะแหลกสลายในบทนี้ครับ - ธานินทร์แดนเถื่อน
เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป กับหัวใจที่เรียกคืนไม่ได้•ตอนที่ 1
ภาพสะท้อนในกระจกเงา
ผลงานโดย ธานินทร์แดนเถื่อน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ธานินทร์แดนเถื่อน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่หายไป กับหัวใจที่เรียกคืนไม่ได้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
