รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน•ตอนที่ 7

เบาะแสแรก

ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
กลิ่นอับของหมึกจีนชั้นดีผสมกับกลิ่นสาบกระดาษโบราณคละคลุ้งอยู่ในความมืดทึบของห้องเก็บสมุดหลวง แสงจากตะเกียงน้ำมันดวงน้อยสั่นไหวตามแรงลมที่ลอดผ่านรอยแตกของบานหน้าต่างไม้สัก บ่งบอกว่ายามนี้ล่วงเข้าสู่ยามสามแล้ว แต่แผ่นหลังของกล้ายังคงเหยียดตรง สมาธิทั้งหมดถูกตรึงไว้กับสมุดข่อยโบราณเล่มหนาที่วางอยู่ตรงหน้า นิ้วเรียวยาวของช่างเขียนหนุ่มค่อยๆ ใช้คีมไม้คีบกระดาษสาบางเฉียบที่ซ่อนอยู่ระหว่างพับของสมุดข่อยออกมาช้าๆ บนแผ่นกระดาษสาแผ่นนั้น มีรอยจารึกด้วยหมึกชาดสีแดงเข้ม เป็นอักษรขอมโบราณที่ถูกย่อส่วนลงอย่างประณีต และที่มุมกระดาษด้านล่าง มีตราประทับรูป "ครุฑยุดนาค" ครึ่งซีก ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์เฉพาะของกรมพระคลังศุภรัตน์—หน่วยงานที่กุมอำนาจการค้าสำเภาหลวงและเส้นทางลำเลียงสรรพาวุธทั้งปวง "เจ้ากำลังเล่นกับไฟ, พ่อกล้า" เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เยียบเย็นดังขึ้นจากความมืดมุมห้อง ทำให้กล้าสะดุ้งสุดตัว มือที่ถือคีมไม้เกือบทำแผ่นกระดาษสาหล่นลงบนกองฟืน กล้าตวัดสายตาคมกริบไปยังเงาสลัวทันที แม่หญิงบัวก้าวออกมาจากม่านบังตา ผ้าสաբอผืนงามยับย่นเล็กน้อยจากการเดินทางยามวิกาล แววตาของนางในยามนี้ไม่มีความอ่อนหวานเช่นยามปกติ มีเพียงประกายความเคร่งเครียดที่ซ่อนความหวาดหวั่นไว้ลึกๆ ในอก นางเหลือบมองแผ่นกระดาษสาบนโต๊ะ ก่อนจะถอนหายใจยาวเหยียดจนไหล่บางห่อลง "เจ้าหาญกล้าเกินไปแล้ว" บัวเอ่ยต่อ น้ำเสียงราบเรียบแต่สั่นเครือเล็กน้อย "หากขุนอินทร์รู้ว่าเจ้ารื้อฟื้นคลังสมุดลับของหอหลวงเพื่อตามหาที่มาของตราประทับนี้ หัวของเจ้าคงไปประดับอยู่บนหลาวที่ประตูวังหลวงก่อนตะวันรุ่ง" กล้าวางคีมไม้ลงบนโต๊ะช้าๆ พยายามควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ แม้หัวใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก สายตาของเขายังคงจับจ้องไปที่ตราประทับรูปครุฑยุดนาคครึ่งซีกนั้น "ถ้าข้าไม่หา เจ้าก็รู้ว่าครอบครัวของข้า... และผู้คนบริสุทธิ์อีกนับร้อยในอยุธยาจะต้องสังเวยให้แก่แผนการอุบาทว์นี้อีกเท่าไหร่" กล้าตอบเสียงต่ำ สายตาคมเขามองสบตานาง "ขุนอินทร์ไม่ได้ต้องการแค่ตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี แต่เขากำลังชักนำกองกำลังต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเปลี่ยนผ่านรัชกาล รอยจารึกนี้... หมึกชาดชนิดนี้ มีเพียงเสนาบดีกรมคลังเท่านั้นที่มีสิทธิ์เบิกใช้จากท้องพระคลังหลวง" บัวเม้มริมฝีปากแน่น นางเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ ก้มลงมองตัวอักษรขอมบนกระดาษสา สมองอันปราดเปรื่องของธิดาขุนนางผู้นี้เริ่มประติดประต่อเรื่องราว "ไม่ใช่แค่กรมคลัง..." บัวพึมพำ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ "เจ้าดูรอยหยักของหมึกตรงมุมขวาซิ มันไม่ใช่การเขียนด้วยพู่กันธรรมดา แต่เป็นการใช้ 'เหล็กจาร' กดลงบนแผ่นโลหะก่อนจะนำมาพิมพ์ซ้อน... นี่คือร่องรอยของกระบวนการลับที่ใช้ทำ 'สัญญาซื้อขายอาวุธ' กับพ่อค้าชาวโปรตุเกสเมื่อสามปีก่อน สมัยที่เกิดสงครามชายแดนครั้งใหญ่!" กล้าพยักหน้ารับช้าๆ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลัง ปมในใจที่เคยถูกฝังกลบไว้ด้วยซากปรักหักพังของหมู่บ้านเก่าเมื่อครั้งสงครามเริ่มปะทุขึ้นอีกครั้ง ภาพความทรงจำอันเลวร้ายที่ครอบครัวของเขาถูกเผาพร้อม1ในเรือนพักยามศึกสงคราม ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ... แต่มันคือแผนการกวาดล้างผู้คนที่รู้เห็นการทุจริตเส้นทางลำเลียงเสบียงของขุนอินทร์ในอดีต! "ถ้าเช่นนั้น... ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตายของพ่อแม่ข้า และผู้ที่กำลังชักใยราชสำนักในยามนี้ คือคนคนเดียวกัน" กล้ากัดฟันกรวด จนสันกรามขึ้นเป็นสันนูน มือที่กำหมัดแน่นสั่นเทาด้วยความแค้นที่อัดอั้นมานานแรมปี ก่อนที่บัวจะได้เอ่ยคำใดเพื่อเตือนสติ เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่ก็ดังขึ้นที่ระเบียงทางเดินด้านนอก ความเงียบสงบยามวิกาลถูกฉีกกระชากด้วยเสียงเหล็กกระทบกัน เสียงฝีเท้านั้นมุ่งตรงมายังห้องเก็บสมุดหลวงแห่งนี้อย่างไม่ลังเล ราวกับรู้ว่ามีใครบางAกำลังค้นหาความลับที่ต้องห้าม "พวกมันมาแล้ว!" บัวหน้าซีดเผือด คว้าแขนกล้าไว้แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก "ทางออกอื่นไม่มี นอกจากระเบียงด้านหลังที่ติดกับแม่น้ำ" กล้าไม่รอช้า เขาสอดแผ่นกระดาษสาพยานชิ้นเอกเข้าไว้ในอกเสื้ออย่างรวดเร็ว คว้าคบเพลิงบนผนังมากำไว้ในมือ เตรียมพร้อมเผชิญหน้ากับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทว่า... ก่อนที่ทั้งสองจะทันได้ขยับตัวไปยังประตูหลัง บานประตูไม้สักหนักอึ้งหน้าห้องก็ถูกถีบพังโครมลงมา เสียงเศษไม้กระจายเกลื่อนพื้น พร้อมกับร่างของทหารยามในชุดเกราะเหล็กครบเครื่องนับสิบนายที่กรูกันเข้ามาล้อมกรอบห้องไว้ทุกด้าน และจากความมืดหลังแถวทหาร ร่างสูงใหญ่ในชุดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ก็ก้าวออกมาอย่างช้าๆ แสงไฟจากคบเพลิงส่องกระทบใบหน้าคมเข้มที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมของ "ขุนอินทร์" ในมือของเขาถือดาบอาญาสิทธิ์ส่องประกายวาววับ "ขอบใจพวกเจ้ามาก ที่ช่วยหาหลักฐานชิ้นสุดท้ายให้ข้าจนครบ... พ่อกล้า แม่หญิงบัว" ขุนอินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม แต่น่ากลัวเสียจนเลือดในกายเย็นเฉียบ "ข้าตามหาแผ่นกระดาษชิ้นนั้นมาสามปีเต็ม ไม่คิดเลยว่ามันจะซ่อนอยู่ใต้จมูกของข้าเอง... และที่น่ายินดีกว่านั้น คือพวกเจ้าเลือกที่จะมาตายพร้อมกันในที่ลับตาเช่นนี้ โดยไม่ต้องให้ข้าเปลืองแรงตามหาศพ" ขุนอินทร์ยกดาบขึ้นช้าๆ ปลายคมดาบชี้ตรงมาที่หน้าอกของกล้า ขณะที่ทหารรอบด้านต่างชักดาบออกจากฝักพร้อมปลิดชีพพวกเขาทั้งสองคนในพริบตาเดียว! ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางย้อนเวลาและร่วมแกะรอยความลับแห่งอยุธยาไปกับ "นักเล่าประวัติศาสตร์" ครับ
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยจารึกแห่งอยุธยา: ลิขิตชีวิตสามัญชน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%