กลิ่นอายของกำยานดอกเหมันต์ที่เคยแผดเผาความทรงจำอันขมขื่น ยังคงลอยอวลอยู่ปลายจมูก ทว่าในยามนี้ มันไม่ใช่กลิ่นอายแห่งความหวาดกลัวอีกต่อไป หากแต่เป็นกลิ่นอายแห่งการกลับมาทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยถูกพรากไปอย่างเลือดเย็น
"ทูตานุทูตจากแคว้นบูรพามาถึงท้องพระโรงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เสียงประกาศก้องของขันทีหลวงดังสะท้อนก้องกبارห้องโถงใหญ่ ทว่ามิคายามวิกาลขอพาทุกท่านดิ่งลึกสู่ความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เสียงฝีเท้าหนักแน่นที่ก้าวเข้ามาไม่ได้มาพร้อมกับความนอบน้อมของคนต่างแคว้น แต่เป็นย่างก้าวของผู้ถือครองอำนาจที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินให้คว่ำคะมำ
บนบัลลังก์มังกรทอง องค์จักรพรรดิอัคนีประทับอยู่ด้วยพระพักตร์เคร่งขรึม ดวงเนตรคมกริบดั่งพญายมกวาดมองลงมาเบื้องล่างด้วยความเย่อหยิ่งและระแวดระวังตามวิสัยของผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งต้าหลง ทว่าพระองค์หาได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย ว่าสตรีภายใต้ผ้าคลุมหน้าแพรไหมสีชาดที่กำลังเดินกรายเข้ามาด้วยท่าทีเยືือกเย็นดั่งน้ำแข็งนั้น คือเงาอดีตที่พระองค์เคยทรงเหยียบย่ำจนเกือบสลายกลายเป็นธุลีดิน
ศิรินทร์หยุดยืนนิ่งอยู่เบื้องพระพักตร์ ร่างระหงภายใต้ชุดทูตหรูหราปักลายหงส์ไฟดิ้นทองแผ่รังสีความกดดันออกมาอย่างไม่เกรงกลัว ทรวดทรงองค์เอวที่เคยบอบบางและยอมจำนนในอดีต บัดนี้กลับเย้ายวน สง่างาม และเปี่ยมด้วยเสน่ห์อันตรายที่สะกดสายตาของขุนนางทั้งท้องพระโรงให้แทบหยุดหายใจ
"ยินดีต้อนรับสู่ราชสำนักของเรา ท่านทูต..." สตรีนางนั้น... น้ำเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจของจักรพรรดิอัคนีขาดห่วงไปชั่วขณะ เมื่อดวงเนตรคมกริบสบเข้ากับดวงตาคู่ที่ซ่อนอยู่หลังผ้าโปร่ง แม้จะมองเห็นไม่ชัดเจน แต่กระแสความคุ้นเคยบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างระหง กลับทำให้พระหัตถ์ที่กำพนักเก้าอี้มังกรถึงกับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่
หัวใจของจักรพรรดิผู้ไม่เคยเกรงกลัวผู้ใด กลับกระตุกวูบอย่างรุนแรงอย่างไร้เหตุผล ราวกับวิญญาณของใครบางคนที่พระองค์เคยฝังกลบไว้ในหุบเขาแห่งความตายเมื่อหลายปีก่อน กำลังฟื้นคืนชีพกลับมาทวงแค้น
"ถวายพระพรฝ่าบาท"
เสียงหวานกังวานราบบน ทว่าบาดลึกเข้าถึงขั้วหัวใจดังขึ้น ศิรินทร์ค่อยๆ ปลดผ้าคลุมหน้าออกช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้างดงามหยาดเยิ้มที่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งปนประกายไฟแห่งความแค้น ดวงหน้านั้นไร้ซึ่งรอยยิ้ม ไร้ซึ่งความอ่อนหวาน มีเพียงแววตาดุจคมกระบี่ที่กรีดแทงทะลุผ่านความรู้สึกผิดบาปที่อัคนีพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากจักรพรรดิ
ความเงียบงันเข้าปกคลุมท้องพระโรงชั่วขณะ ขุนนางต่างพากันอ้าปากค้างด้วยความตะลึงงันในความงามอันเย้ายวนและน่าเกรงขาม ทว่าสำหรับอัคนีแล้ว มันคือสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางใจจนแทบกระอักโลหิต
*ศิรินทร์...*
พระนามนั้นติดอยู่ที่ริมฝีปากหนาที่สั่นระริก พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์โดยไม่รู้ตัว พระเนตรเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงและไม่อยากจะเชื่อสายตา สตรีที่สิ้นลมหายใจไปแล้วในตำหนักเย็นที่ถูกไฟเผาผลาญ เหตุใดจึงมายืนอยู่ ณ ที่นี้ ในฐานะทูตผู้มีอำนาจต่อรองเหนือแผ่นดินของพระองค์!
"เจ้า..." อัคนีเค้นพระสุระเสียงออกมาได้อย่างยากลำบาก พระบาทก้าวลงจากบัลลังก์โดยไม่สนสายตาของขุนนางนับร้อย "เจ้ายังไม่ตาย... เจ้ากลับมาได้อย่างไร..."
ศิรินทร์เหยียดยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เยียบเย็นและน่าสมเพชเสียจนจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่รู้สึกราวกับตัวเองเป็นเพียงเศษฝุ่นธุลี นางก้าวเข้าไปใกล้พระองค์ทีละน้อย กลิ่นกายหอมหวานเย้ายวนที่คุ้นเคยโชยเข้าแตะนาสิกปลุกเร้าสัญชาตญาณดิบเถื่อนในกายของอัคนีให้ตื่นขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
"ฝ่าบาททรงจำผิดคนแล้วกระมังเพคะ หม่อมฉันคือราชδูตจากแปรบูรพา มิใช่พระมเหสีผู้ไร้ค่าที่พระองค์เคยทรงสั่งประหารด้วยความเย็นชาในอดีตเสียหน่อย" น้ำเสียงของนางเย้ยหยันและเฉียบคม ดั่งมีดน้ำแข็งที่กรีดซ้ำลงบนแผลเน่าเฟะในใจของอัคนี
"ศิรินทร์... ข้า..." อัคนีพยายามเอื้อมพระหัตถ์หมายจะคว้าข้อมือเรียวบางที่พระองค์เคยทรงจงเกลียดจงชัง ทว่ากลับถูกนางสะบัดออกอย่างไม่ไยดี พร้อมกับสายตาที่มองมาด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์อย่างไม่ปิดบัง
"อย่าบังAาญมาแตะต้องตัวหม่อมฉันด้วยมือคู่นั้น ฝ่าบาท... พระองค์ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะยืนหายใจอยู่ใกล้หม่อมฉันด้วยซ้ำ" ศิรินทร์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ทว่าก้องกังวานในโสตประสาทของจักรพรรดิผู้พ่ายแพ้ราบคาบ
บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดจนแทบระเบิด ความอัปยศอดสูและความโหยหาที่อัดแน่นอยู่ในอกของอัคนีตีรวนกันจนพระองค์แทบคลั่ง พระองค์ไม่สนสิ่งใดอีกแล้ว นอกจากความปรารถนาที่จะดึงรั้งร่างงดงามนี้ไว้ในอ้อมพระกร ไม่ให้หนีหายไปจากสายตาของพระองค์ได้อีกชั่วนิรันดร์
ทว่า... ก่อนที่อัคนีจะได้ทำตามสัญชาตญาณดิบที่โหยหา เสียงฝีเท้าฝูงชนด้านนอกกลับดังแทรกขึ้น พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเด็กชายตัวน้อยวัยราวสี่ขวบที่วิ่งเตาะแตะเข้ามาในเขตหวงห้าม
"ท่านแม่! ข้าบอกแล้วว่าอย่าเดินเร็วนัก ข้าตามไม่ทันแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ!"
เด็กชายหยุดยืนข้างกายศิรินทร์ ใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราถอดแบบพิมพ์เดียวกับจักรพรรดิอัคนีราวกับแกะ ทุกสัดส่วน ดวงเนตรคมกริบ และริมฝีปากหยักลึกคู่นั้น... มันคือกระจกเงาของจักรพรรดิอัคนีในวัยเด็กไม่มีผิดเพี้ยน!
อัคนีชะงักกึก ดวงเนตรเบิกค้าง มองเด็กชายตัวน้อยสลับกับศิรินทร์ด้วยความรู้สึกที่เหมือนถูกสายฟ้าฟาดซ้ำลงมาที่กลางกระหม่อม ลมหายใจของพระองค์สะดุดกักค้าง ขาทั้งสองข้างแทบทรุดลงไปกองกับพื้นเมื่อตระหนักถึงความจริงอันน่าตกตะลึงที่ถูกซ่อนไว้ในรอยบาปแห่งอดีต...
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่ห้วงมิติแห่งการแก้แค้นและเร่าร้อนนี้ไปพร้อมกับมิคายามวิกาลนะคะ
ลิขิตรักในรอยบาปของอดีตสวามี•ตอนที่ 1
มรดกเลือดบนบัลลังก์
ผลงานโดย มิคายามวิกาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (มิคายามวิกาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ลิขิตรักในรอยบาปของอดีตสวามี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!