นิทรรศการความทรงจำที่สาบสูญในห้องเก็บศพไร้เงา•ตอนที่ 1

แขกผู้ไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
กลิ่นอายของความตายและความทรงจำที่ถูกละเลย มักอบอวลอยู่เสมอในสถานที่ที่กาลเวลาถูกแช่แข็ง รินรดาชื่นชอบกลิ่นนี้ มันคือกลิ่นของความจริงที่ไม่เคยโกหกใคร ต่างจากคำพูดของมนุษย์... โดยเฉพาะคำพูดของผู้ชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอในยามนี้ ปลายนิ้วเรียวยาวภายใต้ถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวสะอาด วางวัตถุชิ้นสุดท้ายลงบนกำมะหยี่สีดำสนิทในตู้จัดแสดงอย่างระมัดระวัง เธอถอนหายใจแผ่วเบา เป็นจังหวะเดียวกับที่เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหลัง ความเงียบงันในห้องจัดแสดงนิทรรศการปิดตายถูกรุกล้ำทันที ไม่ใช่ด้วยเสียงพูด แต่ด้วยแรงกดดันจากรัศมีตัวตนที่เธอจำได้แม่นยำแม้ในยามหลับตา "พิพิธภัณฑ์แห่งนี้... จัดแสดงแม้กระทั่งขยะที่ถูกทิ้งขว้างด้วยอย่างนั้นหรือ รินรดา" น้ำเสียงทุ้มต่ำ เย็นเยียบ และไร้ซึ่งความลังเลดังขึ้นจากด้านหลัง มันคือเสียงที่เคยกลأดกร่อนหัวใจของเธอให้แหลقสลายเป็นผุยผงเมื่อหลายปีก่อน เสียงของอธิป อดีตสามีผู้ไม่เคยหันกลับมามองหยาดน้ำตาของเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว รินรดายังคงยืนนิ่ง ค้างมือไว้บนขอบตู้กระจก เธอยังไม่หันกลับไปเผชิญหน้าทันที ความเงียบยืดเยื้อออกไปหลายวินาที เป็นความเงียบที่จงใจสร้างขึ้นเพื่อกดดันผู้มาเยือนให้รู้สึกถึงความไร้ตัวตน เธอกำลังใช้เวลา, ความเยือกเย็น และความสง่างามที่ถูกสร้างขึ้นจากเศษซากความเจ็บปวดในอดีต เป็นเกราะคุ้ม The shield of unbothered queen เมื่อเธอค่อยๆ หมุนตัวกลับมา สายตาสองคู่ก็ประสานกัน ความเย็นชาในดวงตาคู่สวยของรินรดาคมกริบราวกับใบมีดที่อาบยาพิษ เธอมองสำรวจชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นอดีตสามี อธิปในวัยสามสิบปลายๆ ยังคงดูภูมิฐานและทรงอำนาจ ชุดสูทตัดเย็บอย่างประณีตรับกับใบหน้าคมสันที่เริ่มมีริ้วรอยแห่งวัยและความเหนื่อยล้า แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือแววตา... มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งและหมางเมินแบบในอดีต หากแต่มีความสั่นไหวระคนระแวงอย่างยากจะซ่อนเร้น "ถ้าคุณคิดว่าที่นี่คือถังขยะ คุณก็ไม่ควรเอาตัวเองเดินเข้ามาเหยียบตั้งแต่แรกนะคะ, คุณอธิป" รินรดากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นุ่มนวล แต่เชือดเฉือนลึกถึงกระดูกดำ "พื้นที่ส่วนตัวของฉัน ไม่ต้อนรับแขกที่ไร้มารยาทในการเคาะประตู และยิ่งไม่อนุญาตให้คนแปลกหน้ามาวิจารณ์งานศิลป์ของฉันด้วย" อธิปแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่มันช่างดูฝืนและเปราะบางเหลือเกิน สายตาของเขาไม่ได้มองรินรดาในฐานะภรรยาเก่าที่เขาเคยละเลยอีกต่อไปแล้ว หากแต่มองเธอราวกับเธอกำลังถือไพ่เหนือกว่าในเกมที่เขาไม่เคยรู้กฎกติกา "คนแปลกหน้าอย่างนั้นหรือ..." อธิปทวนคำ ทอดเสียงยาวขณะก้าวช้าๆ เข้ามาใกล้ตู้จัดแสดง "เราเคยใช้เตียงเดียวกัน ใช้ทะเบียนสมรสใบเดียวกัน และ... เคยสูญเสียบางสิ่งบางอย่างร่วมกัน เธอกล้าเรียกฉันว่าคนแปลกหน้าได้อย่างเต็มปากเลยสินะ" คำพูดนั้นสะกิดแผลเก่า แต่รินรดาไม่มีแม้แต่รอยขมวดคิ้ว ความเจ็บปวดเคยชินเสียจนมันด้านชา กลายเป็นพลังงานดิบที่หล่อเลี้ยงความแค้นให้งอกงามในใจ เธอยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เยือกเย็นที่สุดเท่าที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมอบให้ศัตรูหัวใจได้ "ทะเบียนสมรสใบนั้น ฉันเป็นคนฉีกมันทิ้งลงถังขยะด้วยตัวเองค่ะ ส่วนเรื่องที่ว่าเราเคยสูญเสียอะไร... น่าขันเสียจริงที่คุณยังมีหน้ามาพูดถึงมัน ในวันที่คุณผลักไสฉันกับลูกออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย คุณไม่เคยจำด้วยซ้ำว่าเราสูญเสียอะไรไปบ้าง" อธิปชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบวูบไหวราวกับเปลวเทียนต้องลม หัวใจของเขาบีบตัวอย่างแปลกประหลาด เขาสูญเสียความทรงจำช่วงวิกฤตของชีวิตไปอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสองปีก่อน แพทย์บอกว่าสมองส่วนที่บันทึกความทรงจำช่วงนั้นได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจนลบเลือนหายไปถาวร แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมา ฝันร้ายซ้ำๆ และความรู้สึกผิดที่กัดกินจิตใจโดยไม่รู้สาเหตุ ทำให้เขาต้องดิ้นรนค้นหาความจริง และเส้นทางทั้งหมดก็พุ่งตรงมาที่นี่... พิพิธภัณฑ์ความทรงจำของภรรยาเก่าที่เขาจำไม่ได้ว่าเคยรักหรือไม่ "ฉันจำไม่ได้..." อธิปเอ่ยเสียงแผ่ว เป็นครั้งแรกที่ความเย่อหยิ่งทลายลง "รินรดา... ฉันจำช่วงเวลานั้นไม่ได้เลย หมอว่าฉันความจำเสื่อม แต่ไม่ว่าฉันจะพยายามนึกเท่าไหร่ สิ่งที่ฉันจำได้มีเพียงความรู้สึกผิดบาปที่เกาะกุมหน้าอกทุกครั้งที่หายใจ ฉันกลับมาที่นี่เพื่อหาคำตอบ... ว่าทำไมเธอถึงเกลียดฉันฝังใจนัก" รินรดาหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข เต็มไปด้วยหยาดหยันและสมเพชเวทนา เธอเดินเข้าไปใกล้เขา กลิ่นน้ำหอมราคาแพงระคนกลิ่นความเย็นชาของเธอลอยเข้าแตะจมูกอธิป มันเป็นกลิ่นเดิมที่เขาเคยละเลย แต่วันนี้มันกลับทรงพลังจนเขาแทบหายใจไม่ออก "ความจำเสื่อมเหรอคะ? ช่างเป็นข้อแก้ตัวที่สะดวกสบายเสียจริง..." รินรดากระซิบชิดริมฝีปากของเขา แววตาดุดันและเต็มไปด้วยความแค้นสุมอก "คนเราเลือกที่จะลืมเรื่องที่ไม่อยากจำได้เสมอค่ะอธิป คุณไม่ได้ความจำเสื่อม... คุณแค่ขี้ขลาดเกินกว่าจะยอมรับว่าตัวเองคือปีศาจที่ฆ่าลูกในท้องของฉันด้วยมือของคุณเอง" คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางใจ อธิปหน้าซีดเผือด เขารู้สึกเหมือนถูกควักหัวใจออกมาขยี้ ร่างสูงใหญ่เซถอยหลังไปหนึ่งก้าว มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ลูก... เขาเคยมีลูกอย่างนั้นหรือ? ทำไมเอกสารทางการแพทย์หรือความทรงจำรอบตัวถึงไม่มีร่องรอยของเด็กคนนั้นเลย? "ลูก...? ฉัน... เรามีลูกด้วยกันอย่างนั้นหรือ?" อธิปละล่ำละลักถาม เสียงของเขาแหบพร่า ดวงตาแดงก่ำด้วยความสับสนและตื่นตระหนก รินรดาไม่ตอบ เธอหันหลังให้เขา หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากลิ้นชักใต้อุปกรณ์จัดแสดง มันคือ "รองเท้าผ้าใบเด็กสีขาว" ขนาดจิ๋วคู่เล็กที่เก่าเก็บจนคราบกาลเวลาเกาะกิน แต่มันถูกเก็บรักษาไว้ในกล่องสูญญากาศอย่างดี เธอยื่นกล่องนั้นไปตรงหน้าเขา แววตาวาวโรจน์ด้วยหยาดน้ำตาที่กลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น "นี่คือสิ่งที่คุณทิ้งไว้ให้ฉันดูต่างหน้าในวันที่คุณไล่ฉันออกจากบ้านค่ะ..." รินรดาแค่นเสียงพูด "รองเท้าคู่แรกที่ลูกยังไม่มีโอกาสได้ใส่ เพราะพ่อของเขาบอกว่าเด็กคนนี้คือภาระที่ถ่วงความเจริญของชีวิต!" อธิปรับกล่องนั้นมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทา เขาก้มมองรองเท้าเด็กคู่จิ๋ว น้ำหนักของมันเบาหวิว แต่ทำไม... ทำไมมันถึงหนักอึ้งจนเขากุมมันไว้แทบไม่ไหว ภาพแฟลชแบ็กรางๆ วูบวาบเข้ามาในหัว สมองของเขาพยายามกรอเทปย้อนกลับไปในอดีตที่ถูกลบเลือน เสียงทะเลาะกันอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้อง และเสียงร้องขอความเมตตาที่เขาเคยเมินเฉย... อธิปเงยหน้าขึ้นมองอดีตภรรยาด้วยความรู้สึกเจ็บปวดเจียนตาย เขาอ้าปากเตรียมจะเอ่ยคำขอโทษ คำขอร้อง หรือคำอ้อนวอนใดๆ เพื่อไถ่บาป แต่มือของเขากลับสั่นเกินกว่าจะควบคุมได้ ทว่า... ก่อนที่บทสนทนาอันบีบคั้นหัวใจจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเล็กๆ เบาหวิวราวกับเสียงลูกแมว ก็ดังขึ้นที่บริเวณประตูทางเข้าห้องจัดแสดง ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้เยี่ยมชมทั่วไป "คุณแม่คะ... น้องพายุหาหุ่นยนต์ไดโนเสาร์ไม่เจอค่ะ" เสียงใสแจ๋วของเด็กชายวัยประมาณสามขวบดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดัน รินรดาหน้าถอดสี ร่างกายแข็งทื่อในพริบตา ความมั่นใจและความเยือกเย็นทั้งหมดพังทลายลงในเสี้ยววินาที เธ้ารีบหันขวับไปมองที่ประตูทันที อธิปชะงักง้าง ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ เขาลดสายตาจากกล่องรองเท้าในมือ ช้าๆ... หันขวับไปมองตามเสียงนั้น ร่างสูงใหญ่ยืนนิ่งสนิทราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน เมื่อดวงตาคู่คมกริบมองเห็นร่างเล็กๆ ของเด็กชายผิวขาวเนียน ดวงตากลมโตเป็นประกาย และโครงหน้าที่ถอดแบบพิมพ์เขียวมาจากตัวเขาเองราวกับส่องกระจกเงา เด็กน้อยเอียงคอดูนิ่งด้วยความสงสัย ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ ส่งยิ้มซื่อไร้เดียงสามาให้ผู้ชายแปลกหน้าที่ยืนอยู่ข้างมารดา หัวใจของอธิปหยุดเต้นไปชั่วขณะ ในขณะที่ความจริงอันน่าตกตะลึงพุ่งชนเข้าใส่โสตประสาทอย่างรุนแรง... เด็กคนนี้ไม่ใช่แค่เด็กทั่วไป แต่คือเงาของเขาเองในวัยเยาว์ ที่ถูกซ่อนไว้ในมุมมืดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาตลอดสามปี! ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความเจ็บปวดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิทรรศการความทรงจำที่สาบสูญในห้องเก็บศพไร้เงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%