“เซ็นให้ฉันเสียทีค่ะคิรากร... แล้วทุกอย่างระหว่างเราจะกลายเป็นเพียงเศษแก้วที่ไม่มีวันบาดใครได้อีก”
เสียงหวานที่เคยสั่นเครือด้วยความเกรงใจในอดีต บัดนี้กลับราบเรียบดุจผิวน้ำที่นิ่งสงบ ทว่าแฝงไปด้วยความเย็นเยียบที่ทำให้บรรยากาศภายในห้องทำงานหรูหราบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าดูแคบลงถนัดตา รินรดาวางเอกสารแผ่นสีขาวที่มุมหนึ่งมีรอยยับย่นจางๆ ลงบนโต๊ะทำงานไม้โอ๊คตัวใหญ่ เธอยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าชายผู้เป็นสามีในนาม—ผู้ชายที่เธอเคยรักจนหมดหัวใจ และเป็นผู้ชายคนเดียวกันที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน
คิรากรไม่แม้แต่จะเงยหน้าจากแฟ้มเอกสารตรงหน้า เขายังคงกดปากกาเซ็นชื่อลงในสัญญาสั่งซื้อเหล็กกล้าด้วยท่วงท่าเยือกเย็นและเฉยเมย ราวกับว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นเพียงอากาศธาตุ ไม่ใช่ภรรยาที่เขาเคยตีตราว่าเป็นเพียง ‘เครื่องประดับราคาถูก’ ในบ้านหลังใหญ่
“เธอรู้ใช่ไหมว่าการเรียกร้องความสนใจด้วยวิธีนี้ มันไม่ได้ทำให้ฉันหันมามองเธอมากขึ้นหรอกรินรดา” น้ำเสียงทุ้มต่ำติดจะรำคาญใจดังขึ้น เขาโยนปากกาลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่น ก่อนจะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้หนังราคาแพง ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวตวัดมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยการดูแคลน “อีกอย่าง... ฉันไม่มีเวลามาเล่นเกมหย่าร้างกับเธอหรอกนะ งานของฉันสำคัญกว่าเรื่องไร้สาระพวกนี้”
รินรดาแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา แต่มันคือยิ้มแห่งชัยชนะที่เขายังมองไม่ออก เธอค่อยๆ ก้มลง เอื้อมมือเรียวบางที่สวมแหวนเพชรเม็ดโต—เพชรที่เธอเป็นคนออกแบบเองด้วยน้ำมือของตัวเอง—วางลงบนเอกสารใบหย่านั้น แล้วลากมันเข้าไปใกล้เขาอีกนิด
“คุณคิดว่าฉันกำลังเรียกร้องความสนใจหรือคะ?” เธอโน้มตัวลงไป ลมหายใจอุ่นร้อนหอมกลิ่นน้ำหอมจางๆ ปะทะเข้ากับใบหน้าของชายหนุ่ม กลิ่นดอกกุหลาบป่าที่ชวนให้มัวเมาและเย้ายวนใจจนคิรากรชะงักไปครู่หนึ่ง “ผิดแล้วค่ะคิรากร... ฉันไม่ได้ต้องการความรักจากคุณแล้ว และฉันก็ไม่ได้ต้องการเวลาของคุณด้วย สิ่งที่ฉันต้องการในตอนนี้ มีเพียงอิสรภาพจากกรงทองที่เต็มไปด้วยเศษแก้วรอยร้าวที่คุณสร้างขึ้นมาเองต่างหาก”
คิรากรขมวดคิ้ว มือหนาที่เคยวางนิ่งอยู่บนโต๊ะเริ่มกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว สายตาของเขาจับจ้องไปยังใบหน้าของรินรดาอย่างพินิจพิเคราะห์ หญิงสาวตรงหน้าเขาในวันนี้ช่างแตกต่างจากรินรดาคนเดิมที่เขาเคยรู้จัก เธอไม่ได้สวมชุดแม่บ้านที่ดูจืดชืด แต่กลับอยู่ในชุดสูทเข้ารูปสีเบจที่ขับเน้นสรีระโค้งเว้าเย้ายวน สายตาท้าทายที่ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์นั่นทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบอย่างประหลาด
“อย่าได้พยายามทำตัวให้ดูมีค่าด้วยการจากไปเลย เพราะไม่ว่าเธอจะไปอยู่ที่ไหน ในสายตาฉัน เธอก็ยังเป็นแค่ผู้หญิงที่ฉันเลือกมาประดับบารมีแก้ขัดเท่านั้น”
คำพูดเชือดเฉือนที่เคยสร้างบาดแผลให้รินรดามานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้กลับไม่ทิ้งรอยขีดข่วนใดๆ บนความรู้สึกของเธออีกต่อไป หญิงสาวหัวเราะออกมาเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่ฟังดูเหมือนระฆังแก้วที่กำลังแตกกระจาย มันทั้งกังวานและแหลมคมจนคนฟังรู้สึกหวิวในอก
“ถ้าฉันเป็นแค่ของประดับ... งั้นคุณก็คงเป็นเจ้าของที่ไร้รสนิยมที่สุดในโลกแล้วค่ะ เพราะนับจากวินาทีนี้ไป ของประดับชิ้นนี้จะไม่อยู่ให้คุณเหยียบย่ำอีกแล้ว”
เธอขยับตัวจะถอยห่าง แต่ในจังหวะนั้นเอง คิรากรกลับลุกพรวดขึ้น มือแกร่งคว้าเข้าที่ข้อมือบางของเธอไว้แน่น ออกแรงดึงจนร่างของรินรดาเซถลาเข้าไปกระแทกกับแผงอกกว้าง กลิ่นกายบุรุษเพศที่คุ้นเคยพุ่งเข้าปะทะจมูก—กลิ่นของยาสูบจางๆ ผสมกับความหอมเย็นของน้ำหอมแบรนด์หรูที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
ความเร่าร้อนที่ถูกกดทับไว้ในใจของคิรากรเริ่มปะทุขึ้นด้วยสัญชาตญาณของการเป็นเจ้าของ เขาบีบข้อมือเธอแรงขึ้นจนรินรดานิ่วหน้า แต่แทนที่จะร้องขอความเมตตา เธอกลับเงยหน้าสบตากับเขาด้วยแววตาท้าทายที่สั่นคลอนความมั่นใจของเขาอย่างรุนแรง
“คิดจะไปโดยไม่ได้รับอนุญาตงั้นเหรอ?” เสียงของเขาแหบพร่าลงอย่างเห็นได้ชัด ความโกรธแค้นแปรเปลี่ยนเป็นความปรารถนาที่มืดดำและเร่าร้อน คิรากรโน้มหน้าลงมาจนปลายจมูกโด่งแทบจะสัมผัสกับพวงแก้มเนียนใส “ฉันยังไม่บอกให้เธอไป... และฉันก็ยังไม่ได้ลงโทษที่เธอถือดีมาท้าทายอำนาจของฉันด้วยใบหย่าไร้ค่าพวกนี้”
เขากดริมฝีปากลงบนซอกคอหอมกรุ่นของเธออย่างแรงและหนักหน่วง เป็นรอยจูบที่ไม่ได้มีความอ่อนหวานหลงเหลืออยู่ มีเพียงแรงอารมณ์ที่ดิบเถื่อนและกดขี่ รินรดารู้สึกถึงความวาบหวามที่แล่นพล่านไปทั่วร่างแม้หัวใจจะเย็นชาดุจน้ำแข็ง เธอยอมให้เขาพันธนาการไว้เพียงเพราะต้องการเห็นวันหนึ่งที่เขาต้องคุกเข่าอ้อนวอนเธอด้วยตัวเอง
ในขณะที่มือหนาของคิรากรเริ่มเลื่อนลงมาโอบรัดเอวคอดกิ่วของเธออย่างจาบจ้วง และริมฝีปากของเขากำลังรุกล้ำไปตามลำคอระหงอยู่นั้น เสียงประตูห้องทำงานของเขาก็เปิดผางออกโดยไม่มีการเคาะ
“คุณคิรากรคะ... พอดีหนู ‘อันนา’ มาหาคุณพ่อที่บริษัทค่ะ”
เสียงแหลมเล็กใสของหญิงสาวผู้เป็นเลขาส่วนตัวแทรกขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าเล็กๆ ของเด็กน้อยวัยห้าขวบที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาในห้อง
คิรากรชะงักกึก เขาผละออกจากรินรดาทันทีด้วยความประหลาดใจ แต่ทว่าดวงตาของเขากลับเบิกกว้างเมื่อเห็นใบหน้าของเด็กน้อยคนนั้นชัดๆ เด็กหญิงตัวเล็กในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์มีใบหน้าที่ถอดแบบมาจากรินรดาแทบจะพิมพ์เดียวกัน แต่ดวงตาคู่นั้น... ดวงตาคมกริบที่มีประกายความดื้อรั้นและรูปทรงคิ้วที่เข้มชัดนั่น มันคือใบหน้าของเขาในตอนเด็กอย่างไม่มีผิดเพี้ยน!
ความเงียบงันเข้าปกคลุมห้องทำงานอันกว้างใหญ่ทันที รินรดายืนนิ่งอยู่ข้างกายคิรากรที่ตอนนี้ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นเยียบ ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูของชายที่เพิ่งจะแสดงความเป็นเจ้าของเธอเมื่อครู่นี้
“นั่นไงคะคิรากร... ของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณควรได้รับก่อนที่เราจะจบกันจริงๆ”
คิรากรจ้องมองเด็กน้อยที่วิ่งเข้าไปกอดขาของรินรดาด้วยใจที่สั่นไหวและโกลาหล ความลับที่เขาไม่เคยระแคะระคายมาก่อนปรากฏอยู่ตรงหน้าพร้อมกับใบหย่าที่ยังวางอยู่บนโต๊ะ ชีวิตของเขาที่เคยคิดว่าควบคุมได้ทุกอย่าง กำลังจะพังทลายลงในพริบตา...
โปรดติดตามตอนต่อไปนะคะ... ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรอยร้าวครั้งนี้ด้วยกันนะคะ หวังว่าความแค้นของรินรดาจะทำให้ทุกท่านลุ้นระทึกไปจนจบค่ะ!
เศษแก้วในรอยจูบ: รอยร้าวที่ไม่มีวันสมาน•ตอนที่ 1
รอยร้าวในคริสตัล
ผลงานโดย รสรินกลิ่นกำมะหยี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (รสรินกลิ่นกำมะหยี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษแก้วในรอยจูบ: รอยร้าวที่ไม่มีวันสมาน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
