กลิ่นอายของกระดาษไขเคลือบสารเคมีและหมึกพิมพ์โรเนียวเก่าๆ ลอยอบอวลอยู่หลังบานประตูไม้สักทึบตันของห้องประชุมใหญ่ อาคารพาณิชย์ร่วมสมัยย่านตลาดน้อย เสียงกุญแจทองเหลืองบิดล็อกดังคลิกจากด้านนอก ไม่ใช่สัญญาณของการปิดเพื่อเลิกรา หากแต่เป็นกรงขังชั่วคราวที่ถูกปิดตายเพื่อการเจรจาที่ไม่อาจถอยหลังกลับ
รินรดาวางม้วนแปลนสถาปัตยกรรมชุดสุดท้ายลงบนโต๊ะไม้มะค่าขัดเงา แรงกระแทกเบาๆ สะท้อนผ่านฝ่ามือเข้าสู่กระดูกสันหลัง ปมปัญหาในอดีต—ภาพของบิดาผู้เป็นวิศวกรโครงสร้างตงฉิน นั่งกุมขมับอยู่หน้ากองเอกสารล้มละลายเพราะเซ็นชื่อค้ำประกันความโลภให้คนอื่น—ผุดขึ้นมาในความนึกคิดราวกับเงาตามตัว เมืองไม่ได้ใจร้ายกับมนุษย์ เมืองใจร้ายเพราะมนุษย์ด้วยกันเองต่างหากที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเฉือนเนื้อคน
"คุณมาช้าไปสามนาที, คุณรินรดา"
เสียงทุ้มต่ำราบเรียบดังมาจากมุมมืดของห้อง คีรินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีชา แสงไฟจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบเพียงเสี้ยวใบหน้าคมคายสันจมูกโด่งเป็นสันและดวงตาคู่นคมที่ซ่อนความคำนวณเอาไว้ภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยม เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่นิ้วเรียวยาวกำลังเคาะปากกาหมึกซึมราคาแพงลงบนกระดาษโฉนดที่กางขยายกินพื้นที่ครึ่งโต๊ะ
รินรดาเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ปรับลมหายใจให้สม่ำเสมอ เธอไม่ชอบผู้ชายประเภทนี้—ประเภทที่มองทุกตารางนิ้วของประวัติศาสตร์และลมหายใจของผู้คนเป็นเพียงตัวเลขบนสเปรดชีต
"กรุงเทพฯ ฝนใกล้ตก การจราจรบนถนนทรงวาดไม่เคยปรานีใครค่ะ... อ้อ ขอโทษที ดิฉันติดนิสัยพูดความจริง" รินรดาจงใจเน้นเสียงคำว่า 'ความจริง' พร้อมกับดึงเก้าอี้ตรงข้ามออกมานั่งโดยไม่ได้รับอนุญาต "หวังว่าคุณคงไม่ได้เรียกตัวดิฉันมาด่วนขนาดนี้ เพียงเพื่อจะบอกเรื่องเวลานะคะ"
คีรินหยุดเคาะปากกา มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นนิดๆ เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา คล้ายสัตว์ล่าเนื้อที่กำลังมองเหยื่อเดินเข้ากรงด้วยความสมัครใจ
"ผมไม่เคยสนใจเรื่องไร้สาระอย่างเวลา... ผมสนใจแค่ผลลัพธ์" คีรินเลื่อนเอกสารฉบับหนึ่งข้ามโต๊ะมาหาเธอ "ตึกแถวโบราณสามคูหาบนถนนเจริญกรุง แปลนที่คุณเสนอไปเมื่อสัปดาห์ก่อน... มันสวยงาม น่าประทับใจ เต็มไปด้วยจิตวิญญาณและความเคารพต่ออดีต ชวนให้ผมนึกถึงพิพิธภัณฑ์มากกว่าตึกที่ต้องทำกำไร"
รินรดากวาดสายตาผ่านเอกสารอนุมัติงบประมาณที่ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีแดงฉาน หัวใจกระตุกวูบแต่นิ่งสงบไว้ด้วยการควบคุมอารมณ์อย่างมืออาชีพ "นั่นคือมรดกทางวัฒนธรรม การทุบตึกสร้างคอนโดมิเนียมสูงสามสิบชั้นตรงนั้น ไม่เพียงแต่ทำลายภูมิทัศน์ แต่มันกำลังฆ่ารากเหง้าของชุมชนที่อยู่มากว่าร้อยปี"
"รากเหง้ากินไม่ได้หรอกครับ, คุณรินรดา" คีรินโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงของเขาต่ำลงจนแทบจะเป็นกระซิบ แต่ทรงพลังพอจะสะกดบรรยากาศรอบตัวให้หยุดนิ่ง "ชุมชนที่คุณรักกำลังจะถูกฟ้องล้มละลายในอีกสามเดือนข้างหน้า เจ้าของที่ดินเดิมเสียชีวิต ลูกหลานแตกแยก หนี้สินก้อนโตกำลังรอวันบังคับคดี... ถ้าคุณยังมัวแต่ดีไซน์ 'พื้นที่เพื่อมนุษย์' บนกระดาษฝันกลางวัน สุดท้ายที่ดินตรงนั้นก็จะตกเป็นของกลุ่มทุนสามานย์อีกกลุ่ม ที่พร้อมจะกวาดล้างทุกอย่างให้ราบเป็นหน้ากลองโดยไม่เหลือแม้แต่เสาเขенеเก่าให้คุณได้กราบไหว้"
คำพูดนั้นราวกับมีมือที่มองไม่เห็นพุ่งเข้ามาบีบกล่องเสียงของเธอ รินรดาขบกรามแน่นจนสันกรามขึ้นเป็น The Masseter Muscle นูนเด่น ดวงตาคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตานิ่งสนิทของเขา
"แล้วคุณต่างจากพวกมันตรงไหนล่ะคะ? ในเมื่อคุณก็เรียกฉันมาที่นี่ เพื่อใช้ฝีมือสถาปนิกของฉันเป็นฉากหน้าในการฟอกความโลภของคุณให้ดูมีความชอบธรรมทางกฎหมาย"
คีรินหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นนุ่มลึกแต่แฝงความเยียบเย็นอย่างประหลาด เขายันตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวช้าๆ อ้อมมาหยุดอยู่ข้างเก้าอี้ที่เธอนั่ง กลิ่นน้ำหอมกลิ่นไม้จันทน์ผสมความเข้มข้นของกาแฟคั่วโชยแตะจมูก ระยะห่างระหว่างกันลดลงจนเธอรับรู้ได้ถึงไออุ่นจากกายอีกฝ่าย
"ผมไม่ใช่คนดี, คุณรินรดา... และผมไม่เคยคิดจะอ้างตัวเป็นนักบุญ" คีรินก้มลงกระซิบใกล้ใบหู น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมเหมือนใบมีดที่เคลือบด้วยกำมะหยี่ "แต่ในขณะที่คุณกำลังปกป้องตึกผุๆ พวกนั้นด้วยน้ำตาและอุดมการณ์... ผมกำลังใช้เงินซื้อเวลาและลมหายใจสุดท้ายให้พวกเขาได้ย้ายออกไปพร้อมกับเงินก้อนโตที่จะตั้งตัวได้ใหม่"
รินรดาหันขวับกลับมาสบตาในระยะประชิด ปลายจมูกแทบจะชนกัน หากไม่มีช่องว่างของความเป็นมืออาชีพกั้นกลาง ทั้งคู่คงเป็นเหมือนไฟกับน้ำมันที่พร้อมจะเผาไหม้กันและกันให้มอดไหม้
"คุณมันปีศาจ, คีริน" เธอกระซิบตอบ น้ำเสียงสั่นระริกด้วยความโกรธกรุ่นแต่ทว่าลุ่มลึก
"ปีศาจตัวนี้แหละที่จะให้โควตาออกแบบโปรเจกต์นี้แก่คุณ... แบบที่คุณต้องการ ไม่มีการรื้อถอนโครงสร้างหลัก ไม่มีอาคารสูงเสียดฟ้ามาบังแดด" คีรินยื่นมือเรียวหนาลงมาแตะที่มุมกระดาษแปลนที่เธอม้วนไว้ ปลายนิ้วของเขาเฉียดหลังมือเธอเพียงนิดเดียว "ภายใต้เงื่อนไขเดียว... คุณต้องเซ็นสัญญาร่วมหัวจมท้ายกับผมในฐานะ 'ที่ปรึกษาโครงการ' และย้ายสำนักงานมาอยู่ที่นี่... ตึกนี้... ตึกเดียวกับผม"
รินรดานิ่งงัง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่นี่คือเกมจิตวิทยาที่อันตรายที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอ การยอมรับข้อเสนอเท่ากับการเอาตัวเข้าไปผูกติดกับปีศาจ แต่การปฏิเสธหมายถึงการปล่อยให้ตึกแถวของชุมชนตลาดน้อยพังทลายลงด้วยมือของคนอื่นที่ไร้ความปรานีเสียยิ่งกว่า
ก่อนที่เธอจะทันได้กล่าวคำปฏิเสธหรือยอมจำนน เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้ง—ก๊อก ก๊อก ก๊อก—เป็นจังหวะที่ไม่ได้นัดหมาย ตามด้วยเสียงไขกุญแจบิดเปิดดังแอด
คีรินขมวดคิ้วเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายผ่านดวงตาคมกริบชั่วเสี้ยววินาที เพราะนี่คือห้องลับที่ไม่มีใครล่วงรู้ตารางเวลา ยกเว้นคนเพียงคนเดียว
ประตูกระจกฝ้าเปิดกว้างออก พร้อมกับร่างของชายวัยกลางคนในชุดสูทสีเข้มเปียกชุ่มหยาดฝน ใบหน้าซีดเซียวถือแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าพุ่งตรงเข้ามาหาคีรินโดยไม่สนสายตาของรินรดา
"คุณคีรินครับ... แย่แล้วครับ" เสียงหอบหายใจกระเส่าสะท้อนก้องห้อง "เราเพิ่งเจอ 'พินัยกรรมฉบับจริง' ของเจ้าของที่ดินตัวจริง... เอกสารที่พวกเราใช้ยื่นฟ้องขับไล่ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา... เป็นของปลอมครับ!"
รินรดานิ่งค้าง เธอนิ่งมองหน้าคีรินที่บัดนี้รอยยิ้มมุมปากหายวับไป เหลือเพียงความมืดมนที่แIฝงความระแวงระวังอย่างถึงที่สุด
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านบรรทัดเหล่านี้ไปด้วยกันนะครับ
สถาปนิกไร้เงากับนักเจรจาจอมบงการ•ตอนที่ 1
พิมพ์เขียวบนกองกิเลส
ผลงานโดย คนมองเมือง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คนมองเมือง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกไร้เงากับนักเจรจาจอมบงการ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
