กลิ่นอับชื้นของดินปืน ดอกไม้จันทน์ และซากเน่าเปื่อยของอินทรียสาร คือกลิ่นสามัญประจำตัวของ "ขุนพล" ในยามที่ความตายมาเคาะประตูเรียก
นิ้วหยาบกร้านผ่านการกำด้ามมีดอาคมมานับครั้งไม่ถ้วน คีบมวนใบตองแห้งที่บรรจุยาเส้นฉุนกึกขึ้นจดไฟ แสงสีส้มวาบขึ้นท่ามกลางความสลัวของเพิงพักชั่วคราวริมชายป่าทึบ เขามองลอดผ่านม่านควันสีขาวจางๆ ไปยังร่างที่นอนแข็งทื่ออยู่บนแคร่ไม้ไผ่ ร่างนั้นคือ "ชาติ" เพื่อนเก่าแก่และพรานมือหนึ่งผู้เคยร่วมเป็นร่วมตายกันมาในดงดิบมรณะแห่งนี้ ทว่าตอนนี้ สภาพของชาติกลับเหลือเพียงเปลือกไร้วิญญาณ ดวงเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ผิวหนังเหี่ยวย่นราวกับถูกสูบน้ำในร่างกายออกไปจนหมดสิ้น และที่กลางหน้าผากมีรอยแผลเป็นรูปอักขระโบราณดำสนิท—ร่องรอยของ "ศัสตราวิญญาณ" ที่พรากชีวิตไปอย่างไร้ความปรานี
"นายไม่ควรกลับมาที่นี่เลย ชาติ... เตือนแล้วไม่ใช่หรือ" ขุนพลพึมพำกับศพ เสียงทุ้มต่ำเรียบสนิทแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจมานานหลายปี บาดแผลในใจจากการสูญเสียทีมสำรวจชุดก่อนยังไม่ทันจางหาย ธรรมชาติก็ส่งเพื่อนสนิทคนสุดท้ายกลับมาในสภาพนี้เสียแล้ว
เสียงฝีเท้าหนักแน่นแต่เร่งรีบดังขึ้นจากทางเดินรกชัฏ รองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังที่เลอะโคลนจนดูไม่ได้ก้าวเข้ามาหยุดยืนที่หน้าประตูเพิงพัก ร่างเพรียวระหงของ "ดร.อรินดา" ปรากฏขึ้นในชุดภาคสนามทะมัดทะแมง เธอหอบหายใจเล็กน้อย เม็ดเหงื่อผุดพรายตามกรอบหน้าคมคาย นัยน์ตาสีนิลคู่สวยกวาดมองไปทั่วห้อง ก่อนจะมาหยุดนิ่งที่ร่างไร้ลมหายใจบนแคร่
อรินดาไม่ได้กรีดร้อง ไม่ได้เบือนหน้าหนีด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปควรจะเป็น เธอกลับดึงแว่นสายตาขึ้น ขยับเข้าไปใกล้ศพอย่างรวดเร็ว สวมถุงมือยางแล้วเริ่มตรวจสอบอุณหภูมิร่างกายและสภาพผิวหนังด้วยความเป็นมืออาชีพ ราวกับกำลังผ่าตัดคนไข้ในห้องแล็บปลอดเชื้อมากกว่าการยืนอยู่ต่อหน้าศพปริศนาในป่าลึก
"อุณหภูมิศพต่ำกว่าปกติอย่างน้อยห ชั่วโมง สภาพการสูญเสียน้ำในเซลล์ผิวแบบฉับพลัน... น่าสนใจมาก" อรินดาพึมพำกับตัวเองโดยไม่สนใจบรรยากาศรอบตัวแม้แต่น้อย ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับขุนพลด้วยแววตานิ่งสนิท "คุณคิดว่าเขาโดนอะไรพิษจากพืชหายาก หรือสารเคมีบางชนิดที่พวกนายทุนลักลอบทิ้งในป่าลึกนี้กันแน่ คุณขุนพล?"
ขุนพลพ่นควันบุหรี่สีเทาออกมาอีกระลอก ชำเลืองมองนักวิชาการสาวผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์อย่างหัวชนฝาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก มุมปากหยักลึกหยันขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
"พิษจากพืชหรือสารเคมีอย่างนั้นหรือครับ ดร.อรินดา" ขุนพลทวนคำ น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเฉียบคม "คุณช่วยใช้กล้องจุลทรรศน์หรือเครื่องมือวัดค่าทางวิทยาศาสตร์ของคุณ ไปส่องดูรอยแผลที่หน้าผากเขาสักหน่อยไหมครับ เผื่อว่าเครื่องมือราคาแพงพวกนั้นจะอธิบายได้ว่า ทำไมสมองของคนที่ตายด้วยสารเคมี ถึงได้ถูกดึงเอาความทรงจำและวิญญาณออกไปจนเกลี้ยง"
อรินดาขมวดคิ้วเล็กน้อย ความหงุดหงิดฉายชัดขึ้นบนใบหน้าคม เธอยืนยืดตัวขึ้นเต็มความสูง ประจันหน้ากับพรานหนุ่มผู้เต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกลับอย่างไม่เกรงกลัว
"อย่าเอาเรื่องงมงาย ไสยศาสตร์ หรือคำสาปบ้าบออะไรนั่นมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความจริงทางวิทยาศาสตร์เลยค่ะคุณขุนพล!" อรินดาเอ่ยเสียงเฉียบขาด แววตาดุดันขึ้น "ในฐานะนักมานุษยวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านชีววิทยา ทุกอย่างบนโลกนี้มีเหตุและผลในตัวของมันเอง การที่คนคนหนึ่งเสียชีวิตในป่าลึก ย่อมเกิดจากปัจจัยทางกายภาพ สภาพแวดล้อม หรือแม้แต่ฝีมือของมนุษย์ด้วยกันเองที่ใช้จิตวิทยาทำให้เกิดอาการช็อกตาย ไม่ใช่เพราะผีสางหรือวิญญาณแค้นตามที่คุณพยายามจะโน้มน้าวฉัน!"
"วิทยาศาสตร์อธิบายทุกอย่างได้จริงหรือครับ..." ขุนพลก้าวเข้าไปใกล้เธอทีละน้อย กลิ่นอายความกดดันแผ่ออกจากตัวเขาจนอุณหภูมิในห้องราวกับลดฮวบลง "แล้ววิทยาศาสตร์ของคุณ อธิบาย 'จดหมาย' ฉบับนี้ว่าอย่างไรล่ะครับ"
มือใหญ่ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อแจ็คเก็ตสนามของชาติ ดึงซองจดหมายเก่าคร่ำครึที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังออกมา วางลงบนโต๊ะไม้ไผ่ตรงหน้าอรินดา
อรินดาก้มมองซองจดหมายนั้นด้วยความสงสัย เธอยื่นมือไปหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ใช้คีมคีบดึงกระดาษด้านในออกมาแผ่กว้าง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือคุ้นเคย และข้อความสั้นๆ ที่ปรากฏอยู่บนนั้น
*‘ถ้ามึงอ่านจดหมายฉบับนี้ แปลว่ากูตายแล้ว... แต่จำไว้ ขุนพล สิ่งที่เราตามหาในหุบเขาเงาพยัคฆ์ ไม่ใช่ทองคำ แต่มมันคือประตู... และมันกำลังลืมตาขึ้นอีกครั้ง’*
ด้านล่างข้อความนั้น มีรอยประทับตราครั่งสีแดงสด ซึ่งเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลของศาสตราจารย์ผู้ล่วงลับ—พ่อของอรินดาเอง
ลมหายใจของนักวิชาการสาวสะดุดกึก สีหน้าที่เคยเยือกเย็นและมั่นอกมั่นใจในตรรกะมาตลอดพลันซีดเผือดลงในพริบตา มือที่ถือกระดาษสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่อยู่
ขุนพลโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ เยือกเย็น และเฉียบคมบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ทีนี้... ด็อก터ผู้เชื่อมั่นในวิทยาศาสตร์ จะอธิบายอย่างไรดีครับ ว่าทำไมพ่อของคุณที่เสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ถึงได้เซ็นชื่อกำόบในจดหมายที่เพิ่งถูกส่งมาหาเพื่อนของผมเมื่อคืนนี้?"
อรินดาหันขวับมามองหน้าพรานหนุ่ม นัยน์ตาสั่นระริกด้วยความตกตะลึงและหวาดกลัวที่ปิดไม่มิด ขณะที่ภายนอกเพิงพัก ท่าوالค่ำคืนที่เงียบสงัด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงกระซิบประหลาดนับร้อยกำลังดังอื้ออึงล้อมรอบตัวพวกเขาเข้ามาเรื่อยๆ...
โปรดติดตามตอนต่อไปครับ
- เพชรตาเสือโบราณ -
พรานอาคมปะทะศัสตราวิญญาณ: ล่าขุมทรัพย์สาปสูญในดงดิบมรณะ•ตอนที่ 1
จดหมายจากอดีตที่ตายไปแล้ว
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะศัสตราวิญญาณ: ล่าขุมทรัพย์สาปสูญในดงดิบมรณะ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
